ในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของ Covid-19 หลายคนต้องพบเจอกับเรื่องที่ไม่คาดฝัน บางคนที่เคยรุ่งเรือง กลับดิ่งลงเหว หรือแม้บางคนจากเหวกลับโชติช่วงชัชวาลประดุจดั่งแก้วคริสตัลที่กำลังกระทบแสง หลายหลากเรื่องราวที่พอจำแนกออกมาเป็นหมวดหมู่ โดยส่วนใหญ่มักเป็นเรื่องงาน สภาพความเป็นอยู่ที่ต้องเปลี่ยนไป หรือแม้กระทั่งสถานะความสัมพันธ์ที่ไม่มีทางจะเหมือนเดิม ถ้า Covid-19 คือปูชนียสถาน มันคือปูชนียสถานที่ต้องทำการกราบเช้า กราบเย็น มันดลบันดาลให้เกิดผลของการเปลี่ยนแปลง และการเปลี่ยนแปลงที่ถือว่าจับต้องได้ มันคือเรื่องของรายได้ที่ไม่เหมือนเดิม หรือไม่มีเลยสำหรับบางคน หลายคนต้องเปลี่ยนอาชีพแบบไม่ทันตั้งตัว หลายคนต้องขายสมบัติเก่าที่มีอยู่เพื่อประทังชีพ แต่ก็มีอีกหลายคนที่เพื่อให้ได้มาซึ่งความอยู่รอด จึงหาทางออกในแบบลักษณะการใช้สัมพันธภาพส่วนตัว หรือการขอความช่วยเหลือแบบตรงไปตรงมา ซึ่งทางออกที่มักจะเป็นทางออกที่ดูจะเห็นแก่ตัว แต่เป็นทางออกที่ได้ผลลัพธ์อันรวดเร็วที่สุดนั่นคือ "การหยิบยืมคนอื่น" หลายคนจึงเลือกทางนี้กับการต่อยอดให้มีชีวิตอยู่ไปในภายภาคหน้า ซึ่งผลลัพธ์ของทางออกจะสำเร็จหรือไม่สำเร็จชึ้นอยู่กับว่าเราไปทำพฤติกรรมนั้นกับใคร และนิสัยโดยเนื้อแท้ของคนเหล่านั้นเป็นอย่างไร จริงอยู่ แนวคิดจากใครต่อใคร มักจะมองว่า เรื่องหยิบยืมเงินตรา มันทำให้ความสัมพันธ์ของบางคนต้องเปลี่ยนไป และไม่มีทางกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้อีก หากเอาเรื่องนี้มาวางไว้และให้คนตัดสิน ร้อยละ 99.99 ก็ต้องตัดสินถึงพฤติกรรมของคนที่ยืมนั้นเป็นพฤติกรรมที่น่ารังเกียจ ดั่งหลายๆ บทความหรือคำคมต่างๆ นานา ที่บอกว่า เป็นเพื่อนกันอย่าให้ยืมเงิน การยืมเงินเป็นสิ่งที่ไม่ได้ช่วยอะไร หนำซ้ำกลับกลายเป็นการไปจุดชนวนความสัมพันธ์ที่ร้าวฉาน เพราะถ้าให้ ก็ดีไป แต่ถ้าไม่ให้ ก็อาจกลายเป็นประเด็นได้ อันนี้สุดแท้แล้วแต่ว่าใครจะคิดอย่างไร คำคมเอย บทความเอย ก็มักจะว่า เหยียด หรือมองว่าคนที่มาร้องขอหรือยืมนั้น เป็นเหมือนคนที่ไม่ค่อยจะสู้ดีนัก เราไม่ได้ให้เค้าออกมาบอกถึงความจริงที่บางที ก็เจ็บปวดไม่แพ้กัน นอกจากจะไม่ได้ในสิ่งที่ต้องการหรือร้องขอแล้ว คนเหล่านั้น กลับกลายเป็นคนที่ต้องโดนตราบาป จากปากของผู้ที่เขาไปหยิบยืม ผู้ที่มีสถานะทางการเงินดีกว่า ณ ช่วงเวลานั้น ปากคนยาวกว่าปากกา แค่เอ่ยปากขอหยิบยืม หนำซ้ำยังไม่ได้ ก็อาจจะเจอมรสุมที่พร้อมทับถมหรือเหยียบให้จม เพราะถึงอย่างไร คนที่ไปร้องขอก่อน นั่นย่อมมองว่าเป็นผู้ที่อ่อนแอกว่า ไร้คุณค่า และไม่เอาไหน ในมุมของคนที่ไปหยิบยืม ถ้าเอาเรื่องความเห็นแก่ตัวที่พยายามจะยัดเยียดให้เค้าออกก่อน และเอาประเด็นแค่หยิบยืม นั่นหมายถึงการที่ตนเองก็ต้องเอาตัวเองไปผูกมัดกับสิ่งที่ต้องได้มา อาจจะมีความได้เปรียบกว่าเพราะเป็นผู้ที่ได้รับผลประโยชน์ แต่รู้ไหมว่า ผู้ที่ได้ชื่อว่า ผู้ที่ได้รับประโยชน์นั้น ต้องเจอกับอะไร สถานการณ์นี่น่ากราบโควิดในครั้งนี้ บางคนคิดแล้วว่า คนที่เขาจะไปหยิบยืมนั้น ย่อมได้รับผลกระทบน้อยกว่า หรือไม่ได้รับผลกระทบเลย การให้หรือการไม่ให้ หากบอกกันไปตรงๆ ก็ยังคงซะดีกว่า ซ้ำร้ายกว่านั้น ผู้หวังดีที่ไม่ได้ให้ กลับกลายเอาเรื่องนี้ไปคุยสนุกปาก และกลายเป็นประเด็น แลดูเหมือนการบูลลี่แต่จะให้ทำไงได้ ทุกอย่างก็จะจบแค่เพียงว่า มันก็เป็นสิทธิ์ของเค้า คนหยิบยืมบางคนกลายเป็นบุคคลที่เพื่อนไม่อยากจะรับสาย เพราะกลัวว่าจะถูกหยิบยืมเงินและปฏิเสธเสียไม่ได้ ซึ่งพูดอีกก็ถูกอีก ว่าเป็นการชอบธรรมแถมหนำซ้ำคนที่ไม่ได้ให้กลับกลายเอาเรื่องที่เรายืมไปสร้างเป็นซีรี่ย์ได้หลายๆ EP. มันก็จริง ก็สิทธิ์ของเค้า หลายคน เจอสถานการณ์โควิดเข้าไป อยากแทบจะก้มลงกราบแบบรู้ซึ้งในสิ่งที่ตัวเองได้พบเจอ ในนัยยะของการก้มกราบนั้น คือ การได้ก้มกราบกับสิ่งที่โดนตราหน้าไว้แล้ว และไม่มีทางที่จะแก้ตัวได้ และอีกนัยในการก้มกราบคือ กราบขอบคุณที่ทำให้ได้เจอกับธาตุแท้ของคำว่าเพื่อนจริงๆ สักที สงสารนะ แต่ทำอะไรไม่ได้ ก็จริง.....มันก็สิทธิ์ของแต่ละบุคคล และในสถานการณ์นี้ ขอกราบเธอด้วยใจอันเปราะบาง Covid-19 ขอบคุณรูปภาพประกอบ: freepik.com ภาพหน้าปก/ ภาพที่ 1 /ภาพที่ 2 /ภาพที่ 3