รีเซต

โลกร้อนคุกคามสมอง! ผู้เชี่ยวชาญเตือน เสี่ยง “โรคหลอดเลือดสมอง” พุ่ง

โลกร้อนคุกคามสมอง!  ผู้เชี่ยวชาญเตือน เสี่ยง “โรคหลอดเลือดสมอง” พุ่ง
TNN ช่อง16
15 ตุลาคม 2569 ( 11:30 )
6

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอาจไม่ได้ส่งผลกระทบเพียงแค่สิ่งแวดล้อมหรือสุขภาพร่างกายเท่านั้น แต่กำลังกลายเป็นภัยคุกคามต่อสุขภาพสมองของมนุษย์อย่างน่ากังวล ผู้เชี่ยวชาญด้านประสาทวิทยาในยุโรปเตือนว่า อุณหภูมิโลกที่สูงขึ้น มลพิษทางอากาศ และการแพร่กระจายของโรคติดเชื้อจากแมลงพาหะ อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมอง สมองเสื่อม และโรคทางระบบประสาทอีกหลายชนิด โดยเฉพาะประชากรกลุ่มเปราะบางที่ต้องเผชิญความร้อนรุนแรงและขาดทรัพยากรในการป้องกันตนเอง สะท้อนให้เห็นว่าภาวะโลกร้อนกำลังสร้างวิกฤตด้านสาธารณสุขรูปแบบใหม่ที่หลายประเทศอาจยังไม่ได้เตรียมพร้อมรับมือ

 

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังกลายเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อสุขภาพสมองของประชาชนในยุโรป โดยเฉพาะการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิและปัญหาสิ่งแวดล้อม ซึ่งอาจทำให้โรคทางระบบประสาทที่มีอยู่เดิมรุนแรงขึ้น และอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคในอนาคต

 

อุลฟ์ คัลล์ไวต์ (Ulf Kallweit) ผู้เชี่ยวชาญด้านประสาทวิทยา และประธานร่วมคณะทำงานด้านอิทธิพลของสิ่งแวดล้อมแห่งสถาบันประสาทวิทยาแห่งยุโรป หรือ European Academy of Neurology เปิดเผยระหว่างการประชุม European Health Forum Gastein ว่า โรคทางระบบประสาท ตั้งแต่ไมเกรน ภาวะสมองเสื่อม ไปจนถึงโรคพาร์กินสัน เป็นปัญหาสุขภาพที่ส่งผลกระทบต่อผู้คนจำนวนมาก โดยมีการประเมินว่าประชากรราว 1 ใน 3 จะได้รับผลกระทบจากโรคทางระบบประสาทบางประเภทในช่วงหนึ่งของชีวิต

 

ขณะเดียวกัน เมื่อพิจารณาโรคทางระบบประสาทร่วมกับปัญหาสุขภาพจิต พบว่าปัญหาเหล่านี้สร้างภาระทางเศรษฐกิจทั่วโลกสูงถึงประมาณ 1.5 ล้านล้านยูโรในปี 2019 และมีความกังวลว่าต้นทุนด้านสุขภาพและเศรษฐกิจอาจเพิ่มสูงขึ้นอีก หากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศยังคงรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 

หนึ่งในความเสี่ยงสำคัญที่สุดคือ ความสัมพันธ์ระหว่างอุณหภูมิที่สูงขึ้นกับโรคหลอดเลือดสมอง โดยผู้เชี่ยวชาญระบุว่า เมื่ออุณหภูมิสูงเกิน 30 องศาเซลเซียส จำนวนผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ปัจจุบันโรคหลอดเลือดสมองที่เกี่ยวข้องกับความร้อนคิดเป็นประมาณ 1% ของผู้ป่วยทั้งหมด แต่ในอีก 20–30 ปีข้างหน้า สัดส่วนดังกล่าวอาจเพิ่มขึ้นเป็น 5–8% หากแนวโน้มอุณหภูมิยังเพิ่มสูงขึ้น

 

นอกจากความร้อนโดยตรงแล้ว ภาวะโลกร้อนยังส่งผลกระทบต่อสมองผ่านการรบกวนการนอนหลับ โดยเฉพาะในช่วงที่ยุโรปเผชิญคืนที่มีอากาศร้อน หรือ Tropical Nights ซึ่งหมายถึงคืนที่อุณหภูมิไม่ลดต่ำกว่า 20 องศาเซลเซียส ส่งผลให้ร่างกายไม่สามารถระบายความร้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และอาจรบกวนการนอนหลับลึกซึ่งเป็นช่วงเวลาสำคัญของการฟื้นฟูร่างกายและสมอง

 

ผู้เชี่ยวชาญอธิบายว่า การนอนหลับไม่เพียงพอเป็นเวลานานไม่ได้ส่งผลเพียงความเหนื่อยล้าหรืออ่อนเพลียในวันถัดไปเท่านั้น แต่ยังอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมองและภาวะสมองเสื่อมในระยะยาว ดังนั้น เมื่อจำนวนคืนที่มีอุณหภูมิสูงเพิ่มมากขึ้น ปัญหาการนอนหลับจากความร้อนจึงอาจกลายเป็นความเสี่ยงด้านสุขภาพที่สำคัญของประชากรยุโรป

 

อีกหนึ่งผลกระทบที่น่ากังวลคือ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังทำให้พื้นที่แพร่กระจายของโรคติดเชื้อบางชนิดขยายวงกว้างขึ้น โดยเฉพาะโรคที่มีเห็บและยุงเป็นพาหะ ซึ่งบางโรคสามารถส่งผลกระทบต่อระบบประสาทได้โดยตรง

 

ตัวอย่างเช่น โรคไลม์ (Lyme Disease) ซึ่งติดต่อผ่านเห็บที่มีเชื้อแบคทีเรีย สามารถก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนทางระบบประสาทได้ ขณะที่โรคมาลาเรียซึ่งมียุงเป็นพาหะ ก็ถูกจับตามองว่าอาจกลายเป็นความเสี่ยงเพิ่มขึ้นในบางพื้นที่ของยุโรป โดยผู้เชี่ยวชาญประเมินว่า ภายในอีก 5–10 ปีข้างหน้า ประเทศทางตอนใต้ของยุโรปอาจต้องเผชิญความเสี่ยงจากโรคดังกล่าวมากขึ้น แม้ปัจจุบันยังไม่ได้เกิดการแพร่ระบาดอย่างกว้างขวางก็ตาม

 

อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงจากภาวะโลกร้อนไม่ได้กระจายตัวอย่างเท่าเทียมกันในทุกกลุ่มประชากร โดยเด็ก หญิงตั้งครรภ์ ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคประจำตัว ถือเป็นกลุ่มที่มีความเปราะบางต่ออุณหภูมิสูงและปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมมากเป็นพิเศษ

นอกจากนี้ ผู้ที่อาศัยอยู่ในชุมชนรายได้น้อยยังมีแนวโน้มเผชิญความเสี่ยงสูงกว่า เนื่องจากข้อจำกัดในการเข้าถึงเครื่องปรับอากาศ ที่อยู่อาศัยที่เหมาะสม อาหารที่มีคุณภาพ และสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยต่อสุขภาพ

 

งานวิจัยที่ถูกอ้างถึงในรายงานยังพบว่า ประชากรที่เผชิญความเสียเปรียบทางเศรษฐกิจและสังคมมีแนวโน้มพบตัวชี้วัดสุขภาพสมองที่แย่กว่า เช่น ปริมาตรสมองโดยรวมที่น้อยกว่า และสัญญาณความเสียหายของหลอดเลือดที่มากกว่า ซึ่งอาจสะท้อนถึงความเชื่อมโยงระหว่างความเหลื่อมล้ำทางสังคมกับสุขภาพสมอง และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอาจยิ่งซ้ำเติมความแตกต่างเหล่านี้

 

สำหรับประชาชนที่อาศัยอยู่ในเขตเมือง ปัจจัยเสี่ยงไม่ได้มีเพียงอุณหภูมิสูงเท่านั้น แต่ยังรวมถึงเสียงรบกวน มลพิษทางอากาศ และสภาพความเป็นอยู่ที่ก่อให้เกิดความเครียด ซึ่งล้วนส่งผลกระทบต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิต


ในทางกลับกัน การเข้าถึงพื้นที่สีเขียวอาจเป็นหนึ่งในแนวทางสำคัญที่ช่วยส่งเสริมสุขภาพสมอง โดยผู้เชี่ยวชาญอ้างถึงข้อมูลการศึกษาที่พบความสัมพันธ์ระหว่างการใช้เวลาอยู่ในป่าเพียงสัปดาห์ละ 1 ชั่วโมง กับความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมองที่ลดลงประมาณ 3% และความเสี่ยงภาวะสมองเสื่อมที่ลดลงประมาณ 4% อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวเป็นความสัมพันธ์จากงานวิจัย ไม่ได้ยืนยันว่าการเข้าป่าจะช่วยลดความเสี่ยงในทุกคนได้ตามสัดส่วนนี้โดยตรง


ผู้เชี่ยวชาญจึงแนะนำให้ประชาชนใช้เวลาอยู่ในพื้นที่ธรรมชาติให้มากขึ้น ควบคู่กับการดูแลคุณภาพการนอนหลับ ลดการสัมผัสแสง เสียง และสิ่งรบกวนต่าง ๆ ในเวลากลางคืน เพื่อช่วยสนับสนุนการทำงานของสมอง


แต่การป้องกันความเสี่ยงจากภาวะโลกร้อนไม่สามารถพึ่งพาการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมส่วนบุคคลเพียงอย่างเดียวได้ เนื่องจากรัฐบาลและหน่วยงานด้านผังเมืองมีบทบาทสำคัญในการกำหนดสภาพแวดล้อมที่ประชาชนอาศัยอยู่


ผู้เชี่ยวชาญเสนอให้มีการปรับปรุงมาตรฐานการออกแบบอาคาร เพื่อช่วยลดการสะสมความร้อนภายในที่อยู่อาศัย รวมถึงเพิ่มพื้นที่สีเขียว ลดมลพิษทางอากาศ ควบคุมการสัมผัสสารพิษ และพัฒนาเมืองให้มีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อสุขภาพมากขึ้น โดยเฉพาะการออกแบบอาคารที่ต้องคำนึงถึงทิศทางแสงแดดและความร้อนที่เข้าสู่ตัวอาคาร ซึ่งอาจจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงไปจากแนวทางการออกแบบในอดีต


มาตรการเหล่านี้ไม่เพียงช่วยให้ประชาชนสามารถปรับตัวต่ออุณหภูมิที่สูงขึ้น แต่ยังอาจช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคทางระบบประสาทและลดความเหลื่อมล้ำด้านสุขภาพในระยะยาวได้อีกด้วย

ข่าวที่เกี่ยวข้อง