รีเซต

AOT ชูวิกฤติเป็นโอกาส  ฮับต่อเครื่องสายการบิน

AOT ชูวิกฤติเป็นโอกาส  ฮับต่อเครื่องสายการบิน
ทันหุ้น
10 มีนาคม 2569 ( 02:50 )
5

นางสาวปวีณา  จริยฐิติพงศ์  กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT เปิดเผยว่า ภายใต้สถานการณ์ความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ในหลายพื้นที่ของโลก โดยเฉพาะตะวันออกกลาง ไทยถูกมองเป็น “Safe Zone” สำหรับการเดินทางทางอากาศ ส่งผลให้สายการบินและผู้โดยสารบางส่วนปรับเปลี่ยนเส้นทางบิน (Re-route) มาใช้ไทยเป็นจุดต่อเครื่องหรือจุดพักรอการเดินทางต่อ เนื่องจากมีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน การเชื่อมต่อเที่ยวบิน และสิ่งอำนวยความสะดวกภายในสนามบิน

ดังนั้น ปัจจุบันท่าอากาศยานไทย โดยเฉพาะท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ มีบทบาทสำคัญในฐานะศูนย์กลางการบินของภูมิภาค โดยสัดส่วนผู้โดยสารที่ใช้ไทยเป็นจุดเปลี่ยนถ่ายเครื่องบิน (Transfer Passenger) อยู่ที่ราว 40–50% ของผู้โดยสารทั้งหมด สะท้อนศักยภาพของไทยในฐานะจุดเชื่อมต่อเส้นทางบินสำคัญของภูมิภาคเอเชีย

@  จับตาตารางบินฤดูร้อน

               นางสาวปวีณา  กล่าวว่า ปัจจุบันอยู่ในช่วงการเปลี่ยนผ่านจากตารางการบินฤดูหนาว เข้าสู่ตารางการบินฤดูร้อน ซึ่งยังอยู่ในระหว่างการปรับจัดสรรเวลาการบิน ให้ลงตัว ดังนั้น AOT จึงได้หารือกับสายการบินชั้นนำของโลก อาทิ Qatar Airways, Emirates, Etihad รวมถึงสายการบินจากอิสราเอล เพื่อผลักดันการใช้ไทยเป็นฐานเชื่อมต่อเที่ยวบินในภูมิภาค โดยเร่งยกระดับความรวดเร็วในการประสานงานและแก้ไขข้อจำกัดด้านการปฏิบัติการบิน ทำให้บางประเด็นที่เคยใช้เวลาดำเนินการ 1–2 ปี สามารถเร่งรัดให้แล้วเสร็จภายใน 1–2 เดือน ซึ่งช่วยเสริมความเชื่อมั่นต่อสายการบินพันธมิตรในการใช้ไทยเป็นศูนย์กลางการบิน

               ขณะเดียวกันได้ออกมาตรการจูงใจเน้นไปที่การลดค่าธรรมเนียมในการนำเครื่องลงจอดและที่จอดพักเพื่อดึงดูดสายการบินเข้ามาใช้บริการท่าอากาศยานทั้ง 6 แห่งในการบริหารจัดการของ AOT ทั้งการเพิ่มเที่ยวบินและขยายเครือข่ายเส้นทางบินผ่านไทย

ผลกระทบลดลง

พล.อ.อ. มนัท ชวนะประยูร ผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) เปิดเผยว่า สถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติการบินในช่วง 2 – 3 วันแรก โดยมีเที่ยวบินที่ได้รับผลกระทบราว 70 เที่ยวบิน ก่อนทยอยลดลงเหลือประมาณ 30 เที่ยวบินในปัจจุบัน หลังสายการบินปรับแผนเส้นทางบินให้สอดคล้องกับสถานการณ์

โดยกระทรวงคมนาคมยังได้สนับสนุนการจัดตั้งศูนย์บูรณาการช่วยเหลือภายในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เพื่อทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางประสานงานสำหรับผู้โดยสารและสายการบินที่ได้รับผลกระทบจากการยกเลิกหรือปรับเปลี่ยนเที่ยวบิน รวมถึงให้ข้อมูลและจัดหาเที่ยวบินทดแทน ซึ่งช่วยเสริมบทบาทของไทยในฐานะจุดเชื่อมต่อการเดินทางทางอากาศที่มีประสิทธิภาพในระดับภูมิภาค

               ทั้งนี้ การหลีกเลี่ยงเส้นทางบินผ่านตะวันออกกลางส่งผลให้ความต้องการเที่ยวบินตรงระหว่างไทย–ยุโรปเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะเที่ยวบินของสายการบินไทยที่มีอัตราการใช้บริการเต็มเกือบ 100% และมีรายชื่อสำรอง (Waiting List) จากผู้โดยสารที่ต้องการหลีกเลี่ยงการแวะพัก (Stopover) ในตะวันออกกลาง

               ขณะเดียวกัน หน่วยงานกำกับดูแลอยู่ระหว่างพิจารณาโอกาสเชิงกลยุทธ์ในการเชิญชวนสายการบินที่ได้รับผลกระทบจากเส้นทางตะวันออกกลางให้พิจารณาใช้สนามบินของไทยเป็นฐานปฏิบัติการบินหรือจุดเชื่อมต่อเพิ่มเติม หากสถานการณ์ยืดเยื้อ ซึ่งอาจช่วยเพิ่มบทบาทของไทยในฐานะศูนย์กลางการบินของภูมิภาค

               ในด้านต้นทุนการดำเนินงาน ราคาน้ำมันเครื่องบินในช่วง 1–2 วันแรกของสถานการณ์ปรับตัวสูงขึ้นราว 2.5–3 เท่า ส่งผลให้ต้นทุนของสายการบินเพิ่มขึ้น และมีความเสี่ยงต่อการปรับขึ้นราคาค่าโดยสาร อย่างไรก็ตาม CAAT ได้ประสานงานกับผู้ผลิตและผู้จำหน่ายน้ำมันอากาศยาน รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อบริหารจัดการต้นทุนและลดผลกระทบต่อราคาตั๋วโดยสาร

ข่าวที่เกี่ยวข้อง