ทำไมต้องประหยัดไฟ เกิดผลดีอะไรบ้าง | บทความโดย ภัคฒ์ชาลิสา จำปามูล ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหนก็ตาม สิ่งหนึ่งที่เรามักจะได้ยินเสมอๆ ก็คือ การช่วยกันประหยัดไฟฟ้า โดยหลายคนอาจจะยังมองภาพไม่ออกว่า ทำไมต้องช่วยกันประหยัดไฟ เพราะอาจจะมองแค่เพียงว่า ตัวเองสามารถจ่ายค่าไฟฟ้าได้ทุกเดือนอยู่แล้ว แต่เรื่องของเรื่องนั้นไม่ใช่แค่เรื่องการจ่ายบิลค่าไฟฟ้าเท่านั้น การใช้ไฟฟ้าน้อยลงยังเกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการลดมลพิษในอากาศ แล้วการช่วยกันประหยัดไฟฟ้าสามารถช่วยลดปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมได้ยังไง มีผลดีอะไรบ้าง ในบทความนี้เราจะมารู้เกี่ยวกับประเด็นนี้กันค่ะ โดยในบางอย่างที่ผู้เขียนจะได้พูดถึงนั้น บางคนอาจจะเพิ่งเข้าใจและมองภาพออกจากการอ่านบทความนี้ให้จบก็เป็นได้ น่าสนใจแล้วใช่ไหมคะ? งั้นเรามาอ่านต่อกันเลยดีกว่า กับเนื้อหาดังต่อไปนี้ค่ะ 1. ลดค่าใช้จ่าย ค่าไฟฟ้าที่เราจ่ายนั้นคำนวณจากปริมาณไฟฟ้าที่เราใช้ ยิ่งเราใช้ไฟฟ้ามากเท่าไหร่ ค่าไฟก็จะยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น ผู้ให้บริการไฟฟ้าจะคิดค่าไฟฟ้าตามจำนวนหน่วยไฟฟ้าที่เราใช้ ดังนั้นหากเราลดการใช้ไฟฟ้าลง จำนวนหน่วยไฟฟ้าที่ใช้ก็จะลดลงตามไปด้วย ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าโดยรวมลดลง 2. ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การใช้ไฟฟ้าน้อยลงช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ เนื่องจากกระบวนการผลิตไฟฟ้าส่วนใหญ่ยังคงพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นหลัก ซึ่งการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจกที่เป็นสาเหตุหลักของภาวะโลกร้อน โรงไฟฟ้าจำนวนมากทั่วโลกยังคงใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล เช่น ถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ ในการผลิตไฟฟ้า กระบวนการเผาไหม้เชื้อเพลิงเหล่านี้จะปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ซึ่งเป็นก๊าซเรือนกระจกหลักสู่ชั้นบรรยากาศ ยิ่งเราใช้ไฟฟ้ามากเท่าไหร่ ก็ยิ่งต้องผลิตไฟฟ้ามากขึ้นเท่านั้น การผลิตไฟฟ้าที่มากขึ้นหมายถึงการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลที่มากขึ้น และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่มากขึ้นตามไปด้วย ดังนั้นการลดการใช้ไฟฟ้าจึงช่วยลดความต้องการในการผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงฟอสซิล ซึ่งนำไปสู่การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ที่โดยสรุปแล้วการประหยัดไฟเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและช่วยบรรเทาปัญหาภาวะโลกร้อนค่ะ 3. ลดมลพิษทางอากาศ การใช้ไฟฟ้าน้อยลงช่วยลดมลพิษทางอากาศได้ เนื่องจากกระบวนการผลิตไฟฟ้าส่วนใหญ่ยังคงพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล ซึ่งก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม เพราะว่าโรงไฟฟ้าจำนวนมากใช้ถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้า การเผาไหม้เชื้อเพลิงเหล่านี้ปล่อยสารมลพิษทางอากาศ การลดการใช้ไฟฟ้าหมายถึงลดความต้องการในการผลิตไฟฟ้า ซึ่งช่วยลดการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลและลดการปล่อยสารมลพิษเหล่านี้ สารมลพิษทางอากาศที่ปล่อยออกมาจากโรงไฟฟ้ามีผลกระทบต่อสุขภาพ การลดการใช้ไฟฟ้าช่วยลดการปล่อยสารพิษเหล่านี้ ซึ่งช่วยปรับปรุงคุณภาพอากาศและลดความเสี่ยงต่อสุขภาพ ดังนั้นการประหยัดไฟเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพในการลดมลพิษทางอากาศและช่วยสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีต่อสุขภาพค่ะ 4. รักษาสภาพแวดล้อม การใช้ไฟน้อยลงมีความสัมพันธ์กับการรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างใกล้ชิด เนื่องจากกระบวนการผลิตไฟฟ้าส่วนใหญ่ยังคงพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล ซึ่งก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในหลายด้าน การผลิตไฟฟ้าต้องใช้ทรัพยากรธรรมชาติจำนวนมาก ทั้งเชื้อเพลิงฟอสซิลและน้ำ การใช้ไฟน้อยลงจะช่วยลดความต้องการในการผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงฟอสซิล ส่งผลให้ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลดลง โรงไฟฟ้าที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลในการผลิตไฟฟ้า มักปล่อยสารมลพิษทางอากาศ เช่น ฝุ่นละออง ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ และก๊าซไนโตรเจนออกไซด์ ซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพของมนุษย์และสิ่งแวดล้อม การลดการใช้ไฟฟ้าจะช่วยลดการทำงานของโรงไฟฟ้า ส่งผลให้ปริมาณมลพิษทางอากาศลดลง การลดความต้องการใช้ไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงฟอสซิล เป็นการเปิดโอกาสให้มีการลงทุนและพัฒนาพลังงานสะอาด เช่น พลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม ซึ่งเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่า การใช้พลังงานสะอาดช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสร้างความยั่งยืนทางพลังงานค่ะ 5. ลดความเสี่ยงต่อสุขภาพ การลดการใช้ไฟฟ้าจะช่วยลดการปล่อยมลพิษ จึงส่งผลให้คุณภาพอากาศดีขึ้นและลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรค ภาวะโลกร้อนเป็นสาเหตุของภัยพิบัติทางธรรมชาติ เช่น คลื่นความร้อน น้ำท่วม และภัยแล้ง ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพของมนุษย์ เช่น โรคที่เกี่ยวข้องกับความร้อน การแพร่กระจายของโรคติดเชื้อ และการขาดแคลนอาหาร การลดการใช้ไฟฟ้าจะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของภาวะโลกร้อน การใช้ไฟฟ้าอย่างไม่ระมัดระวังอาจทำให้เกิดอุบัติเหตุ เช่น ไฟฟ้าดูด ไฟไหม้ และไฟฟ้าลัดวงจร ซึ่งอาจนำไปสู่การบาดเจ็บหรือเสียชีวิต การลดการใช้ไฟฟ้าที่ไม่จำเป็นและการบำรุงรักษาอุปกรณ์ไฟฟ้าอย่างสม่ำเสมอจะช่วยลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุ การใช้ไฟฟ้าอย่างฟุ่มเฟือยอาจทำให้เราพึ่งพาเทคโนโลยีมากเกินไป และลดกิจกรรมทางกาย เช่น การเดิน การปั่นจักรยาน และการออกกำลังกายกลางแจ้ง การลดการใช้ไฟฟ้าและหันมาใช้พลังงานทางเลือก เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ อาจกระตุ้นให้เราทำกิจกรรมกลางแจ้งมากขึ้น ซึ่งส่งผลดีต่อสุขภาพร่างกายและจิตใจ การใช้พัดลมแทนเครื่องปรับอากาศในวันที่อากาศไม่ร้อนจัด ช่วยลดการสัมผัสกับอากาศแห้งจากเครื่องปรับอากาศ ซึ่งอาจทำให้เกิดโรคระบบทางเดินหายใจ การใช้แสงธรรมชาติแทนแสงไฟฟ้าในเวลากลางวัน ช่วยลดการสัมผัสกับแสงสีฟ้าจากหลอดไฟ ซึ่งอาจรบกวนการนอนหลับ ดังนั้นการใช้ไฟน้อยลงจึงไม่ใช่แค่การประหยัดพลังงาน แต่ยังเป็นการดูแลสุขภาพของเราและรักษาสิ่งแวดล้อมไปพร้อมๆ กันค่ะ 6. ส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียน การใช้ไฟน้อยลงมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียนได้หลายอย่างค่ะ เมื่อความต้องการใช้ไฟฟ้าลดลง จะทำให้ความจำเป็นในการผลิตไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานดั้งเดิม เช่น เชื้อเพลิงฟอสซิล ลดลงตามไปด้วย สิ่งนี้เปิดโอกาสให้มีการเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน ซึ่งมีข้อจำกัดด้านความเสถียรมากกว่า พลังงานหมุนเวียนบางประเภท เช่น พลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม มีความผันผวนตามสภาพอากาศ การลดความต้องการใช้ไฟฟ้าจะช่วยลดภาระของโครงข่ายไฟฟ้า ทำให้สามารถรองรับความผันผวนของพลังงานหมุนเวียนได้ดีขึ้น การใช้ไฟน้อยลงช่วยให้เกิดความสมดุลระหว่างปริมาณไฟฟ้าที่ผลิตได้จากพลังงานหมุนเวียนกับปริมาณไฟฟ้าที่ผู้บริโภคต้องการ สร้างความสมดุลระหว่างอุปสงค์และอุปทาน สิ่งนี้ช่วยลดความจำเป็นในการสำรองไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานดั้งเดิม และเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้พลังงานหมุนเวียน พลังงานหมุนเวียนมักมีการกระจายตัวตามแหล่งธรรมชาติ เช่น แสงอาทิตย์และลม การลดความต้องการใช้ไฟฟ้าช่วยให้สามารถสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนขนาดเล็กกระจายไปตามพื้นที่ต่างๆ ได้มากขึ้น ลดการพึ่งพาโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล เมื่อความต้องการใช้ไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานดั้งเดิมลดลง นักลงทุนจะหันมาสนใจลงทุนในพลังงานหมุนเวียนมากขึ้น สิ่งนี้ช่วยส่งเสริมการพัฒนาเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับพลังงานหมุนเวียน ตัวอย่างเช่น การติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้านและการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าประหยัดพลังงาน ช่วยลดความต้องการไฟฟ้าจากโครงข่ายหลัก ที่โดยสรุปการใช้ไฟน้อยลงเป็นปัจจัยสำคัญในการส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียน ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และสร้างความยั่งยืนทางพลังงานค่ะ 7. เพิ่มความมั่นคงทางพลังงาน การใช้ไฟน้อยลงช่วยลดความจำเป็นในการสร้างโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล สิ่งนี้ส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม ซึ่งมีการกระจายตัวตามธรรมชาติ ทำให้แหล่งพลังงานมีความหลากหลายมากขึ้น การใช้ไฟน้อยลงช่วยลดภาระของระบบไฟฟ้า ทำให้ระบบมีความยืดหยุ่นมากขึ้นในการรองรับความผันผวนของพลังงานหมุนเวียน สิ่งนี้ช่วยลดความเสี่ยงจากไฟฟ้าดับ และเพิ่มความมั่นคงในการจ่ายไฟฟ้า การลดความต้องการใช้ไฟฟ้าช่วยให้สามารถสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนขนาดเล็กกระจายไปตามพื้นที่ต่างๆ ได้มากขึ้น สิ่งนี้ช่วยลดการพึ่งพาโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ และเพิ่มความมั่นคงในการจ่ายไฟฟ้าในระดับท้องถิ่น ทำให้ประเทศมีความมั่นคงทางพลังงานมากขึ้น เนื่องจากมีการกระจายแหล่งผลิตไฟฟ้า และลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล 8. ส่งเสริมการพัฒนาอย่างยั่งยืน โรงไฟฟ้าที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลปล่อยสารมลพิษที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม การลดการใช้ไฟฟ้าช่วยลดมลพิษ ซึ่งเป็นสาเหตุของภาวะโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การผลิตไฟฟ้าต้องใช้ทรัพยากรธรรมชาติจำนวนมาก การลดการใช้ไฟฟ้าช่วยลดการใช้ทรัพยากรทางธรรมชาติ และส่งเสริมการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน การลดความต้องการไฟฟ้าช่วยให้สามารถเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียน ซึ่งเป็นพลังงานสะอาดและยั่งยืน การพัฒนาเทคโนโลยีประหยัดพลังงานและพลังงานหมุนเวียนสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ และส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลช่วยเพิ่มความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ การเข้าถึงพลังงานสะอาดและราคาไม่แพงช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม และตัวอย่างการส่งเสริมการพัฒนาอย่างยั่งยืนผ่านการใช้ไฟน้อยลง เช่น การใช้หลอดไฟ LED และเครื่องใช้ไฟฟ้าประหยัดพลังงาน: ช่วยลดการใช้ไฟฟ้าและลดค่าใช้จ่าย การติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้าน: ช่วยผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งเป็นพลังงานสะอาด การส่งเสริมการใช้ระบบขนส่งสาธารณะและการเดินหรือปั่นจักรยาน: ช่วยลดการใช้พลังงานจากการเดินทาง การสร้างความตระหนักรู้และการศึกษาเกี่ยวกับการประหยัดพลังงาน: ช่วยให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาอย่างยั่งยืน 9. สร้างจิตสำนึก การพยายามลดการใช้ไฟฟ้าทำให้เราต้องสังเกตพฤติกรรมการใช้พลังงานของตนเองมากขึ้น เช่น การเปิดไฟทิ้งไว้ การใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าโดยไม่จำเป็น ซึ่งนำไปสู่การตระหนักรู้ถึงผลกระทบของการใช้พลังงานต่อสิ่งแวดล้อม การลงมือปฏิบัติเพื่อลดการใช้ไฟฟ้า เช่น การปิดไฟเมื่อไม่ใช้งาน การถอดปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้า ทำให้เรารู้สึกถึงความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม การประหยัดไฟต้องอาศัยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและสร้างวินัยในการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นทักษะที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในด้านอื่นๆ ของชีวิตได้ ซึ่งการที่สมาชิกในครอบครัวร่วมกันประหยัดไฟจะช่วยสร้างค่านิยมในการใช้พลังงานอย่างรู้คุณค่าและรับผิดชอบ ซึ่งการทำกิจกรรมร่วมกันเพื่อประหยัดพลังงาน เช่น การวางแผนการใช้ไฟฟ้า การตรวจสอบเครื่องใช้ไฟฟ้า สามารถสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัวได้ค่ะ เมื่อมีคนจำนวนมากขึ้นที่ตระหนักถึงความสำคัญของการประหยัดไฟ จะเกิดเป็นกระแสในสังคมที่สนับสนุนการใช้พลังงานอย่างยั่งยืน จิตสำนึกที่เข้มแข็งของประชาชนสามารถผลักดันให้รัฐบาลและภาคธุรกิจออกมาตรการและนโยบายที่ส่งเสริมการประหยัดพลังงานและการใช้พลังงานหมุนเวียน และการรวมกลุ่มกันของคนที่มีจิตสำนึกในการประหยัดพลังงานสามารถสร้างเครือข่ายเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ และร่วมกันทำกิจกรรมเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อม โดยสรุปคือการใช้ไฟน้อยลงไม่ได้เป็นเพียงการกระทำที่ช่วยประหยัดพลังงาน แต่ยังเป็นกระบวนการที่สร้างจิตสำนึกและความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของการพัฒนาอย่างยั่งยืนค่ะ 10. เป็นแบบอย่างที่ดี การที่เราลงมือปฏิบัติเพื่อลดการใช้ไฟฟ้าในชีวิตประจำวัน เช่น การปิดไฟเมื่อไม่ใช้งาน การถอดปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้าเมื่อไม่ได้ใช้ หรือการเลือกใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 จะช่วยสร้างนิสัยที่ดีและเป็นแบบอย่างให้คนรอบข้างได้ค่ะ ซึ่งการที่เราแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการประหยัดพลังงานผ่านการกระทำของเรา จะช่วยกระตุ้นให้คนรอบข้างตระหนักถึงผลกระทบของการใช้พลังงานต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม การที่เราสามารถลดค่าไฟฟ้าและใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพได้ จะเป็นแรงบันดาลใจให้คนรอบข้างหันมาปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้พลังงานของตนเอง การที่สมาชิกในครอบครัวร่วมกันประหยัดไฟ จะช่วยสร้างค่านิยมในการใช้พลังงานอย่างรู้คุณค่าและรับผิดชอบให้กับลูกหลาน พ่อแม่ที่เป็นแบบอย่างในการประหยัดไฟ จะช่วยปลูกฝังจิตสำนึกในการรักษาสิ่งแวดล้อมให้กับลูกหลานตั้งแต่ยังเล็ก ดังนั้นการใช้ไฟน้อยลงไม่ใช่แค่การประหยัดพลังงาน แต่ยังเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับคนรุ่นหลังได้ค่ะ และนั่นคือผลดีที่จะเกิดขึ้นจากการที่เราหันมาร่วมด้วยช่วยกันประหยัดไฟค่ะ การใช้ไฟฟ้าน้อยลงในชีวิตประจำวันของเราทุกคนเป็นสิ่งที่สามารถทำได้ โดยวิธีการง่ายๆ ที่ผู้เขียนทำตลอดคือการปิดไฟเมื่อไม่ได้ใช้งานค่ะ และจำกัดชั่วโมงในการใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าบางอย่าง เช่น การใช้โทรศัพท์ การใช้หูฟัง ที่ช๊อตยุง และหันไปใช้วิธีการอื่นช่วย เช่น ยาจุดกันยุง ทำความสะอาดรอบบ้าน สิ่งเหล่านี้ลดการพึ่งพาอุปกรณ์ไฟฟ้าในการกำจัดยุงได้ค่ะ และล่าสุดได้จัดการให้ที่สวนของแม่มีแผงโซล่าเซลล์ จำนวน 3 แผง เพื่อนำมาใช้กับปั๊มน้ำบาดาลแบบโซล่าเซลล์ ซึ่งก่อนหน้านั้นก็ได้จัดหาไฟโซล่าเซลล์เพื่อเพิ่มความสว่างโดยรอบบ้านด้วยค่ะ ที่โดยสรุปแล้วการลดการใช้ไฟฟ้าสามารถทำได้จริงค่ะ ซึ่งอาจต้องเริ่มจากเรื่องใกล้ตัวก่อน จากนั้นค่อยขยายออกไปในระดับที่ใหญ่ขึ้น เพราะเรื่องมลพิษเวลาเกิดขึ้นแล้วจะกลายเป็นปัญหาส่วนร่วม ที่ไม่เหมือนปัญหาสุขภาพที่เป็นเรื่องส่วนตัว ดังนั้นการให้ความสำคัญเกี่ยวกับการลดมลพิษด้วยการลดการใช้ไฟฟ้า จึงเป็นแนวทางหนึ่งที่สำคัญค่ะ ยังไงนั้นก็อย่าลืมนำแนวทางข้างต้นไปปรับใช้กันนะคะ และผู้เขียนหวังว่าเนื้อในบทความนี้จะสามารถเป็นแนวทางให้กับคุณผู้อ่านได้บ้าง ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง หากชอบบทความแบบนี้อีก อย่าลืมกดติดตามหรือกดบุ๊กมาร์กหน้าโปรไฟล์ไว้นะคะ เพราะจะได้ไม่พลาดบทความใหม่ๆ ที่จะได้นำมาเผยแพร่ในเร็วๆ นี้ค่ะ เครดิตภาพประกอบบทความ ภาพหน้าปก โดย Saya Kimura จาก Pexels ภาพประกอบเนื้อหา: ภาพที่ 1 โดย Pixabay จาก Pexels, ภาพที่ 2-4 โดยผู้เขียน และภาพที่ 5 โดย Tara Winstead จาก Pexels ออกแบบภาพหน้าปกโดยผู้เขียนใน Canva เกี่ยวกับผู้เขียน ภัคฒ์ชาลิสา จำปามูล จบการศึกษา: พยาบาลศาสตรบัณฑิต จากวิทยาลัยพยาบาลศรีมหาสารคาม กระทรวงสาธารณสุข และสาธารณสุขศาสตรมหาบัณฑิต (อนามัยสิ่งแวดล้อม) จากมหาวิทยาลัยขอนแก่น มีความสนใจและประสบการณ์เกี่ยวกับ: สุขภาพ จิตวิทยาเชิงบวก การจัดการน้ำเสียและสิ่งปฏิกูล บทความอื่นที่น่าสนใจโดยผู้เขียน 9 วิธีใช้ถุงเท้าเก่า ถึงย้วยก็ทำอะไรได้นะ ยังใช้ประโยชน์ได้ ทำไมต้องคัดแยกขยะ มีผลดีอะไรบ้าง ด้านสิ่งแวดล้อม วิธีลดภาวะโลกร้อน มีอะไรบ้าง จากเรื่องใกล้ตัว เปิดประสบการณ์ความบันเทิงที่หลากหลายสุดปัง บน App TrueID โหลดเลย ฟรี !