กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน เพื่อเป็นหลักประกันและความช่วยเหลือทางการเงินให้แก่ลูกจ้างที่ต้องออกจากงานโดยไม่ได้รับเงินชดเชย หรือกรณีที่นายจ้างไม่จ่ายเงินตามที่กฎหมายกำหนด มาตรการนี้ช่วยลดความเสี่ยงจากการถูกลอยแพ ลดผลกระทบทางการเงินฉุกเฉิน และสร้างระบบคุ้มครองทางสังคมที่ครอบคลุมแรงงานในระบบอย่างทั่วถึง 1. กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างคืออะไร? กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง เป็นกองทุนที่บริหารจัดการโดยกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กระทรวงแรงงาน ทำหน้าที่เป็น "ตาข่ายรองรับทางสังคม" (Social Safety Net) เพื่อช่วยเหลือลูกจ้างเมื่อเกิดกรณีที่นายจ้างเลิกจ้าง ลาออก หรือสถานประกอบการปิดกิจการ โดยไม่จ่ายเงินชดเชย ค่าจ้าง หรือเงินอื่นใดตามที่กฎหมายคุ้มครองแรงงานกำหนดไว้ กองทุนนี้จะจ่าย "เงินสงเคราะห์" ให้แก่ลูกจ้างไปก่อน จากนั้นกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจะดำเนินการไล่เบี้ยเก็บเงินคืนจากนายจ้างพร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมายในภายหลัง 2. เงื่อนไขและหลักเกณฑ์การได้รับเงินสงเคราะห์ ลูกจ้างที่มีสิทธิได้รับเงินสงเคราะห์จากกองทุน ต้องเข้าเงื่อนไขตามที่กฎหมายกำหนด ดังนี้: กรณีถูกเลิกจ้างโดยไม่ได้รับเงินชดเชย: นายจ้างเลิกจ้างโดยไม่มีความผิดตามมาตรา 119 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน และนายจ้างไม่จ่ายค่าชดเชยตามกำหนด กรณีถูกเลิกจ้างหรือออกจากงานเนื่องจากนายจ้างไม่จ่ายเงิน: นายจ้างไม่จ่ายค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด หรือเงินอื่น ๆ ที่กฎหมายกำหนดให้จ่ายเมื่อสิ้นสุดการจ้าง กรณีสถานประกอบการปิดกิจการ: นายจ้างปิดกิจการ ล้มละลาย หรือประสบปัญหาทางการเงินจนไม่สามารถจ่ายเงินให้แก่ลูกจ้างได้ การยื่นเรื่อง: ลูกจ้างต้องยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงาน และเมื่อพนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งให้นายจ้างจ่ายเงิน แต่นายจ้างไม่ปฏิบัติตามคำสั่งภายในระยะเวลาที่กำหนด ลูกจ้างจึงจะมีสิทธียื่นขอรับเงินสงเคราะห์จากกองทุน 3. อัตราและกรอบสิทธิประโยชน์ที่จะได้รับ เงินสงเคราะห์จากกองทุนไม่ได้จ่ายทดแทนเงินชดเชยเต็มจำนวนตามที่นายจ้างค้างชำระ แต่เป็นการช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนเบื้องต้นตามกรอบอัตราที่คณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างกำหนด ดังนี้ กรณีถูกเลิกจ้างและค้างจ่ายเงินชดเชย: จะได้รับเงินสงเคราะห์ตามอายุการทำงานของลูกจ้าง โดยคำนวณสูงสุดไม่เกินอัตราที่กฎหมายกำหนด (เช่น สูงสุด 60–90 เท่าของอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ) กรณีค้างจ่ายค่าจ้างหรือเงินอื่น ๆ: จะได้รับเงินสงเคราะห์ตามจำนวนเงินที่ค้างจ่ายจริง แต่จะไม่เกินกรอบวงเงินสูงสุดที่ระบุไว้ในระเบียบคณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง กรณีเสียชีวิตขณะรอรับเงิน: เงินสงเคราะห์จะถูกดำเนินการจัดสรรและจ่ายให้แก่ทายาทโดยธรรมหรือผู้มีสิทธิตามกฎหมายของลูกจ้างต่อไป 4. ความคุ้มครองแรงงานที่นายจ้างและลูกจ้างควรรู้ หน้าที่ของนายจ้าง: นายจ้างมีหน้าที่สมทบเงินเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างตามอัตราและระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด (สำหรับสถานประกอบการที่มีลูกจ้างตั้งแต่จำนวนที่กฎหมายระบุไว้) สิทธิการฟ้องร้องและไล่เบี้ย: การที่ลูกจ้างรับเงินสงเคราะห์จากกองทุน ไม่ได้ทำให้สิทธิในการเรียกร้องเงินส่วนที่เหลือจากนายจ้างหมดไป กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจะสวมสิทธิในการดำเนินคดีและไล่เบี้ยเงินคืนจากนายจ้างในส่วนที่จ่ายไปแล้ว ขั้นตอนการขอรับสิทธิ: ยื่นคำร้อง (คร.7) ต่อพนักงานตรวจแรงงาน ณ สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานในพื้นที่ พนักงานตรวจแรงงานสอบสวนและมีคำสั่งให้นายจ้างจ่ายเงิน หากนายจ้างไม่จ่ายภายในกำหนด ให้ยื่นคำขอรับเงินสงเคราะห์จากกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง คณะกรรมการฯ พิจารณาอนุมัติและโอนเงินเข้าบัญชีลูกจ้าง การเริ่มมีผลบังคับใช้ของระเบียบและหลักเกณฑ์ใหม่ในวันที่ 1 ตุลาคม เป็นการยกระดับมาตรฐานการคุ้มครองแรงงานในประเทศไทย ช่วยย่นระยะเวลาการช่วยเหลือให้รวดเร็วขึ้น และลดผลกระทบทางเศรษฐกิจต่อครอบครัวของลูกจ้างเมื่อเกิดวิกฤตแรงงาน Q1: กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง คืออะไร และเริ่มมีผลบังคับใช้เมื่อไหร่? A: กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง เป็นกองทุนที่บริหารโดยกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กระทรวงแรงงาน เพื่อเป็นหลักประกันทางการเงินช่วยเหลือลูกจ้างกรณีถูกเลิกจ้าง ออกจากงาน หรือสถานประกอบการปิดกิจการ โดยไม่ได้รับเงินชดเชย ค่าจ้าง หรือเงินอื่นตามกฎหมาย ซึ่งกองทุนจะจ่ายเงินสงเคราะห์บรรเทาความเดือดร้อนให้ลูกจ้างก่อน แล้วจึงไปไล่เบี้ยเก็บเงินคืนจากนายจ้าง โดยระเบียบและหลักเกณฑ์ใหม่เริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม เป็นต้นไป Q2: เงื่อนไขแบบไหนที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับเงินสงเคราะห์? A: ลูกจ้างจะมีสิทธิได้รับเงินสงเคราะห์เมื่อถูกเลิกจ้างโดยไม่มีความผิดแต่ไม่ได้รับเงินชดเชย นายจ้างค้างจ่ายค่าจ้าง/ค่าล่วงเวลา หรือสถานประกอบการปิดกิจการ/ล้มละลาย โดยลูกจ้างต้องยื่นคำร้อง (คร.7) ต่อพนักงานตรวจแรงงานก่อน เมื่อมีคำสั่งให้นายจ้างจ่ายเงิน แต่นายจ้างไม่ปฏิบัติตามภายในระยะเวลาที่กำหนด ลูกจ้างจึงจะมีสิทธียื่นขอรับเงินสงเคราะห์จากกองทุน Q3: สิทธิประโยชน์และอัตราเงินสงเคราะห์ที่จะได้รับมีอะไรบ้าง? A: เงินสงเคราะห์จะเป็นการช่วยเหลือเบื้องต้นตามกรอบที่คณะกรรมการกองทุนฯ กำหนด ได้แก่: กรณีค้างจ่ายเงินชดเชยการเลิกจ้าง: จ่ายตามอายุการทำงาน (สูงสุดไม่เกิน 60–90 เท่าของอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ) กรณีค้างจ่ายค่าจ้างหรือเงินอื่น ๆ: จ่ายตามจำนวนที่ค้างจริงแต่ไม่เกินวงเงินสูงสุดตามระเบียบ กรณีเสียชีวิตขณะรอรับเงิน: สิทธิประโยชน์จะตกเป็นของทายาทโดยธรรมตามกฎหมาย ทั้งนี้ การรับเงินสงเคราะห์ไม่ตัดสิทธิลูกจ้างในการเรียกร้องเงินส่วนที่เหลือจากนายจ้าง ภาพ 1 โดย Sujin Paluga จาก Pixabay ภาพ 2 โดย Trương Đình Anh จาก Pixabay ภาพ 3 โดย Shourav Sheikh จาก Pixabay ภาพ 4 โดย Quân Lê Quốc จาก Pixabay ภาพปกโดย AI เปิดประสบการณ์ความบันเทิงที่หลากหลายสุดปัง บน App TrueID โหลดเลย ฟรี !