“งานนี้ชิลล์ ๆ คนกันเอง ช่วยกันทำแป๊บเดียวก็เสร็จ” ประโยคนี้ฟังดูไม่มีอะไรน่ากังวล จนกระทั่งงานที่คิดว่าจะเสร็จในสามวันลากยาวเป็นสามเดือน ค่าจ้างไม่คุ้มแรง ข้อมูลก็ต้องตามเอง แถมยังแก้งานไม่รู้จบ เพราะอีกฝ่ายเป็นเพื่อน เป็นญาติ หรือเป็นคนรู้จัก การรับงานจากคนรู้จักมีข้อดีตรงที่เริ่มต้นคุยกันง่าย แต่ความสนิทก็ทำให้หลายคนละเลยเรื่องสำคัญอย่างราคา ขอบเขตงาน และกำหนดส่ง เพราะคิดว่าไว้ค่อยคุยกันก็ได้ ปัญหาคือ เมื่อทุกอย่างไม่ชัด คนหนึ่งอาจคิดว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่อีกคนกลับต้องเสียเวลาและเงินไปไม่น้อย ถ้าไม่อยากให้งานจบด้วยความหงุดหงิด นี่คือ 4 ปัญหาที่ควรระวังตั้งแต่ก่อนเริ่มงาน 1. ลดราคาให้เพื่อนจนตัวเองแทบไม่เหลือกำไร “คนกันเอง ขอราคาพิเศษหน่อยได้ไหม” คำขอนี้ธรรมดามาก และการให้ส่วนลดคนรู้จักก็เป็นเรื่องที่ทำได้ แต่ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อเราลดราคาเพราะเกรงใจ โดยไม่ได้คิดว่าต้องใช้เวลาทำงานมากแค่ไหน ตอนเสนอราคาอาจคิดว่าไม่เป็นไร ช่วยเพื่อนสักหน่อย แต่พอต้องแก้งานหลายรอบ ต้องประชุมเพิ่ม หรือต้องทำงานนอกเหนือจากที่คุยกันไว้ ความรู้สึกไม่คุ้มค่าก็เริ่มตามมา วิธีแก้ : กำหนดราคามาตรฐานของตัวเองก่อน แล้วค่อยตัดสินใจว่าจะให้ส่วนลดเท่าไร อาจแสดงราคาปกติและส่วนลดสำหรับคนรู้จักไว้ในใบเสนอราคา เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายเห็นตรงกันว่างานมีมูลค่าเท่าไร และส่วนลดครอบคลุมอะไรบ้าง ช่วยเพื่อนได้ แต่อย่าลดราคาจนตัวเองต้องจ่ายค่าความเกรงใจด้วยเวลาทำงานที่เพิ่มขึ้นไม่รู้จบ และหลายคนยอมทำให้ฟรีตัดปัญหาไปเลยก็มี… 2. ไม่มีข้อมูลก็ให้เริ่มงาน เพราะคิดว่าสนิทกัน “เริ่มทำคร่าวๆ ไปก่อนได้ไหม เดี๋ยวข้อมูลที่เหลือส่งตามไป” ฟังดูเหมือนไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่สำหรับคนทำงาน ข้อมูลที่ขาดไปหนึ่งส่วนอาจทำให้งานทั้งชิ้นเดินต่อไม่ได้ หรือแย่กว่านั้นคือทำไปแล้วต้องรื้อใหม่เมื่อข้อมูลที่เหลือมาถึง จากคนรับจ้างที่ควรได้ใช้เวลาทำงาน กลายเป็นคนคอยตามข้อมูลจากผู้ว่าจ้างแทน วิธีแก้ : ใช้กติกา “No Brief, No Start” หรือไม่มีข้อมูลตั้งต้นที่จำเป็น ก็ยังไม่เริ่มงานจริง กำหนดรายการข้อมูลที่ต้องได้รับ วันส่ง และผู้ประสานงานให้ชัดเจน หากผู้ว่าจ้างส่งข้อมูลล่าช้า ให้ปรับกำหนดส่งงานตามผลกระทบที่เกิดขึ้น การขอข้อมูลให้ครบไม่ใช่การทำตัวจุกจิก แต่เป็นการป้องกันไม่ให้ทั้งสองฝ่ายเสียเวลาฟรี หลายครั้งที่ปัญหานี้ นำไปสู่การทำงานไม่สำเร็จก็มี 3. บอกว่าไม่รีบ สุดท้ายงานค้างข้ามเดือน งานจากลูกค้าทั่วไปมักมีวันส่งชัดเจน แต่พอเป็นคนรู้จักกลับกลายเป็น “สะดวกเมื่อไรก็ค่อยทำ” หรือ “ยังไม่รีบ ใช้เมื่อไรก็ได้” ฟังดูยืดหยุ่นดี จนงานนั้นค่อยๆ ถูกเลื่อนไปอยู่ท้ายรายการ เพราะมีงานอื่นที่ต้องส่งตามกำหนดเข้ามาแทรก ขณะเดียวกัน ผู้ว่าจ้างก็อาจคิดว่างานใกล้เสร็จแล้ว ทั้งที่คนทำยังไม่ได้เริ่มจริงจัง เมื่อถึงวันที่ต้องใช้งาน ความเร่งรีบจึงตกอยู่กับทุกฝ่าย และความไม่พอใจก็เริ่มก่อตัว วิธีแก้ : กำหนดวันส่งงานให้ชัดตั้งแต่ต้น แม้จะเป็นงานที่ไม่เร่งด่วนก็ตาม หากเป็นโปรเจกต์ใหญ่ ควรแบ่งเป็นช่วง เช่น วันส่งโครงร่าง วันตรวจแบบร่าง และวันส่งงานฉบับสมบูรณ์ ไม่มีความจำเป็นต้องเร่งทุกงานให้เสร็จเร็ว แต่ควรมีกรอบเวลาที่ทั้งสองฝ่ายรับรู้ตรงกัน เพื่อไม่ให้งานที่ดูเหมือนสบายๆ กลายเป็นงานค้างที่ไม่มีวันจบ 4. แก้งานไม่รู้จบ เพราะไม่กล้าบอกว่าเกินขอบเขต เริ่มจากแก้สี เปลี่ยนข้อความ แล้วขยับตำแหน่งนิดหน่อย ต่อมากลายเป็นเปลี่ยนแนวคิดทั้งหมด ทุกครั้งที่ขอเพิ่ม อีกฝ่ายอาจรู้สึกว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่สำหรับคนทำงาน การแก้แต่ละครั้งใช้ทั้งเวลาและแรงงาน โดยเฉพาะเมื่อสิ่งที่ขอเพิ่มไม่ใช่การแก้งานเดิม แต่เป็นการเปลี่ยนโจทย์ใหม่ ปัญหาคือเมื่อทำงานกับคนสนิท หลายคนไม่กล้าพูดเรื่องค่าบริการเพิ่มเติม เพราะกลัวถูกมองว่าเห็นแก่เงิน สุดท้ายจึงยอมทำไปเรื่อยๆ จนความไม่พอใจสะสม วิธีแก้ : ระบุจำนวนครั้งที่แก้ไขได้ในข้อตกลงตั้งแต่ต้น เช่น แก้ไขฟรีได้ไม่เกิน 3 รอบภายในขอบเขตงานเดิม ส่วนการเปลี่ยนแนวคิดหรือเพิ่มงานใหม่ ให้ประเมินราคาและเวลาเพิ่มเติมก่อนลงมือ หากมีคำขอเพิ่มเข้ามา ไม่จำเป็นต้องปฏิเสธทันที แต่อธิบายให้ชัดว่างานส่วนนี้อยู่นอกข้อตกลงเดิม และเสนอทางเลือกที่เหมาะสมได้ การมีขอบเขตไม่ได้ทำให้คุณเป็นคนทำงานยาก แต่ช่วยให้ทุกคนรู้ว่ากำลังตกลงอะไรกันอยู่ ก่อนรับงานจากคนรู้จัก ลองถามตัวเอง 4 ข้อ • ราคาที่ตกลงกันคุ้มกับเวลาและแรงงานหรือไม่ • มีข้อมูลเพียงพอที่จะเริ่มงานแล้วหรือยัง • วันส่งงานชัดเจนหรือยัง • ตกลงเรื่องการแก้ไขและงานเพิ่มเติมไว้แล้วหรือไม่ หากยังตอบไม่ได้ อย่าเพิ่งรีบเริ่มงานเพียงเพราะกลัวอีกฝ่ายเสียความรู้สึก คุยกันให้ชัดก่อนอาจใช้เวลาเพิ่มอีกไม่กี่นาที แต่ช่วยลดปัญหาที่ต้องตามแก้กันเป็นเดือน การรับงานจากคนรู้จักไม่ได้หมายความว่าจะต้องมีปัญหาเสมอไป หลายคู่ทำงานร่วมกันได้ดีและต่อยอดเป็นความร่วมมือระยะยาว เพียงแต่ความสนิทไม่ควรเป็นเหตุผลให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต้องรับภาระมากเกินไป เพราะความสัมพันธ์ที่ดี ไม่ได้แปลว่าต้องทำงานให้กันทุกอย่างโดยไม่คิดเงิน และการเป็นมืออาชีพก็ไม่ได้แปลว่าต้องทิ้งความเป็นเพื่อน บางครั้งการตกลงกันให้ชัดตั้งแต่ต้น อาจเป็นวิธีรักษาความสัมพันธ์ที่ดีที่สุด เพื่อให้งานจบด้วยดี และหลังจากรับเงินครบแล้ว เรายังไปกินก๋วยเตี๋ยวด้วยกันได้โดยไม่ต้องแอบคิดว่าใครติดค้างใครอยู่… ภ่าพประกอบทั้งหมดสร้างขึ้นโดย A.I. เปิดประสบการณ์ความบันเทิงที่หลากหลายสุดปัง บน App TrueID โหลดเลย ฟรี !