Photo by : unsplash หลังจากเลิกงานในตอนห้าโมงเย็น ผมได้แวะไปที่บ้านอาม่าของผม ซึ่งนาน ๆ ทีผมจะแวะเข้าไปเยี่ยมแก และหลังจากกินข้าวเสร็จก็จะมานั่งอยู่ที่เก้าอี้ม้าหินหน้าบ้าน โดยบทสนทนาในการพูดคุยจะเป็นเหมือนเคย เกี่ยวกับ “คำสอน” ในชีวิต ที่แกประสบและพบเจอมา... เมื่อนั่งลงได้สักครู่หนึ่งก็หยิบแก้วชาที่ได้ชงไว้ รินใส่แก้วและดื่ม พร้อมมองดวงอาทิตย์ที่กำลังจะตกดิน เป็นการเริ่มบทสนทนาที่ทำให้ผมได้รับพลังใจขึ้น… Photo by : unsplash 1.อย่าหมิ่นเงินน้อย อย่าคอยวาสนา อาม่าผมเล่าให้ฟังอยู่เสมอว่า เมื่อสมัยเด็ก ๆ แกได้มากับเรือสำเภาจากจีนพร้อมกับแม่ของท่าน และดันป่วยกะทันหัน แกบอกอีกว่าตอนนั้นถ้าใครตายในเรือ ก็ต้องทิ้งและกลายเป็นผีทะเล (ตามด้วยเสียงหัวเราะ555) พอมาถึงประเทศไทย ก้าวแรกที่เหยียบก็คือ ความจนและลำบาก เมื่อโตขึ้นมาก็ขายของทุกอย่างเพื่อหารายได้ตั้งแต่เด็ก ไม่รอให้ใครมาสั่งว่าควรจะทำอะไร หรือ จะต้องทำแบบไหน แกคิดได้ว่าจะทำอะไร แกทำทันทีเลย อาม่าแกเลยบอกผมว่า… “ทำทันที ไม่ต้องรอใคร” Photo by : unsplash 2.กับพ่อแม่อย่าตี แต่ให้เลี้ยงดูให้ดี อาม่าของผมย้ำเตือนไว้ทุกครั้งเมื่อถึงวันตรุษจีน ตอนรวมญาติหลาย ๆ คนว่า ถ้าแกเสียไม่ต้องมีพิธีอะไรใหญ่มาก ไม่ต้องเอาหมูย่างตัวใหญ่ ๆ มาไหว้ เพราะตายไปแกกินไม่ได้! ตอนอยู่เลี้ยงให้ดีก็พอ ที่บอกว่าต้องเลี้ยงให้ดี ไม่ได้หมายถึงว่า ต้องมาทำนู่นทำนี่ให้ หรือต้องเอาเงินมาประเคนให้ แกบอกไม่ต้อง! แต่ขอแค่ไม่ทิ้งแก เข้าใจแกแค่นั้นก็พอ Photo by : unsplash 3.พูดให้น้อย ฟังให้เยอะ อาม่าผมจะมีก๊วนที่นั่งคุยกันทุกเย็นหลังออกกำลังกาย และแกเองจะเป็นที่รักของเพื่อน ๆ และคนในซอยเสมอ แกบอกผมว่า “เวลาเพื่อนเค้าเม้าท์เรื่องคนอื่น สิ่งที่เราทำได้คือเงียบและไม่ต้องพูด ให้เออ ออ ตามเค้าไปแบบนั้นแหละ” หรือ เรียกหยาบ ๆแบบภาษาใต้ คือ อย่าทำถ้าว*อย่าทำถ้าว = อย่ายุ่ง Photo by : unsplash ทุกคนคงรู้ดีว่าเวลาที่เราพูดคุยกับคนเถ้าคนแก่ สิ่งที่เจอบ่อยที่สุดคือ เขามักจะพูดในเรื่องเดิม ๆ ซ้ำ ๆ กันเป็นประจำ ผมมองว่าเขาไม่ได้หลงลืมนะ แต่ด้วยความหวังดี ความรัก และความเป็นห่วงเรา เขาจึงต้องพูดซ้ำ ๆ ! และต่อให้เราโตขึ้นแค่ไหนในสายตาผู้ใหญ่เราก็เป็นเด็กเสมอ...สำหรับวันนี้ "ห้องสี่เหลี่ยม" ขอลาไปก่อน สวัสดีครับ :)