ถ้าใครได้ติดตามกระแสเศรษฐกิจและการเงินในช่วงนี้ จะเห็นได้ชัดเจนเลยว่ากระดานการลงทุนทั่วโลกกำลังร้อนระอุอย่างมาก โดยเฉพาะความเคลื่อนไหวของ ราคาทองรูปพรรณ และทองคำแท่งในบ้านเราที่ขยับตัวทำสถิติใหม่อย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นหัวข้อสนทนายอดฮิตตามโต๊ะอาหารและที่ทำงาน สำหรับเพื่อนๆ หลายคนที่กำเงินสดไว้ในมือ หรือกำลังมองหาทางเลือกในการกระจายความเสี่ยงเพื่อรับมือกับภาวะเงินเฟ้อ คำถามยอดฮิตที่มักจะผุดขึ้นมาในหัวเสมอคือ ในจังหวะที่ราคาทะยานขึ้นสูงขนาดนี้ เรายังควรเดินเข้าร้านทองเพื่อซื้อเก็บสะสมไว้ หรือควรชะลอเพื่อรอย่อตัวก่อนกันแน่ วันนี้ผมอยากพาทุกคนมาถอดรหัสเบื้องหลังและวิเคราะห์มุมมองการจัดการสินทรัพย์แบบเข้าใจง่ายไปด้วยกันครับ 1. ทำไม "ราคาทองรูปพรรณ" ถึงแตกต่างจากทองคำแท่ง? ก่อนที่เราจะควักกระเป๋าจ่ายเงิน สิ่งแรกที่ต้องเข้าใจให้ขาดคือโครงสร้างของราคาก่อนครับ หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมราคาทองรูปพรรณเวลาเราซื้อ ถึงมีราคาสูงกว่าทองคำแท่งเสมอ คำตอบอยู่ที่ "ค่ากำเหน็จ" หรือต้นทุนค่าแรงและฝีมือของช่างทองในการขึ้นรูปชิ้นงานนั่นเองครับ ซึ่งค่ากำเหน็จนี้เฉลี่ยจะอยู่ที่ประมาณ 500 – 1,500+ บาทต่อบาททองคำ ขึ้นอยู่กับความยากง่ายและลวดลายของทองชิ้นนั้นๆ นอกจากนี้ ในวันที่เราต้องการเปลี่ยนทองเป็นเงินสด เวลาเอาทองรูปพรรณไปขายคืน ร้านทองจะมีการหักค่าสึกหรอและค่าหลอมตามเกณฑ์ของสมาคมค้าทองคำ ทำให้ส่วนต่าง (Spread) ระหว่างราคาซื้อและราคาขายคืนของทองรูปพรรณกว้างกว่าทองคำแท่งอย่างชัดเจนครับ 2. ถอดรหัสปัจจัยหนุน: ทำไมทองคำถึงวิ่งไม่หยุด? หากเรามองทะลุกระดานตัวเลขเข้าไปสู่กลไกตลาดโลก แรงผลักดันหลักที่ทำให้ราคาทองคำยังคงยืนระยะและมีแรงซื้อหนุนอย่างต่อเนื่อง มาจาก 3 ปัจจัยหลักด้วยกันครับ: นโยบายดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed): ทิศทางดอกเบี้ยโลกที่มีแนวโน้มปรับลดหรือผ่อนคลายลง มักจะเป็นแรงส่งเชิงบวกให้กับสินทรัพย์ที่ไม่ให้ผลตอบแทนในรูปของดอกเบี้ยอย่างทองคำเสมอ ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics): ปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศในจุดยุทธศาสตร์ต่างๆ ทั่วโลก ทำให้ธนาคารกลางหลายประเทศและกองทุนขนาดใหญ่เลือกที่จะเข้าซื้อทองคำเก็บไว้ในฐานะ "สินทรัพย์ปลอดภัย" (Safe Haven) เพื่อเป็นเกราะกำบังความเสี่ยง ค่าเงินบาทและอัตราแลกเปลี่ยน: ในฝั่งของนักลงทุนไทย การเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทเทียบกับดอลลาร์สหรัฐมีผลอย่างยิ่ง หากช่วงไหนเงินบาทอ่อนค่า ราคาทองในประเทศก็จะถูกดีดตัวให้สูงขึ้นโดยอัตโนมัติ แม้ราคาทองโลก (Gold Spot) อาจจะแกว่งตัวแคบๆ ก็ตาม 3. ทริกการวางแผน: ซื้อเพื่อใส่ ซื้อเพื่อเก็บ หรือซื้อเพื่อเก็งกำไร? ในฐานะคนทำงานที่ต้องวางแผนการเงินและบริหารความเสี่ยงอยู่ตลอดเวลา ผมอยากแชร์มุมมองส่วนตัวเพื่อเป็นแนวทางในการตัดสินใจดังนี้ครับ: ถ้าซื้อเพื่อสวมใส่และเป็นของขวัญ: การเลือกซื้อทองรูปพรรณถือเป็นการให้รางวัลชีวิตที่ดีครับ แต่แนะนำให้เลือกลวดลายที่ตัน แข็งแรง ไม่ขาดหรือบุบง่าย และพยายามเลือกลายที่มีค่ากำเหน็จสมเหตุสมผล เพื่อไม่ให้ต้นทุนบวมเกินไป ถ้าเน้นสะสมเพื่อลงทุนระยะยาว: หากเป้าหมายคือการเก็บออมเพื่อสู้เงินเฟ้อ การทยอยสะสมทองคำแท่ง (หรือการออมทองผ่านแอปพลิเคชันที่น่าเชื่อถือ) จะตอบโจทย์กว่ามากครับ เพราะไม่มีค่ากำเหน็จกวนใจ และเวลาขายคืนจะได้ราคาเต็มเม็ดเต็มหน่วยตามประกาศสมาคมฯ มากที่สุด อย่าทุ่มหมดหน้าตัก (Never All-in): ไม่ว่าทิศทางกราฟจะดูสวยหรูแค่ไหน ทองคำไม่ควรเป็นสินทรัพย์ทั้งหมดในชีวิต ควรจัดสรรให้อยู่ในสัดส่วนประมาณ 5 - 15% ของพอร์ตการเงินรวม และใช้วิธีทยอยซื้อแบบถัวเฉลี่ยต้นทุน (DCA) ในช่วงที่ราคาย่อตัว ดีกว่าการไล่ซื้อตามกระแสในวันที่ราคาทำจุดสูงสุดครับ การติดตามข่าวสารและการมีความรู้ความเข้าใจในสินทรัพย์ที่เราถือครอง คือเกราะป้องกันการเงินที่ดีที่สุดในยุคดิจิทัลครับ ไม่ว่าคุณจะเลือกถือครองทองคำในรูปแบบไหน ขอให้เป็นการตัดสินใจที่อยู่บนพื้นฐานของการวางแผนและเงินเย็นเสมอครับ หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์แก่เพื่อนทุกคนนะคับ ฝากติดตามผลงานกันต่อไปนะครับ ภาพประกอบบทความทั้งหมด โดย rtwentyrus ติดตามรายละเอียดช่องทางอื่นๆ https://linktr.ee/rtwentyrus เปิดประสบการณ์ความบันเทิงที่หลากหลายสุดปัง บน App TrueID โหลดเลย ฟรี !