เลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ 2026 สรุป 5 เรื่องที่คนไทยต้องรู้

ผลการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2569 กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการเมืองสหรัฐฯ หลังพรรคเดโมแครตสามารถกลับมาครองเสียงข้างมากทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา พร้อมคว้าชัยชนะในการเลือกตั้งผู้ว่าการรัฐหลายพื้นที่ โดยเฉพาะรัฐที่เคยเป็นฐานเสียงสำคัญของพรรครีพับลิกันมาอย่างยาวนาน แม้การนับคะแนนบางแห่งยังไม่เสร็จสมบูรณ์ แต่ผลเบื้องต้นยืนยันการเปลี่ยนแปลงดุลอำนาจทางการเมืองครั้งสำคัญ
การเลือกตั้งครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ดำรงตำแหน่งสมัยที่สองมาได้ประมาณ 2 ปี ท่ามกลางความกังวลของประชาชนเกี่ยวกับค่าครองชีพ ราคาน้ำมัน และผลกระทบจากสงครามอิหร่าน ซึ่งกลายเป็นประเด็นสำคัญในการตัดสินใจของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ขณะที่ประเทศไทยต้องจับตาทิศทางนโยบายเศรษฐกิจ การค้า และสถานการณ์ตะวันออกกลาง ซึ่งอาจมีผลต่อราคาพลังงานและต้นทุนภาคธุรกิจไทยในระยะต่อไป
5 ประเด็นสำคัญเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ ที่คนไทยต้องรู้
1. เดโมแครตพลิกชนะ ครองเสียงข้างมากทั้งสภาบนและสภาล่าง
ผลการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ ปี 2026 พรรคเดโมแครตสามารถกลับมาครองเสียงข้างมากทั้งสองสภา หลังชิงที่นั่งสำคัญจากพรรครีพับลิกันได้หลายพื้นที่ โดยเฉพาะการเลือกตั้งวุฒิสภาซึ่งมีการแข่งขันทั้งหมด 35 ที่นั่ง จากจำนวนสมาชิกวุฒิสภา 100 ที่นั่ง
ข้อมูลจาก Ballotpedia เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2569 ระบุว่า พรรคเดโมแครตและสมาชิกอิสระที่ร่วมกลุ่มกับพรรค มีจำนวนรวมอย่างน้อย 54 ที่นั่ง ขณะที่รีพับลิกันมี 44 ที่นั่ง โดยเดโมแครตสามารถชิงที่นั่งวุฒิสภาจากรีพับลิกันได้ 7 ที่นั่ง
ส่วนสภาผู้แทนราษฎรที่มีสมาชิกทั้งหมด 435 ที่นั่ง พรรคเดโมแครตได้รับชัยชนะอย่างน้อย 231 ที่นั่ง เทียบกับพรรครีพับลิกัน 141 ที่นั่ง จากผลที่รายงานในช่วงเวลาดังกล่าว โดยยังมีบางเขตอยู่ระหว่างสรุปผลคะแนน Ballotpedia News
ชัยชนะครั้งนี้ทำให้พรรคเดโมแครตกลับมามีอำนาจในการกำหนดทิศทางกฎหมายและการตรวจสอบฝ่ายบริหารมากขึ้น หลังจากพรรครีพับลิกันเคยครองเสียงข้างมากในสภาคองเกรสช่วง 2 ปีแรกของการดำรงตำแหน่งสมัยที่สองของทรัมป์
2. พลิกฐานเสียงรีพับลิกัน เดโมแครตคว้าชัยผู้ว่าการรัฐ
นอกจากชัยชนะในสภาคองเกรสแล้ว พรรคเดโมแครตยังทำผลงานได้ดีในการเลือกตั้งผู้ว่าการรัฐ โดยสามารถชิงตำแหน่งจากรีพับลิกันได้หลายรัฐ รวมถึงรัฐเท็กซัส ซึ่งเป็นฐานเสียงสำคัญของพรรครีพับลิกัน
หนึ่งในผลการเลือกตั้งที่ได้รับความสนใจคือชัยชนะของจีนา ฮิโนโฮซา ผู้สมัครจากพรรคเดโมแครต ที่เอาชนะเกร็ก แอ็บบอตต์ ผู้ว่าการรัฐเท็กซัสจากพรรครีพับลิกัน ส่งผลให้เธอเตรียมเป็นผู้ว่าการรัฐหญิงเชื้อสายละตินคนแรกของรัฐเท็กซัส
ขณะเดียวกัน พรรคเดโมแครตยังสามารถชิงที่นั่งวุฒิสภาในรัฐแคนซัสได้เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1932 รวมถึงได้รับชัยชนะในรัฐไอโอวา โอไฮโอ และเซาท์แคโรไลนา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่พรรครีพับลิกันเคยมีฐานคะแนนสนับสนุนสำคัญ
ผลการเลือกตั้งในหลายรัฐทำให้เดโมแครตมีจำนวนผู้ว่าการรัฐทั่วประเทศมากกว่ารีพับลิกัน และเป็นอีกหนึ่งความเปลี่ยนแปลงสำคัญของการเมืองระดับรัฐในสหรัฐฯ
3. ทรัมป์ยอมรับความพ่ายแพ้ สงครามอิหร่านและราคาน้ำมันเป็นปัจจัยสำคัญ
ภายหลังผลการเลือกตั้งเริ่มชัดเจน ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ออกมายอมรับว่าพรรครีพับลิกันไม่สามารถรักษาเสียงข้างมากในสภาคองเกรสเอาไว้ได้ พร้อมกล่าวยอมรับผลงานของพรรคเดโมแครตและแสดงความพร้อมที่จะทำงานร่วมกันในประเด็นที่สามารถหาข้อตกลงได้
ตามรายงานต้นฉบับข่าว ทรัมป์ระบุผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social ว่า สงครามกับอิหร่านและผลกระทบต่อราคาน้ำมันเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้พรรครีพับลิกันสูญเสียคะแนนเสียง
ขณะที่รายงานข่าวต่างประเทศระบุว่า ความกังวลเกี่ยวกับค่าครองชีพ อัตราเงินเฟ้อ นโยบายภาษีการค้า และสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง เป็นประเด็นที่มีผลต่อการตัดสินใจของผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนมาก
โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นจากสถานการณ์สงคราม ส่งผลต่อต้นทุนการเดินทางและค่าครองชีพของประชาชน ซึ่งเป็นปัญหาที่ถูกหยิบยกขึ้นมาในการหาเสียงเลือกตั้งกลางเทอมครั้งนี้
4. จับตาฮาคีม เจฟรีส์ สร้างประวัติศาสตร์ และการตรวจสอบรัฐบาลทรัมป์
การกลับมาครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรของพรรคเดโมแครต ทำให้ฮาคีม เจฟรีส์ ผู้นำพรรคเดโมแครตในสภา มีโอกาสได้รับเลือกเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ
หากได้รับเลือกอย่างเป็นทางการ เจฟรีส์จะเป็นบุคคลผิวดำคนแรกในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ ที่ดำรงตำแหน่งดังกล่าว
ก่อนหน้านี้ เจฟรีส์กล่าวถึงชัยชนะของเดโมแครตว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการกลับมาของอเมริกา โดยกล่าวถึงปัญหาความเกลียดชัง การทุจริต และอิทธิพลของกลุ่มผู้มีอำนาจทางเศรษฐกิจในการเมืองสหรัฐฯ
อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญหลังจากนี้คือการเปลี่ยนแปลงอำนาจในสภาคองเกรส ซึ่งจะทำให้เดโมแครตมีบทบาทเพิ่มขึ้นในการพิจารณากฎหมาย งบประมาณ และการตรวจสอบนโยบายของรัฐบาลทรัมป์ โดยเฉพาะมาตรการเศรษฐกิจและแนวทางดำเนินนโยบายต่างประเทศ
แม้ประธานาธิบดีทรัมป์ยังคงมีอำนาจฝ่ายบริหารตามรัฐธรรมนูญ แต่การดำเนินนโยบายที่ต้องผ่านความเห็นชอบจากสภาคองเกรส อาจต้องอาศัยการเจรจาระหว่างสองพรรคมากขึ้นในช่วง 2 ปีที่เหลือของการดำรงตำแหน่ง
5. ไทยต้องจับตาราคาน้ำมัน เศรษฐกิจโลก และทิศทางสงครามอิหร่าน
สำหรับประเทศไทย ผลการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ภาคเอกชนติดตาม เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงดุลอำนาจทางการเมืองอาจมีผลต่อทิศทางนโยบายเศรษฐกิจ การค้าระหว่างประเทศ และการจัดการความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวภายหลังการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน หรือ กกร. ว่า ผลการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ จะเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญต่อแนวโน้มเศรษฐกิจและสถานการณ์โลกหลังจากนี้
โดยเฉพาะแนวทางแก้ไขความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งภาคเอกชนไทยคาดหวังว่าสถานการณ์จะมีแนวโน้มคลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้น และไม่ขยายวงออกไปจนส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจโลกเพิ่มเติม
สำหรับประเด็นที่ต้องติดตามต่อจากนี้ ได้แก่ ท่าทีของรัฐบาลสหรัฐฯ ต่อสงครามอิหร่าน แนวโน้มราคาน้ำมันในตลาดโลก นโยบายภาษีนำเข้าสหรัฐฯ และผลต่อภาคส่งออกไทย ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับต้นทุนการผลิต การขนส่ง และความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย
ทั้งนี้ การเปลี่ยนแปลงเสียงข้างมากในสภาคองเกรสไม่ได้ทำให้นโยบายของรัฐบาลทรัมป์เปลี่ยนแปลงทันที แต่จะมีผลต่อกระบวนการพิจารณากฎหมายและการตรวจสอบนโยบายในระยะต่อไป
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
