แผ่นดินไหว-น้ำท่วม ภัยพิบัติเขย่า "เศรษฐกิจไทย" บทเรียนครั้งใหญ่ของทุกคน "ที่สุดแห่งปี 2025"

แผ่นดินไหว-น้ำท่วม ภัยพิบัติเขย่า "เศรษฐกิจไทย" บทเรียนครั้งใหญ่ของทุกคน
ที่สุดแห่งปี 2025 ที่ทุกคนต้องจำไม่ลืม ก็คือ ภัยพิบัติ ตั้งแต่แผ่นดินไหวจนตึกสตง.ถล่ม ไปจนถึงน้ำท่วมภาคใต้ ระดับมหาอุทกภัย ความเสียหายพุ่งไปมากกว่าหลักหมื่นล้านบาท พร้อมกับความเชื่อมั่นที่ถูกสะเทือน บทเรียนครั้งใหญ่ เขย่าเศรษฐกิจไทย
ปี 2025 หรือปี 2568 ปีแห่งมหาภัยพิบัติ เริ่มตั้งแต่ต้นปี กับเหตุการณ์แผ่นดินไหวเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 เวลา 13.20 น. กรมอุตุนิยมวิทยา รายงานว่ามีขนาด 7.7 ศูนย์กลางอยู่ในประเทศเมียนมา แต่ก็สร้างแรงสั่นสะเทือนมาถึงประเทศไทย รับรู้ได้ในหลายจังหวัด รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ความรุนแรงนี้ทำให้มีอาคารหรือตึกระฟ้าต่างๆเกิดความเสียหายเป็นจำนวนมาก และยังความแตกตื่นวุ่นวายมากคน ผู้คนต่างวิ่งหนีตายลงจากตึก การจราจรอัมพาตทั่วเมือง และที่ช็อกโลกและคนไทยที่สุด ก็คือ ตึกถล่ม ซึ่งเป็นตึกของสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินที่กำลังก่อสร้างถล่มลงมา กลายเป็นโศกนาฏกรรมที่คร่าชีวิตผู้คนหลายสิบรายและบาดเจ็บจำนวนมาก กลายเป็นวันวิปโยคแห่งปี ที่ทุกอย่างแทบจะหยุดชะงักงันไป โดยเฉพาะภาคธุรกิจ
นอกจากนี้ข่าวแผ่นดินไหวยังสร้างแรงกระแทกครั้งใหญ่ ทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติที่เตรียมเข้าไทยหายวับไปในทันตา ภาคการท่องเที่ยว ที่เป็นเครื่องยนต์สำคัญของเศรษฐกิจไทย ได้กลายเป็นเหยื่อด่านแรกที่ได้รับผลกระทบระยะสั้นอย่างรุนแรงที่สุด ข้อมูลจากสมาคมโรงแรมไทยระบุว่า เพียงสองวันแรกหลังเกิดเหตุ มีการยกเลิกห้องพักมากกว่า 1,100 การจอง ทั่วประเทศ โดยส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯ ขณะที่สมาคมสายการบินประเทศไทยรายงานว่า การจองที่นั่งโดยสารรายวันลดลงเฉลี่ย 40–60% ในช่วงเดียวกัน อีกทั้งรัฐบาลหลายประเทศ เช่น สหราชอาณาจักร สิงคโปร์ และแคนาดา ได้ออกประกาศเตือนพลเมืองเกี่ยวกับการเดินทางมาไทย ซึ่งยิ่งซ้ำเติมความกังวลด้านความปลอดภัย
ขณะที่ภาคอสังหาริมทรัพย์และภาคการก่อสร้างยังต้องเผชิญกับต้นทุนการซ่อมแซมและการตรวจสอบความปลอดภัยที่สูงขึ้น ส่วนภาคประกันภัยต้องรับมือกับการจ่ายเคลมมูลค่ามหาศาลสำหรับอาคารถล่มและความเสียหายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งทั้งหมดนี้ถ่วงผลกำไรของบริษัทและลดความคาดหวังของนักลงทุนในตลาดอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่
ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ SCB EIC ประเมินเบื้องต้นว่า เแผ่นดินไหวครั้งนี้สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจไทยในปี 2568 ไม่ต่ำกว่า 30,000 ล้านบาท โดยเป็นผลกระทบที่เกิดจากหลายปัจจัย ทั้งการชะลอตัวของภาคการท่องเที่ยว ความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยที่ลดลง และผลกระทบต่อภาคอสังหาริมทรัพย์ อย่างไรก็ตาม ผลกระทบสุทธิต่อเศรษฐกิจโดยรวมยังไม่สามารถประเมินได้อย่างชัดเจนในทันที เนื่องจากขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่ความเชื่อมั่นของประชาชน นักลงทุน และนักท่องเที่ยวต่างชาติจะฟื้นตัวกลับมา
ขณะที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทย (KResearch) ประเมินความเสียหายเบื้องต้นไม่ต่ำกว่า 20,000 ล้านบาท ซึ่งกระทบกิจกรรมทางเศรษฐกิจอย่างชัดเจน มาจากการหยุดชะงักหรือเลื่อนกิจกรรมทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะผลกระทบต่อภาคบริการและภาคอสังหาริมทรัพย์ และเหตุการณ์นี้อาจทำให้ GDP ปี 2568 ลดลง -0.06%
ส่งท้ายปลายปี กับวิกฤตน้ำท่วมใต้ เมื่อช่วงกลางเดือนพฤศจิกายน 2568 สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ประเมินว่าน้ำท่วมใต้จะกระทบกับเศรษฐกิจอยู่ที่ 0.1% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ทั้งหมด
ส่วนการประเมินผลกระทบเศรษฐกิจโดยภาคเอกชนนั้น ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ระบุว่า มีผู้ได้รับผลกระทบ 2.19 ล้านคน 798,695 ครัวเรือนประเมินความเสียหายจากน้ำท่วม 10 จังหวัดภาคใต้ ในช่วงระยะเวลา 1 เดือน คาดว่าจะสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจกว่า 40,000 ล้านบาท กระทบต่อจีดีพี 0.22% โดยคำนวณจากธุรกิจที่ปิดตัว การท่องเที่ยวหยุดชะงัก กิจกรรมสำคัญยกเลิก เช่น ประชุมหอการค้าไทยทั่วประเทศ การจัดแข่งขันซีเกมส์ เป็นต้น ความเสียหายเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 1,000-1,500 ล้านบาท ซึ่งแบ่งเป็นภาคท่องเที่ยว-บริการ 22,440 ล้านบาท เกษตรกรรม 10,720 ล้านบาท การผลิตและสาธาณูปโภค 6,840 ล้านบาท เมื่อจำแนกตามพื้นที่ หาดใหญ่จะได้รับผลกระทบประมาณ 9,600 ล้านบาท สงขลาได้รับผลกระทบประมาณ 24,000 ล้านบาท
ขณะที่ก่อนหน้านี้ก็น้ำท่วมในภาคเช่นกัน โดยศูนย์วิจัยกรุงศรี คาดว่าพื้นที่ที่ประสบอุทกภัยในปี 2568 เฉพาะภาคเหนือความเสียหายพื้นที่เกษตรจะอยู่ที่ 9.5 ล้านไร่ สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินราว 3.7 พันล้านบาท ขณะที่มูลค่าสินค้าเกษตรเสียหาย 1.99 หมื่นล้านบาท (กรณีฐาน) ทำให้ความเสียหายรวมกันอยู่ที่ 2.36 หมื่นล้านบาท หรือ -0.13% ของ GDP ยังไม่ร่วมความเสียหายในพื้นทีรับน้ำในภาคอย่างอย่างจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่ประชาชนได้รับความเดือนร้อนกว่า 72,000 หลังคาเรือน
ทั้งนี้หากแบ่งเป็นการเกษตร ความเสียหายมากที่สุด คิดเป็นมูลค่าประมาณ 24,553 ล้านบาท จากการทำลายพืชผลทางการเกษตรจำนวนมาก รองลงมาเป็นภาคท่องเที่ยว ได้รับผลกระทบอย่างหนักจนมูลค่าความเสียหายอาจสูงถึง 2,000 ล้านบาท เนื่องจากเส้นทางการคมนาคมถูกตัดขาด และสถานที่ท่องเที่ยวถูกน้ำท่วม และภาคอุตสาหกรรมได้รับผลกระทบเช่นกัน แต่ในวงจำกัดกว่าภาคเกษตรมูลค่าเสียหายประมาณ 171 ล้านบาท
ยังไม่รวมความเสียหายอื่นๆ เช่น ทรัพย์สินและที่อยู่อาศัย บ้านเรือนได้รับความเสียหายกว่า 43,000 หลังคาเรือน ชีวิตและสุขภาพ รวมถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดการกัดเซาะดินและตลิ่ง การปนเปื้อนของสารเคมี และมลพิษในแหล่งน้ำ
แม้วันนี้น้ำท่วมจะคลี่คลายไปแล้ว แต่อนาคตก็มียังมีความเสี่ยงเกิดขึ้นอีกอย่างแน่นอน ส่วนหนึ่งจากความแปรปรวนของสภาพอาศ และภาวะโลกรวน ข้อมูลจาก ธนาคารโลก (World Bank) คาดการณ์ว่า GDP ของไทยในอีก 25 ปีข้างหน้า หรือภายในปี 2050 อาจหายไป 7-14% หากไม่สามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และจะส่งผลให้การบรรลุเป้าหมายการเป็นประเทศรายได้สูงทำได้ยากขึ้นมาก
ส่วนภาพรวมของเศรษฐกิจก็ยังน่าห่วง แม้จะมีหรือไม่มีภัยพิบัติก็ตาม เรายังไม่กลับไปสู่ภาวะเติบโตอย่างแข็งแกร่งได้ ล่าสุด กองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ ไอเอ็มเอฟ ได้ประเมินเศรษฐกิจไทย ชี้ว่ายังต้องเจอกับความไม่แน่นอนและมีความเสี่ยงด้านลบ โดยประเมินจีดีพีปีนี้โต 2.1% ส่วนปี 2569 โตแผ่วเหลือ 1.6% พร้อมแนะรัฐบาลใช้นโยบายการคลังแบบเฉพาะจุด-ระมัดระวัง หนุนนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายเพื่อช่วยลดความเสี่ยงเงินเฟ้อ