สวัสดีค่ะทุกคน ช่วงวันหยุดยาวเทศกาลสงกรานต์แบบนี้ เชื่อว่ามีหลาย ๆ คนที่กำลังวางแผนเดินทางท่องเที่ยวหรือกลับบ้านด้วยรถไฟอย่างแน่นอน เพราะนอกจากไม่ต้องกังวลเรื่องรถติดหรืออุบัติเหตุบนท้องถนนแล้ว ในยุคที่ค่าน้ำมันแพงแบบนี้ หากลดการใช้รถส่วนตัวแล้วเปลี่ยนมาเดินทางด้วยรถขนส่งสาธารณะอย่างรถไฟได้ นอกจากจะช่วยประหยัดเงินในกระเป๋าแล้วยังเป็นการช่วยประหยัดพลังงานได้อีกทางด้วยนะคะ แต่ปัญหาในการเดินทางช่วงเทศกาลคือที่นั่งมักจะเต็มหรือได้นั่งไม่ดี ซึ่งส่วนตัวเราเคยประสบปัญหานี้มาแล้ว ด้วยความชะล่าใจและไม่ได้วางแผนล่วงหน้า บอกเลยว่าเดินทางด้วยตั๋วที่ไม่ระบุที่นั่งช่วงเทศกาลนี่ไม่ตลกจริง ๆ นับแต่นั้นเราจึงจองตั๋วรถไฟออนไลน์มาตลอด เพราะจองง่าย ไม่ต้องไปถึงหน้าสถานี มีวิธีการจอง 5 ขั้นตอนดังนี้ค่ะ ขั้นตอนที่ 1 การเข้าสู่ระบบ การจองตั๋วรถไฟออนไลน์ สามารถทำได้ทั้งบนเว็บไซต์ D-Ticket (https://dticket.railway.co.th) และแอปพลิเคชัน SRT D-Ticket ทั้งระบบ Android และ iOS หากเป็นการใช้งานครั้งแรกให้กดที่ "สมัครสมาชิก" เมื่อกรอกข้อมูลต่าง ๆ เรียบร้อยแล้วก็ "เข้าสู่ระบบ" ได้เลย กด "สมัครสมาชิก" กรอกข้อมูลต่าง ๆ จากนั้นกด "ยืนยัน" เมื่อสมัครสมาชิกแล้ว กด "เข้าสู่ระบบ" ขั้นตอนที่ 2 ระบุจุดหมายปลายทาง เมื่อเข้าสู่ระบบเรียบร้อยแล้ว จะมีให้ระบุรายละเอียดต่าง ๆ ในการเดินทาง ส่วนที่เราชอบมากคือมีให้ให้เลือกจำนวนผู้โดยสาร (จองได้สูงสุดจำนวน 4 คน) และเลือกซื้อตั๋วแบบไป - กลับได้ด้วย ระบุสถานีต้นทาง, ปลายทาง, วันเดินทาง และจำนวนผู้โดยสาร หากต้องการซื้อตั๋วทั้งไปและกลับ กดที่เมนู "ไป-กลับ" กด "ค้นหา" ขั้นตอนที่ 3 การเลือกขบวนและประเภทรถไฟ หลังจากกดค้นหาแล้ว ระบบจะแสดงขบวนโดยสารที่เปิดให้บริการในสถานีนั้น ๆ ซึ่งขบวนรถไฟแต่ละประเภทจะมีค่าบริการและเวลาที่ใช้ในการเดินทางแตกต่างกันไป ทุกคนสามารถกด "เลือก" เพื่อดูรายละเอียดขบวนโดยสารและกด "เลือก" ประเภทรถไฟที่ต้องการได้เลยนะคะ ปัจจุบันการรถไฟแห่งประเทศไทยให้บริการขบวนรถโดยสารทั้งหมด 8 ประเภท ได้แก่ 1) รถด่วนพิเศษ (Special Express) มี 2 แบบคือด่วนพิเศษดีเซลราง และด่วนพิเศษ CNR หรือรถนอน 2) รถด่วน (Express) 3) รถเร็ว (Rapid) 4) รถธรรมดา (Ordinary) 5) รถชานเมือง (Commuter) 6) รถท้องถิ่น (Local) 7) รถไฟท่องเที่ยว (Excursion) และ 8) รถท่องเที่ยวคิฮะ 183 (Excursion Kiha-183) ทั้งนี้ในการเดินทางโดยทั่วไป ผู้ใช้บริการส่วนใหญ่จะเลือกใช้บริการขบวนโดยสาร 6 ประเภทแรก ซึ่งแต่ละขบวนแตกต่างกันดังนี้ ปล. สามารรถอ่านรายละเอียดของแต่ละขบวนเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์การรถไฟแห่งประเทศไทย https://www.railway.co.th นะคะ ขั้นตอนที่ 4 การเลือกที่นั่ง เมื่อเลือกขบวนโดยสารและประเภทรถไฟแล้ว ระบบจะเลือกที่นั่งที่ให้อัตโนมัติโดยอิงตามจำนวนผู้โดยสารที่ระบุในขั้นตอนที่ 2 เช่น หากระบุจำนวนผู้โดยสาร 2 คน ระบบจะเลือกที่นั่งที่ติดกัน 2 คนให้ ทั้งนี้เราสามารถกดกากบาทเพื่อยกเลิกที่นั่งที่ระบบเลือกให้ และเลือกที่นั่งที่ต้องการได้ค่ะ กดเลือกที่นั่งที่ต้องการ จากนั้นกด "ถัดไป" ตรวจสอบรายละเอียดและความถูกต้องของข้อมูล จากนั้นกด "ถัดไป" ขั้นตอนที่ 5 การชำระเงิน วิธีการชำระเงินมีด้วยกัน 2 วิธีได้แก่ ชำระด้วยบัตรเครดิต/บัตรเดบิต และชำระด้วย QR Code พร้อมเพย์ (PromptPay) เมื่อชำระเรียบร้อยแล้ว ระบบจะส่งตั๋วอิเล็กทรอนิกส์ และรายละเอียดการเดินทางให้ทาง E-mail ที่ระบุในขั้นตอนการสมัครสมาชิก สามารถดาวน์โหลดตั๋วและแสดงต่อเจ้าหน้าที่โดยไม่ต้องพิมพ์ตั๋วเป็นกระดาษ หรือเข้าไปที่ "ประวัติการซื้อ" บนเว็บไซต์ D-Ticket หรือแอปพลิเคชัน SRT D-Ticket ได้เลย ปล. หากเลือกชำระโดยพร้อมเพย์จะต้องชำระภายใน 15 นาที หากเกินระยะเวลาที่กำหนด ระบบจะทำการยกเลือกการจองโดยอัติโนมัติ Q&A ถามตอบข้อสงสัยเกี่ยวกับการจองตั๋วรถไฟออนไลน์ Q.1 จองตั๋วล่วงหน้าได้นานที่สุดกี่วัน? ตอบ: สามารถจองตั๋วล่วงหน้าได้สูงสุด 180 วัน ขึ้นอยู่กับระยะทางของขบวนรถค่ะ ทั้งนี้สามารถจองได้เฉพาะในขบวน "รถด่วนพิเศษ รถด่วน และรถเร็ว” ซึ่งเป็นการเดินทางระยะไกลเท่านั้น ส่วนขบวน "รถธรรมดา ชานเมือง รถท้องถิ่น" สามารถจองตั๋วได้ในวันเดินทาง ก่อนรถออกไม่เกิน 2 ชั่วโมง มีเงื่อนไขในการจองล่วงหน้าดังนี้ค่ะ Q2: หากต้องการเปลี่ยนแปลงวันเดินทาง เปลี่ยนที่นั่ง สามารถทำได้หรือไม่ ตอบ: สามารถทำได้ โดยไปที่เมนู "เปลี่ยนแปลงตั๋ว" แต่จะมีค่าธรรมเนียมในการดำเนินการ ยิ่งเปลี่ยนแปลงใกล้วันเดินทางมาก ค่าธรรมเนียมก็จะยิ่งสูง และจะเปิดให้เปลี่ยนแปลงตั๋วได้ช้าสุดภายใน 1 วันก่อนขบวนรถเดินทาง หากตั๋วใหม่ที่ต้องการซื้อมีราคาสูงกว่าตั๋วเดิม จะต้องจ่ายค่าส่วนต่างนั้น แต่หากตั๋วเดิมราคาแพงกว่าตั๋วใหม่ จะไม่มีการคืนเงินส่วนต่างให้ และหากขอเปลี่ยนแปลงตั๋วช้ากว่า 1 วันหรือ 24 ชั่วโมงก่อนขบวนรถออกเดินทาง จะทำได้เพียงคืนตั๋วหรือ "ยกเลิกตั๋วโดยสาร" เท่านั้น Q3: กรณีต้องการยกเลิกการจองตั๋วหรือขอคืนเงินค่าตั๋ว สามารถทำออนไลน์ได้หรือไม่? ตอบ: สามารถทำได้ก่อนขบวนรถออกเดินทาง 3 ชั่วโมง โดยไปที่เมนู "ยกเลิกตั๋วโดยสาร" ทั้งนี้จะได้เงินคืนเพียง 30% ของราคาตั๋วโดยสาร เนื่องจากมีค่าธรรมเนียมในการยกเลิกตั๋ว 70% ของราคาตั๋วโดยสาร ลองคำนวณง่าย ๆ สมมติค่าตั๋วโดยสาร 1,000 บาท หากกดยกเลิกตั๋วจะได้เงินคืนเพียง 300 บาทเท่านั้น ดังนั้นก่อนกดจองตั๋วทุกครั้ง ทุกคนต้องอ่านรายละเอียดและตัดสินใจให้ดี ๆ ก่อนกดจองนะคะ เพราะค่าธรรมเนียมในการยกเลิกค่อนข้างสูง หากชำระด้วยบัตรเครดิต/เดบิต สามารถกดยกเลิกและขอคืนเงินได้เลย แต่หากชำระด้วย QR code พร้อมเพย์ จะต้องพิมพ์ตั๋วยื่นที่เคาน์เตอร์เพื่อขอรับเงินคืนค่ะ Q4: หากจองตั๋วไม่ทัน ที่นั่งเต็ม ทำอย่างไรได้บ้าง ตอบ: สามารถกดที่ "Waiting List " ซึ่งเป็นฟังก์ชั่นสำหรับขึ้นบัญชีสำรองตั๋วโดยสาร กรณีมีการยกเลิกหรือคืนตั๋วเข้ามาในระบบ D-Ticket ทำให้มีที่นั่งว่าง โดยระบบจะทำการส่งข้อความพร้อมรหัสจองตั๋วไปยัง E-mail ของเรา ซึ่งสามารถทำการซื้อตั๋วภายใน 3 ชั่วโมง นับตั้งแต่ได้รับ E-mail แจ้งมา หากเกินระยะเวลาที่กำหนด ระบบจะส่งสิทธิ์การจองไปยัง Waiting List คนถัดไป โดยฟังก์ชันนี้ทำได้เฉพาะการจองตั๋วขบวนรถด่วนพิเศษ รถด่วน รถเร็ว และขบวนรถนำเที่ยวเท่านี้ หากมีข้อสงสัยเพิ่มเติม สามารถสอบถามได้ที่ การรถไฟแห่งประเทศไทย สายด่วน 1690 ได้เลยนะคะ สุดท้ายนี้ขอให้ทุกคนมีความสุขและสนุกในกับการเดินทางด้วยรถไฟไทยนะคะ^^ เครดิตภาพ ภาพปก : Facebook ทีมพีอาร์การรถไฟแห่งประเทศไทย ออกแบบและตกแต่งด้วย Canva.com ภาพ 1/ ภาพ 10 : เว็บไซต์การรถไฟแห่งประเทศไทย (https://www.railway.co.th) ภาพ 5 : ประเภทขบวนรถโดยสาร จาก https://www.railway.co.th ออกแบบและตกแต่งด้วย Canva.com ภาพ 2-4/ ภาพ 6-9 : ภาพหน้าจอโดยผู้เขียนบทความ ออกแบบและตกแต่งด้วย Canva.com เปิดประสบการณ์ความบันเทิงที่หลากหลายสุดปัง บน App TrueID โหลดเลย ฟรี !