9 ประโยชน์เชิงลึก จากการกักเก็บคาร์บอนในดิน ด้านสิ่งแวดล้อม เขียนโดย ภัคฒ์ชาลิสา จำปามูล ในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมาปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศ ได้เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจากการเผาไหม้เชื้อเพลิง การตัดไม้ทำลายป่า และกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่างๆ ทำให้คาร์บอนที่เคยถูกเก็บอยู่ใต้ดินหรืออยู่ในผืนป่าถูกปล่อยกลับสู่ท้องฟ้าในเวลาอันรวดเร็ว ที่ส่งผลให้เกิดภาวะโลกร้อนขึ้น สภาพอากาศแปรปรวนรุนแรงมากขึ้น ทั้งคลื่นความร้อน พายุฝนหนัก และภัยแล้งที่ยาวนานขึ้น ซึ่งคุณผู้อ่านรู้ไหมคะว่าปัญหานี้ไม่เพียงกระทบสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังสะเทือนถึงความมั่นคงทางอาหาร สุขภาพ และคุณภาพชีวิตของผู้คนทั่วโลกอีกด้วย ซึ่งแนวทางลดปัญหานี้ไม่ใช่เพียงแต่การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก จากภาคพลังงานหรืออุตสาหกรรมเท่านั้นค่ะ แต่ยังรวมถึงการดึงคาร์บอนส่วนเกินกลับมาเก็บไว้ในแหล่งกักเก็บตามธรรมชาติด้วย ซึ่งหนึ่งในแนวทางที่สำคัญที่ผู้เขียนอยากจะพูดถึงก็คือการกักเก็บคาร์บอนในดิน ไม่ว่าจะผ่านการปลูกต้นไม้ การฟื้นฟูพื้นที่สีเขียว และการดูแลดินให้มีอินทรียวัตถุเพิ่มขึ้นก็ตามนะคะ เพราะดินที่แข็งแรงสามารถทำหน้าที่เป็นคลังเก็บคาร์บอนใต้พื้นดินได้ จึงช่วยลดปริมาณคาร์บอนในอากาศไปพร้อมกับฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศได้ ซึ่งเป็นทางออกที่เชื่อมโยงการแก้ปัญหาโลกร้อนเข้ากับการดูแลฐานรากของชีวิตอย่างแท้จริงค่ะ ดังนั้นหากเราหันมาช่วยกันกักเก็บคาร์บอนไว้ในดิน เราจะได้ประโยชน์หลายาอย่างมากนะคะ ดังต่อไปนี้ 1. ลดก๊าซเรือนกระจกอย่างมีนัยสำคัญ การกักเก็บคาร์บอนในดิน คือ กระบวนการที่ต้นไม้และพืชดูดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากอากาศผ่านการเติบโตตามธรรมชาติค่ะ แล้วส่งต่อคาร์บอนลงสู่ดินผ่านราก ใบไม้ที่ร่วงหล่น และซากพืชที่ย่อยสลาย ที่กลายเป็นส่วนหนึ่งของดินที่อุดมสมบูรณ์ เมื่อคาร์บอนถูกเก็บสะสมอยู่ใต้ผืนดิน แทนที่จะสะสมอยู่ในบรรยากาศ ปริมาณก๊าซเรือนกระจกก็จะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ดินจึงทำหน้าที่เหมือนคลังเก็บคาร์บอนตามธรรมชาติที่ช่วยชะลอภาวะโลกร้อน พร้อมทั้งช่วยให้ดินร่วนซุย อุ้มน้ำได้ดี และเหมาะกับการเพาะปลูกมากขึ้น ซึ่งกระบวนการนี้เกิดขึ้นได้เองตามธรรมชาติ แต่จะยิ่งมีประสิทธิภาพมากขึ้นเมื่อมนุษย์ช่วยดูแลดินอย่างถูกวิธีนะคะ สำหรับคนทั่วไปในเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัวเลยค่ะ เพราะเราสามารถเริ่มต้นได้จากการปลูกต้นไม้ ปลูกผักสวนครัว ทำปุ๋ยหมักจากเศษอาหารในบ้าน แทนการทิ้งลงถังขยะ ลดการเผาใบไม้ หรือเลือกซื้อผลผลิตจากเกษตรกรที่ดูแลดินอย่างใส่ใจ เพราะทุกครั้งที่เราเพิ่มเศษพืชหรือปุ๋ยหมักลงในดิน ก็เท่ากับว่าเรากำลังช่วยดึงคาร์บอนกลับลงสู่พื้นโลก ถึงแม้จะเป็นการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ ในระดับครัวเรือนก็ตาม แต่หากเกิดขึ้นพร้อมกันในหลายชุมชน จะกลายเป็นพลังสำคัญที่ช่วยลดก๊าซเรือนกระจกได้อย่างมีนัยสำคัญ อีกทั้งยังทำให้ดินดีขึ้น อาหารปลอดภัยขึ้น และสิ่งแวดล้อมรอบตัวเราแข็งแรงขึ้นในระยะยาวค่ะ 2. ฟื้นฟูโครงสร้างดินและเพิ่มเสถียรภาพของหน้าดิน คุณผู้อ่านรู้ไหมคะว่า การกักเก็บคาร์บอนในดินช่วยฟื้นฟูโครงสร้างดินและเพิ่มความมั่นคงของหน้าดิน เพราะเมื่อมีเศษพืช ใบไม้ และอินทรียวัตถุสะสมอยู่ในดินมากขึ้น ดินจะจับตัวกันดีขึ้น กลายเป็นดินร่วนซุย ไม่แข็งแน่นหรือแตกร้าวง่าย ช่องว่างเล็กๆ ในดินทำให้อากาศและน้ำซึมผ่านได้สะดวก รากพืชจึงเติบโตได้ลึกและแข็งแรง โครงสร้างดินที่ดีเปรียบเหมือนโครงบ้านที่มั่นคง ช่วยพยุงหน้าดินไม่ให้ถูกลมหรือฝนชะล้างออกไปง่ายๆ เมื่อหน้าดินแข็งแรงการพังทลายของดินจะลดลง น้ำฝนไม่ไหลบ่าพาเอาดินดีๆ ลงสู่ลำคลองหรือแม่น้ำ พื้นที่เพาะปลูกจึงคงความอุดมสมบูรณ์ได้นานขึ้น และยังช่วยลดปัญหาตะกอนสะสมในแหล่งน้ำด้วย สำหรับคนทั่วไปการปลูกพืชคลุมดิน ไม่เผาเศษพืช และเติมปุ๋ยหมักลงในแปลงปลูก ล้วนเป็นวิธีง่ายๆ ที่ช่วยเสริมความแข็งแรงให้ดินใต้เท้าของเรา และสร้างฐานที่มั่นคงให้ระบบนิเวศในระยะยาวค่ะ 3. เพิ่มความสามารถในการอุ้มน้ำ และรับมือภัยแล้ง การกักเก็บคาร์บอนในดินมีส่วนช่วยเพิ่มความสามารถในการอุ้มน้ำค่ะ เพราะเมื่อดินมีอินทรียวัตถุสะสมมากขึ้น เนื้อดินจะร่วนซุยและมีช่องว่างเล็กๆ จำนวนมาก ทำให้น้ำฝนซึมลงดินได้ดีและถูกเก็บไว้ได้นานขึ้น แทนที่จะไหลบ่าทิ้งไปอย่างรวดเร็ว ดินที่ดีจึงทำหน้าที่เหมือนฟองน้ำธรรมชาติ ค่อยๆ ปล่อยความชื้นให้รากพืชดูดใช้ตามจังหวะการเติบโต จึงส่งผลให้พืชแข็งแรงและทนต่อสภาพอากาศที่แปรปรวนได้ดีขึ้น อีกทั้งเมื่อเกิดช่วงฝนทิ้งช่วงหรือภัยแล้ง ดินที่อุ้มน้ำได้ดีจะช่วยประคองต้นไม้และพืชอาหารให้รอดพ้นช่วงวิกฤต ลดความเสียหายต่อผลผลิต และลดความจำเป็นในการใช้น้ำเสริมมากเกินไป สำหรับคนทั่วไปการเติมปุ๋ยหมักลงดิน ปลูกพืชคลุมหน้าดิน และหลีกเลี่ยงการปล่อยให้ดินเปลือยโล่ง ล้วนเป็นวิธีง่ายๆ ที่ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้ดินในระยะยาว และเป็นการเตรียมความพร้อมรับมือภัยแล้งจากฐานรากของระบบนิเวศค่ะ 4. ลดความเสี่ยงน้ำท่วมแบบฉับพลัน การกักเก็บคาร์บอนในดินช่วยลดความเสี่ยงน้ำท่วมแบบฉับพลันได้ค่ะ เพราะดินที่มีอินทรียวัตถุสูงจะร่วนซุยและซึมน้ำได้ดี เมื่อฝนตกหนัก น้ำจึงค่อยๆ ซึมลงดินแทนที่จะไหลบ่าบนผิวหน้าอย่างรวดเร็ว ดินที่แข็งแรงทำหน้าที่เหมือนฟองน้ำผืนใหญ่ ช่วยดูดซับและกักเก็บน้ำไว้ชั่วคราว ก่อนจะปล่อยลงสู่ชั้นลึกอย่างช้าๆ กระบวนการนี้ช่วยชะลอปริมาณน้ำที่ไหลลงสู่ลำคลองหรือพื้นที่ลุ่มในเวลาเดียวกัน จึงลดโอกาสเกิดน้ำท่วมฉับพลันได้อย่างมีนัยสำคัญนะคะ โดยในสถานการณ์จริงเราต้องไม่ปล่อยให้ดินเปลือยโล่งค่ะ ซึ่งการปลูกพืชคลุมดิน การเติมปุ๋ยหมัก และการปลูกต้นไม้เพิ่มในพื้นที่ว่าง ล้วนมีส่วนช่วยให้ดินดูดซับน้ำได้มากขึ้น สำหรับชุมชนหรือพื้นที่รอบเมือง หากมีพื้นที่สีเขียวที่ดินแข็งแรงเพียงพอ ก็จะช่วยรองรับน้ำฝนปริมาณมากในช่วงสั้นๆ ได้ดีขึ้นนะคะ และเป็นการป้องกันน้ำท่วมจากต้นทาง และสร้างความปลอดภัยให้ผู้คนปลายน้ำในระยะยาวได้ 5. เสริมความหลากหลายทางชีวภาพในดิน รู้ไหมคะว่าการกักเก็บคาร์บอนในดินช่วยเสริมความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตใต้ผืนดิน เพราะเมื่อดินมีเศษพืชและอินทรียวัตถุสะสมมากขึ้น ก็จะกลายเป็นแหล่งอาหารสำคัญของจุลินทรีย์ ไส้เดือน แมลงตัวเล็กๆ และสิ่งมีชีวิตอีกมากมาย ซึ่งดินที่อุดมสมบูรณ์จึงไม่ใช่เพียงที่ยึดเกาะของรากพืช แต่เป็นระบบนิเวศขนาดย่อมที่มีชีวิตเคลื่อนไหวตลอดเวลา เพราะสิ่งมีชีวิตดังกล่าวช่วยย่อยสลายเศษซาก เพิ่มธาตุอาหาร และทำให้ดินร่วนซุย จึงส่งผลให้พืชเติบโตแข็งแรงโดยธรรมชาติค่ะ ลองนึกภาพว่าเมื่อความหลากหลายใต้ดินเพิ่มขึ้น ระบบนิเวศก็มีความสมดุลมากขึ้น ลดโอกาสการระบาดของโรคพืชบางชนิด และลดการพึ่งพาสารเคมีในการเกษตร สำหรับคนทั่วไปการเติมปุ๋ยหมัก หลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีรุนแรง และปลูกพืชหลายชนิดหมุนเวียนกัน ล้วนมีส่วนช่วยสร้างบ้านที่เหมาะสมให้สิ่งมีชีวิตในดิน เมื่อดินมีชีวิต ระบบนิเวศเหนือดินก็แข็งแรงตามไปด้วย ที่เป็นฐานสำคัญของอาหารและสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืนค่ะ 6. ฟื้นฟูพื้นที่เสื่อมโทรม การกักเก็บคาร์บอนในดินมีบทบาทสำคัญในการฟื้นฟูพื้นที่เสื่อมโทรมค่ะ ไม่ว่าจะเป็นดินที่ถูกใช้เพาะปลูกหนักเกินไป ถูกชะล้างหน้าดิน หรือปล่อยทิ้งร้างจนแข็งกระด้าง โดยเมื่อมีการเติมอินทรียวัตถุลงไปอย่างต่อเนื่อง ดินจะค่อยๆ กลับมาร่วนซุย มีชีวิต และอุ้มน้ำได้ดีขึ้น รากพืชสามารถหยั่งลึกลงไปได้มากขึ้น ทำให้พืชตั้งตัวได้แม้ในพื้นที่ที่เคยแห้งแล้งหรือขาดความอุดมสมบูรณ์ การสะสมคาร์บอนในดินจึงเปรียบเสมือนการเติมพลังชีวิตกลับคืนสู่ผืนดินที่อ่อนล้าค่ะ ในทางปฏิบัติการปลูกพืชคลุมดิน การปลูกต้นไม้เพิ่ม การใช้ปุ๋ยหมัก และการหลีกเลี่ยงการไถพรวนบ่อยครั้ง เป็นวิธีที่ช่วยให้ดินฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปได้ โดยเมื่อดินกลับมาแข็งแรง พื้นที่นั้นก็สามารถกลับมาเป็นแหล่งผลิตอาหาร พื้นที่สีเขียว หรือแหล่งดูดซับน้ำฝนได้อีกครั้ง ที่นอกจากจะช่วยลดก๊าซเรือนกระจกแล้ว ยังช่วยคืนความสมดุลให้ภูมิทัศน์และสร้างประโยชน์ต่อชุมชนในระยะยาวค่ะ 7. ลดความเป็นกรดและปรับสมดุลธาตุอาหาร การกักเก็บคาร์บอนในดินช่วยลดความเป็นกรดและปรับสมดุลธาตุอาหารได้ค่ะ เพราะเมื่อดินมีอินทรียวัตถุเพิ่มขึ้น ดินจะมีความสามารถในการรักษาความสมดุลตามธรรมชาติได้ดีขึ้น อินทรียวัตถุช่วยดูดซับและค่อยๆ ปล่อยธาตุอาหารที่จำเป็นให้พืชใช้อย่างพอเหมาะ ไม่มากหรือน้อยเกินไป อีกทั้งยังช่วยลดความเป็นกรดที่อาจเกิดจากการใช้ปุ๋ยเคมีหรือการชะล้างของฝน ทำให้สภาพดินเหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของพืชมากขึ้น เมื่อดินมีความสมดุล ธาตุอาหารจะไม่สูญเสียไปกับน้ำฝนง่ายๆ ลดการไหลลงสู่แหล่งน้ำซึ่งอาจก่อให้เกิดปัญหาน้ำเสียได้ สำหรับคนทั่วไปการเติมปุ๋ยหมัก ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ และหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีอย่างหนัก เป็นวิธีง่ายๆ ที่ช่วยรักษาสมดุลดินในระยะยาว ที่โดยสรุปแล้วดินที่สมดุลจึงไม่เพียงทำให้พืชแข็งแรง แต่ยังช่วยปกป้องระบบนิเวศรอบข้างให้ปลอดภัยและยั่งยืนมากขึ้นค่ะ 8. สนับสนุนระบบนิเวศคาร์บอนเชื่อมโยงทั้งผืนป่าและเกษตร การกักเก็บคาร์บอนในดินช่วยสนับสนุนระบบนิเวศทั้งผืนป่าและพื้นที่เกษตรค่ะ เพราะดินคือจุดเชื่อมสำคัญระหว่างต้นไม้ พืช สัตว์ และสิ่งมีชีวิตเล็กๆ ใต้ดิน ลองนึกภาพตามค่ะว่า ในผืนป่าใบไม้ที่ร่วงหล่นและรากไม้ที่แผ่ขยายลงดินจะสะสมอินทรียวัตถุอย่างต่อเนื่อง ทำให้ดินอุดมสมบูรณ์และเก็บคาร์บอนไว้ได้ยาวนาน ในขณะที่หากพื้นที่เกษตรมีการดูแลดินอย่างเหมาะสม เช่น ปลูกพืชหมุนเวียน ไม่ปล่อยหน้าดินโล่ง และเติมปุ๋ยหมัก ดินก็จะสามารถสะสมคาร์บอนและฟื้นฟูตัวเองได้เช่นเดียวกัน จึงเกิดความเชื่อมโยงของการดูดซับคาร์บอนตั้งแต่ป่าต้นน้ำไปจนถึงพื้นที่เพาะปลูกค่ะ ดังนั้นเมื่อทั้งผืนป่าและพื้นที่เกษตรมีดินที่แข็งแรง ระบบนิเวศโดยรวมก็จะมั่นคงมากขึ้น ป่าช่วยรักษาต้นน้ำและความชุ่มชื้น ส่วนพื้นที่เกษตรที่ดินดีจะผลิตอาหารได้อย่างยั่งยืน โดยทั้งสองส่วนทำงานเกื้อหนุนกันผ่านดินที่มีชีวิต สำหรับคนทั่วไปการสนับสนุนสินค้าจากเกษตรกรที่ดูแลดิน ปลูกต้นไม้เพิ่ม และเห็นคุณค่าของพื้นที่สีเขียวรอบตัว คือการมีส่วนร่วมในระบบนิเวศคาร์บอนที่เชื่อมโยงกันทั้งภูมิทัศน์ ซึ่งเป็นการดูแลโลกจากรากฐานที่มองไม่เห็นแต่สำคัญอย่างยิ่งค่ะ 9. สร้างความยืดหยุ่นต่อวิกฤตภูมิอากาศในระยะยาว การกักเก็บคาร์บอนในดินช่วยสร้างความยืดหยุ่นต่อวิกฤตภูมิอากาศในระยะยาวค่ะ เพราะดินที่อุดมสมบูรณ์ทำหน้าที่เป็นฐานของระบบนิเวศ โดยเมื่อดินมีอินทรียวัตถุสูงจะอุ้มน้ำได้ดี ทนต่อทั้งฝนหนักและช่วงแล้ง ลดการพังทลาย และช่วยให้พืชฟื้นตัวได้เร็วหลังเผชิญกับสภาพอากาศรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นคลื่นความร้อน พายุ หรือฝนทิ้งช่วง ดินที่แข็งแรงจึงเปรียบเหมือนเกราะป้องกันธรรมชาติ ที่ช่วยลดความเสียหายและประคองความมั่นคงของอาหารและพื้นที่สีเขียวนะคะ ในระยะยาวเมื่อดินสามารถกักเก็บคาร์บอนได้มากขึ้น ปริมาณก๊าซเรือนกระจกในบรรยากาศก็มีแนวโน้มลดลง ขณะเดียวกันชุมชนก็มีทรัพยากรที่พร้อมรับมือกับความผันผวนของสภาพอากาศมากขึ้นค่ะ สำหรับคนทั่วไปการดูแลดินผ่านการปลูกต้นไม้ ทำปุ๋ยหมัก ลดการใช้สารเคมี และสนับสนุนเกษตรที่ใส่ใจดิน คือการลงทุนระยะยาวให้กับความมั่นคงของโลก เพราะดินที่มีชีวิตวันนี้ คือรากฐานของความยืดหยุ่นในวันข้างหน้า จากสิ่งที่ผู้เขียนได้นำเสนอไว้นั้นจะเห็นได้ว่า ประเด็นสำคัญในชีวิตจริง คือ การดูแลดินให้สามารถกักเก็บคาร์บอนได้ดี เพราะคือการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ต้นทาง จากที่ดินที่อุดมสมบูรณ์ช่วยลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกในอากาศ ช่วยดูดซับน้ำฝน ลดความรุนแรงของน้ำท่วม และเก็บความชื้นไว้ใช้ในช่วงแล้ง นอกจากนี้ยังช่วยให้พืชแข็งแรง ลดการพึ่งพาสารเคมี และรักษาความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศ โดยเมื่อเรามองภาพใหญ่ของเรื่องนี้ดีๆ จะพบว่าดินที่มีชีวิตคือรากฐานของความมั่นคงทางอาหาร สุขภาพของผู้คน และความปลอดภัยของชุมชนในยุคที่สภาพอากาศผันผวนมากขึ้นเรื่อยๆ ค่ะ และสำหรับการนำไปปรับใช้จริงสามารถเริ่มได้จากระดับครัวเรือนเลยค่ะ เช่น แยกเศษอาหารมาทำปุ๋ยหมักเพื่อนำกลับไปใส่ต้นไม้ ปลูกผักสวนครัวหรือไม้ยืนต้นในพื้นที่ว่าง คลุมดินด้วยใบไม้แห้งแทนการปล่อยให้หน้าดินโล่ง และหลีกเลี่ยงการเผาเศษพืช หากขยับไปสู่ระดับชุมชน อาจร่วมกันทำแปลงผักอินทรีย์ ปลูกต้นไม้เพิ่มในพื้นที่สาธารณะ หรือสนับสนุนตลาดที่รับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรที่ดูแลดินอย่างยั่งยืน เพราะการกระทำเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้เมื่อเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง จะช่วยเพิ่มการกักเก็บคาร์บอนในดิน ลดก๊าซเรือนกระจก และสร้างความยืดหยุ่นให้สังคมในระยะยาวได้นะคะ ที่โดยส่วนตัวแล้วตอนนี้เองผู้เขียนก็ได้ยกระดับแปลงผักหรือพื้นที่ปลูกต้นไม้ของตัวเองเหมือนกัน โดยช่วงแรกก็ปลูกด้วยดินธรรมดาๆ ที่หาได้ก่อน แต่ตอนนี้ได้เพิ่มไบโอชาร์ลงไป ไบโอชาร์คือคาร์บอนในรูปของแข็งที่ได้จากกระบวนการจำกัดออกซิเจน ที่ย่อยสลายตัวได้ช้า ช่วยในเรื่องของการกักเก็บความชื้น การเพิ่มที่อยู่ให้จุลินทรีย์ในดิน และเพิ่มอินทรียวัตถุในดินได้ด้วย สำหรับเศษอาหารนั้นตอนนี้ผู้เขียนเก็บไปทำปุ๋ยหมักหมดค่ะ เพราะตอนนี้มีท่อปูนหนึ่งท่อเหลือเลยนำมาเป็นที่รวบรวมเทเศษอาหารให้หมักเป็นปุ๋ยเลย ที่ปกติการปลูกพืชของผู้เขียนไม่ได้ใช้ยาฆ่าแมลงเลยค่ะ และอยากจะบอกทุกคนว่าการไม่ใช้สารเคมีเลย เรายังได้ผักมากินนะคะ และอย่าไปเชื่อสูตรสำเร็จในการปลูกผักมากเกินไป เพราะบางทีคนคิดสูตรมาให้ เขาหวังจะขายสารเคมีแรงๆ ด้วย ซึ่งสมัยก่อนผู้เขียนก็เคยคิดว่าจำเป็น แต่พอมาปลูกเองไม่เห็นต้องซื้อเลยค่ะ แต่สิ่งที่ผู้เขียนเน้นเลยคือการทำดินให้มีชีวิต และหลักฐานอีกอย่างที่ล่าสุดได้ยินมาคือ ป้ามาในจุดที่ผู้เขียนปลูกผัก ปลูกกุหลาบและอื่นๆ ไว้ ป้าบอกว่าทำไมที่นี่งามมาก ของป้าไม่งามเลย ไม่รู้เป็นอะไร ทั้งๆ ที่คุณผู้อ่านรู้ไหมคะว่าพื้นที่ของป้ากับผู้เขียนติดกัน แสดงว่าเป็นที่ดิน ดังนั้นลองดูค่ะทุกคน ลองทำอะไรสักอย่างที่เราทำได้ ลองทำอะไรที่เป็นอะไรจากจุดง่ายๆ ใกล้ตัว ที่อาจเป็นแค่การบดเปลือกไข่ดิบหยาบ แล้วขุดหลุมในกระถางต้นไม้หรือห่างจากโคนต้นไม้หนึ่งคืบ ขุดลึกประมาณ 5 เซนติเมตร จากนั้นใส่เปลือกไข่ลงไปนิดหน่อย แล้วกลบด้วยดิน เพราะการทำแบบนี้นอกจากจะเป็นการเปลี่ยนขยะมาเป็นทรัพยากรแล้ว สิ่งที่เราจะได้แน่นอนคือการเพิ่มช่องว่างในดินระหว่างปลูกพืชค่ะ #ลดการปล่อยคาร์บอน #ลดมลพิษ #ลดโลกร้อน #อนามัยสิ่งแวดล้อม #สิ่งแวดล้อมน่ารู้ เครดิตรูปภาพประกอบบทความ รูปภาพทำหน้าปก ถ่ายภาพโดย Jannoon028 จาก FREEPIK และออกแบบหน้าปกโดยผู้เขียน ใน Canva รูปภาพประกอบเนื้อหา ถ่ายภาพโดยผู้เขียน เกี่ยวกับผู้เขียน ภัคฒ์ชาลิสา จำปามูล จบการศึกษา: พยาบาลศาสตรบัณฑิต จากวิทยาลัยพยาบาลศรีมหาสารคาม กระทรวงสาธารณสุข และสาธารณสุขศาสตรมหาบัณฑิต (อนามัยสิ่งแวดล้อม) จากมหาวิทยาลัยขอนแก่น มีความสนใจและประสบการณ์เกี่ยวกับ: สุขภาพ จิตวิทยาเชิงบวก การบำบัดน้ำเสียและกำจัดสิ่งปฏิกูล 9 แนวทางเพิ่มธรรมชาติในเมือง จุดเปลี่ยนสำคัญด้านสิ่งแวดล้อม 9 แนวทางลดการปล่อยคาร์บอน แบบง่ายๆ ด้วยการกักเก็บไว้ในดิน 9 แนวทางใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน เพื่อลดผลกระทบในสิ่งแวดล้อม เปิดประสบการณ์ความบันเทิงที่หลากหลายสุดปัง บน App TrueID โหลดเลย ฟรี !