แค่เห็นชื่อหนังสือหลายคนคงสะดุ้งหรือไม่ก็เบือนหน้าหนี แต่นี่คือหนังสือจิตวิทยาพัฒนาตัวเองที่ใช้สำนวนการเขียนที่แสบสันได้ใจจนติดอันดับขายดี New York Times Bestseller มาแล้ว ผลงานการเขียนของ Mark Manson ใครที่รู้สึกคุ้นๆก็คงจะนึกออกว่าเขาเคยเขียนหนังสือแนวนี้มาแล้วเล่มหนึ่ง ปกสีส้ม (ชีวิตติดปีกด้วยศิลปะแห่งการช่างแ_่ง) ด้วย Concept เดียวกัน สำนวนการเขียนแบบกระตุกจิตกระชากใจ แต่ยังคงประเด็นสำคัญที่เราเลือกจะปฏิเสธ อันที่จริง ...แนวคิดของเขาน่าสนใจในเชิงจิตวิทยาและความคิดที่ฝังรากลึกแบบผิดๆ ความรู้ความประทับใจในมุมมองของครีเอเตอร์ 1.ความไร้ความหวังคือบ่อเกิดของความวิตกกังวล อาการป่วยทางจิตภาวะซึมเศร้า และการเสพติดทุกรูปแบบ โรควิตกกังวลคือความกลัวต่ออนาคตที่ล้มเหลว โรคซึมเศร้าคือการเชื่อว่าอนาคตนั้นไร้ความหมาย คนที่เสพติดก็เพราะความหวังของเขามันแห้งขอด จนจิตใจพยายามสร้างความหวังขึ้นมาสนองความโหยหา แม้เพียงนิดเดียวก็ยังดี เพื่อหนีจากความอ้างว้างของชีวิต คนเราจึงสร้างความหวังขึ้นมาทุกอย่างที่เราเข้าใจเกี่ยวกับตัวเราเองและโลกใบนี้ คือสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อรักษาความหวังเอาไว้ ดังนั้น ความหวังจึงเป็นเพียงสิ่งเดียวที่เราเต็มใจตายเพื่อมัน มันคือสิ่งที่เราเชื่อมั่น และถ้าไม่มีความหวัง ชีวิตเราก็ไม่มีความหมาย 2.การสร้างและการรักษาความหวังเอาไว้จำเป็นต้องมี 3 สิ่งด้วยกันนั่นคือ ความรู้สึกของการควบคุม การเชื่อในค่านิยมอะไรบางอย่าง และสังคม การควบคุม หมายถึง เรารู้สึกเหมือนกับเราควบคุมชีวิตของเราเองได้ และเรากำหนดโชคชะตาของเราได้ ค่านิยม หมายถึง การที่เราค้นหาอะไรสักอย่างที่สำคัญ พอให้เราพยายามเพื่อให้ได้สิ่งนั้นมา อะไรสักอย่างที่ดีขึ้น อะไรสักอย่างที่ควรค่าแก่ความพยายามสังคม หมายถึง การที่เราเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มคนที่มีค่านิยมในสิ่งเดียวกันกับเราและพยายามที่จะไขว่คว้าสิ่งเหล่านั้นมาให้ได้ 3.ถ้าไม่มีสังคม ถ้าไม่มีค่านิยม เราจะรู้สึกโดดเดี่ยวและค่านิยมของเราจะหมดความหมายก็เท่ากับไม่มีอะไรให้ตามหาและไขว่คว้า และถ้าไม่มีการควบคุม เราย่อมรู้สึกไร้พลังในการไขว่คว้าหาอะไรก็ตาม ดังนั้น ถ้าคุณขาดสิ่งหนึ่งจาก 3 สิ่ง คุณก็จะสูญเสียสิ่งที่เหลือไปด้วย แล้วคุณก็จะสูญเสียความหวังไป 4.จะเกิดอะไรขึ้นถ้าใครบางคน (หรืออะไรบางอย่าง) ทำให้เรารู้สึกแย่ แต่เราไร้ความสามารถในการเอาคืนหรือไกล่เกลี่ยไปตลอดกาล? มันก็จะกลายเป็นว่าเราเห็นมันเป็นเรื่องปกติ มันจะกลายเป็นความคาดหวังตามปกติของเรา มันจะแทรกซึมเข้าสู่ค่านิยมของเรา ถ้ามีใครบางคนชกเราและเราไม่สามารถชกกลับได้ ในที่สุดแล้ว สมองส่วนรู้สึกของเราก็จะประมวลผลและได้ข้อสรุปที่ต้องสะดุ้ง: เราสมควรถูกชก..เพราะถ้าเราไม่สมควรถูกชก เราก็น่าจะเอาคืนได้ จริงไหม? ถ้าเราเอาคืนไม่ได้ นั่นหมายความว่า ตัวเราเองต่ำต้อยกว่า หรือคนที่ชกเราสูงส่งกว่า 5.คนเรามีชีวิตเพื่อความหวัง และการที่จะมีความหวังนั้น คนเราจําเป็นต้อง...1) มองเห็นภาพอนาคตที่ดีขึ้น 2) เชื่อในตัวเองว่าเราควบคุมโชคชะตาได้มากเพียงพอที่จะไปให้ถึงอนาคตนั้น และ 3) มีสังคมที่จะร่วมกับเราในการเดินไปให้ถึงอนาคตนั้น 6.ถ้าเราขาดข้อใดข้อหนึ่งหรือทุกข้อเป็นเวลานานเกินไป เราจะสูญเสีย ความหวังและจมดิ่งลงสู่ความมืดมิดของความจริงที่ไม่น่าพิสมัย แต่คุณจะสังเกตเห็นปัญหาใหญ่ได้ข้อหนึ่ง นั่นคือ ความหวังเกิดจากการปฏิเสธ “สิ่งที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน” คนเราจะมีความหวังก็ต่อเมื่อ ปัจจุบันมันเฮงซวย และเราอยากเห็นอนาคตที่ดีขึ้น การจะมีความหวังได้นั้นเราจําเป็นจะต้องต่อต้านอะไรบางอย่าง 7.ชีวิตของเราทุกคนจึงต้องอยู่กับความทุกข์และความเจ็บปวดซ้้ำไปซ้ำมา คนเรามีชีวิตอยู่โดยขาดความหวังไม่ได้ แต่ความหวังนั้นจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อคุณไม่พอใจกับปัจจุบันของคุณ ความหวังจึงมาพร้อมกับความแย่เสมอ 8.นี่เป็นสาเหตุที่คนเราวิ่งไล่ตามความสุขหรือการหลุดพ้น แต่ไม่เคยค้นพบมันอย่างถาวรหรือแท้จริง คุณย้ายจากความหวังหนึ่งไปอีกความหวัง แต่ความหวังเหล่านั้นก็มาพร้อมปัญหาใหม่ๆ เหมือนการเล่นไล่จับที่ไม่มีวันจบสิ้น 9.ถ้าคุณอยากมีชีวิตที่มีความสุขอย่างแท้จริง คุณจะต้องมองไปไกลกว่าความหวัง นีทเชอมองว่าคําตอบก็คือ “อะมอร์ฟาติ” (Amor Fati) ซึ่งเป็นภาษาละตินที่ แปลว่า “จงรักชะตาชีวิตของคุณ" 10.อะมอร์ฟาติคือการยอมรับทุกสิ่งที่เราพบเจอในชีวิตโดยปราศจาก เงื่อนไข ทั้งความสําเร็จและความล้มเหลว ดีและไม่ดี ทุกข์และสุข มีสาระและ ไร้สาระ มันคือการที่คุณเติมเต็มความปรารถนาไม่ใช่ด้วยการแสวงหาสิ่งใหม่ แต่ด้วยการยอมรับในสิ่งที่คุณมีอยู่แล้ว ถ้าให้แปลเป็นภาษาชาวบ้านก็คือ จงอย่าหวังสิ่งที่ยังมาไม่ถึง แต่ให้ยอมรับในสิ่งที่เป็นอยู่แล้ว ยอมรับความทุกข์ที่มาพร้อมความสุข ยอมรับความไม่รู้ที่มาพร้อมสติปัญญา ยอมรับข้อจํากัดที่มาพร้อมโอกาส มองสิ่งต่างๆอย่างที่มันเป็น จากนั้น จงใช้ชีวิตให้เต็มที่โดยยอมรับ ข้อบกพร่องของคุณ ทําปัจจุบันให้ดีที่สุด และอย่าเพิ่งหวังสิ่งที่คุณยังไม่มี หรือยังมาไม่ถึง เทคนิคคือเราต้องไม่หวังถึงสิ่งที่ดีขึ้น แต่พัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นตามศักยภาพในปัจจุบันของเรา 11.เมื่อคุณใช้ชีวิตโดยไม่คาดหวังกับอนาคต คุณจะรักตนเองและคนอื่นมากขึ้น คุณจะเคารพตนเองและโลกยิ่งขึ้น คุณจะใช้ชีวิตทุกวันให้เหมือนเป็น วันสุดท้ายของชีวิต คุณจะรู้สึกเติมเต็มและอิ่มเอมใจ 12.การต่อรองกับกฎเกณฑ์และระเบียบทางสังคมช่วยให้เรากลายเป็นมนุษย์ที่มีชีวิตได้อย่างปลอดภัยบนโลกใบนี้ แต่ในที่สุดแล้ว เราก็จะตระหนักได้ว่า สิ่งสำคัญที่สุดของชีวิตไม่ได้มาจากการต่อรอง คุณคงไม่อยากจะต่อรองขอความรักจากพ่อ ขอความเป็นเพื่อนจากเพื่อน หรือความเคารพจากหัวหน้า การต่อรองให้ใครสักคนมารักหรือเคารพทำให้คุณรู้สึกทุเรศตัวเอง มันลดคุณค่าของคุณลงไป...ถ้าคุณต้องโน้มน้าวใครสักคนให้มารักคุณ ก็แสดงว่าคนคนนั้นไม่ได้รักคุณจริง ถ้าคุณต้องหลอกล่อใครสักคนให้มาเคารพคุณ ก็แสดงว่าคนคนนั้นไม่เคยเคารพคุณอยู่แล้ว ถ้าคุณต้องโน้มน้าวใครสักคนให้ไว้ใจคุณ แสดงว่าคนคนนั้นไม่ได้ไว้ใจคุณจริงๆ หรอก 13.สิ่งมีค่าและสำคัญที่สุดในชีวิตไม่มีทางได้มาจากการต่อรองแลกเปลี่ยน และการพยายามต่อรองให้ได้สิ่งนั้นมากลับเป็นการทำลายสิ่งนั้นลงในทันที คุณไม่สามารถตกลงต่อรองความสุขได้ มันเป็นไปไม่ได้เลยแต่กลับเป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่ชอบทำกัน คนที่ใช้ชีวิตด้วยการต่อรองและกฎเกณฑ์อาจประสบความสำเร็จในทางวัตถุก็จริง แต่คนกลุ่มนี้จะหลงทางและอ้างว้างในทางอารมณ์นั่นก็เพราะค่านิยมที่อยู่บนการต่อรองแลกเปลี่ยนนั้นนำไปสู่ความสัมพันธ์ที่ไม่จริงใจ 14.คนที่เคยถูกแกล้งในวัยรุ่นคือตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนมาก เด็กที่เคยถูกแกล้งมักจะโตมาเป็นผู้ใหญ่ที่คิดว่า ไม่มีทางที่จะมีใครมาชอบหรือเคารพตน โดยปราศจากเงื่อนไข และการจะได้มาซึ่งความรักนั้นจำเป็นต้องใช้บทสนทนาและการกระทำที่ถูกเตรียมมาเป็นอย่างดีเท่านั้น คุณต้องแต่งตัวแบบนี้ คุณต้องพูดจาแบบนั้น คุณต้องทำตัวแบบนี้ มิฉะนั้นล่ะก็ทุกคนจะเกลียดคุณ 15.ถ้าเราคอยแต่หลีกเลี่ยงความเจ็บปวด ความเครียด ความวุ่นวาย ความเศร้าโศก และความผิดพลาด เราจะกลายเป็นคนที่เปราะบาง เราจะ อดทนต่อเรื่องแย่ๆ ในแต่ละวันได้น้อยลง ชีวิตของเราจะหดเล็กลงเพื่อ รับมือกับแค่ส่วนเล็กๆ ของโลกใบนี้ที่เราพอจะรับไหว พร้อมเป็นสากล - แต่อย่าลืมว่าความเจ็บปวดจะอยู่กับเราเสมอ ไม่ว่าคุณจะเลือกเส้นทาง ชีวิตอย่างไร ไม่ว่าชีวิตจะ “ดี” หรือ “แย่” แค่ไหน คุณก็ยังต้องเจ็บปวดอยู่ดี แต่มันจะเป็นความเจ็บปวดที่พอทนได้ในที่สุด สรุปง่ายๆก็คือ Mark Manson กำลังจะบอกเราว่าทุกอย่างในชีวิตล้วนเป็นทุกข์ แต่ไม่ใช่เรื่องส่วนตัวอย่างการไม่มีเงินพอใช้ อกหัก ตกงาน หรือเสียบุพการี ต่อให้ชีวิตคนเราต่อให้มีทุกอย่างที่สมบูรณ์พร้อม หากมีเรื่องขัดใจเล็กๆน้อยๆ เราก็จะทุกข์มากอยู่ดี เพราะมันเป็นช่วงที่เราเปราะบางและทนกับสิ่งที่ขัดใจไม่ได้แล้ว ทว่านั่นก็ยังไม่ใช่เหตุผลของการไม่มีสิ่งดีๆในการพัฒนาชีวิตของมนุษยชาติ เราจำเป็นต้องเรียนรู้อีกมากเพื่อยอมรับชีวิตที่เป็นอยู่ของตัวเอง โดยไม่ตกหลุมพรางของศาสนา การเมือง ปรัชญาชี้นำโดยมีคนอื่นที่ได้ประโยชน์อยู่เบื้องหลัง สุดท้าย Mark ฝากทุกคนไว้ว่าอย่าหวังในสิ่งที่ดีขึ้น แต่จงเป็นสิ่งที่ดีขึ้นนั้นเสียเอง เป็นคนที่ดีขึ้น อดทนมากขึ้น มีวินัยมากขึ้น ถ่อมตนมากขึ้น นั่นคือสิ่งที่ดีที่สุดที่เราให้คำตอบได้ในตอนนี้ เครดิตภาพ ภาพปก โดย Snapwire จาก pexels.com ภาพที่ 1 และ 2 โดยผู้เขียน ภาพที่ 3 และ 4 โดย AI บทความอื่นๆที่น่าสนใจ รีวิวหนังสือ ชีวิตติดปีกด้วยศิลปะแห่งการช่างแ_่ง รีวิวหนังสือ ความจริงที่โหดร้ายจนห้ามพูด รีวิวหนังสือ MOVE HEAVEN AND EARTH เปิดประสบการณ์ความบันเทิงที่หลากหลายสุดปัง บน App TrueID โหลดเลย ฟรี !