รีเซต

ปราจีนฯ–ฉะเชิงเทรา จมหนัก! เร่งระบายน้ำลงอ่าวไทย

ปราจีนฯ–ฉะเชิงเทรา จมหนัก! เร่งระบายน้ำลงอ่าวไทย
TNN ช่อง16
8 ตุลาคม 2569 ( 12:30 )
9

สถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคตะวันออกและภาคกลางยังคงน่าเป็นห่วง หลายพื้นที่ยังมีน้ำท่วมสูงและมีมวลน้ำสะสมจำนวนมาก โดยเฉพาะปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา พระนครศรีอยุธยา และปทุมธานี ขณะที่รัฐบาลเร่งระดมเครื่องสูบน้ำและเรือผลักดันน้ำ เพื่อเร่งระบายมวลน้ำออกสู่อ่าวไทย แต่ยังต้องเผชิญข้อจำกัดสำคัญจากน้ำทะเลหนุนและทางระบายน้ำที่เป็นคอขวด

 

ที่จังหวัดปราจีนบุรี แม้สถานการณ์ในเขตอำเภอเมืองจะเริ่มมีสัญญาณดีขึ้น โดยระดับน้ำในแม่น้ำปราจีนบุรีที่สถานีวัดน้ำอำเภอเมือง เมื่อวันที่ 7 ต.ค. อยู่ที่ 4 เมตร 65 เซนติเมตร สูงกว่าตลิ่งบริเวณหน้าโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร 52 เซนติเมตร แต่ระดับน้ำเริ่มลดลงเฉลี่ยวันละประมาณ 5 เซนติเมตร ประชาชนบางส่วนยังต้องใช้เรือและรถยกสูงในการเดินทาง อย่างไรก็ตาม มวลน้ำจากพื้นที่ตอนบนได้ไหลต่อเนื่องลงสู่อำเภอบ้านสร้าง ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมขังครอบคลุมทั้ง 9 ตำบล 88 หมู่บ้าน มีประชาชนได้รับผลกระทบกว่า 9,200 ครัวเรือน พื้นที่การเกษตรได้รับความเสียหายอย่างหนัก โดยเฉพาะนาข้าวเกือบ 6,000 ไร่ รวมถึงบ่อเลี้ยงปลาและกุ้งกว่า 1,900 ไร่ ขณะที่ระดับน้ำในบางพื้นที่ยังเพิ่มสูงขึ้น ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องเร่งนำกำลังและสิ่งของบรรเทาทุกข์เข้าไปช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง


ภาพรวมทั้งจังหวัดปราจีนบุรี ยังคงมีพื้นที่ประสบอุทกภัย 7 อำเภอ 61 ตำบล ประชาชนได้รับผลกระทบกว่า 39,900 ครัวเรือน แม้พื้นที่ส่วนใหญ่ระดับน้ำเริ่มทรงตัวและมีแนวโน้มลดลง

 

ส่วนจังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งเป็นพื้นที่รองรับมวลน้ำจากปราจีนบุรี สถานการณ์ยังหนัก โดยมีน้ำท่วมครอบคลุมทั้ง 11 อำเภอ 93 ตำบล ประชาชนได้รับผลกระทบกว่า 63,000 ครัวเรือน โดยเฉพาะพื้นที่ตำบลบางกระเจ็ด ปากน้ำ และหัวไทร อำเภอบางคล้า ระดับน้ำสูงประมาณ 1–2 เมตร และบางจุดสูงเกือบถึงหลังคาบ้าน ชาวบ้านบางส่วนต้องใช้แผ่นโฟมเป็นพาหนะในการเดินทาง ขณะที่พื้นที่เกษตร บ่อกุ้ง บ่อปลา และสวนมะม่วง ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญ ถูกน้ำท่วมต่อเนื่องมานานกว่า 10 วัน เพิ่มความเสี่ยงต่อความเสียหายและการสูญเสียผลผลิต


รัฐบาลและกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจึงเร่งระดมเรือผลักดันน้ำ 80 ลำ ไปติดตั้งบริเวณปากแม่น้ำบางปะกง พร้อมเสริมเครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่ในจุดวิกฤต เพื่อเร่งผลักดันน้ำลงสู่อ่าวไทย แต่การระบายยังทำได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ เนื่องจากน้ำทะเลหนุนสูง ทำให้น้ำเอ่อล้นตลิ่งและดันย้อนเข้าสู่พื้นที่ชั้นใน ประกอบกับลำน้ำบางปะกงมีลักษณะคดเคี้ยว จึงกลายเป็นข้อจำกัดสำคัญในการระบายน้ำ

 

ขณะที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยเฉพาะพื้นที่ท้ายเขื่อนเจ้าพระยา ยังคงได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม แม้เขื่อนเจ้าพระยาจะเริ่มทยอยลดการระบายน้ำลงมาอยู่ที่ประมาณ 2,400 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที แต่พื้นที่ลุ่มต่ำหลายแห่งยังมีน้ำท่วมสูง เช่น ตำบลบางชะนี อำเภอบางบาล ซึ่งบางจุดน้ำสูงกว่า 1 เมตร และท่วมต่อเนื่องเกือบ 1 เดือน จนชาวบ้านเกือบ 30 ครอบครัวต้องย้ายออกจากบ้านไปอยู่ตามศูนย์พักพิง


ชาวบ้านยังเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาเปิดประตูระบายน้ำบริเวณประตูบางกุ้งและประตูวัดประสาท เพื่อเร่งระบายน้ำลงสู่ทุ่งรับน้ำ พร้อมติดตามความคืบหน้าเงินเยียวยา เนื่องจากหลายครอบครัวยังไม่สามารถกลับเข้าไปอยู่อาศัยและขาดรายได้จากผลกระทบของน้ำท่วม

 

ด้านจังหวัดปทุมธานี ซึ่งเป็นพื้นที่รับน้ำสำคัญรอยต่อกรุงเทพมหานคร ปัจจุบันมีพื้นที่ประสบอุทกภัยครอบคลุม 7 อำเภอ 60 ตำบล มีประชาชนได้รับผลกระทบกว่า 240,000 ครัวเรือน โดยเฉพาะหนองเสือ คลองหลวง และธัญบุรี ซึ่งหลายพื้นที่มีน้ำท่วมขังมานานกว่า 2 สัปดาห์ ระดับน้ำอยู่ที่ประมาณ 50 เซนติเมตรถึงกว่า 1 เมตร

 

กรมชลประทานจึงเร่งเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำบริเวณประตูระบายน้ำปากคลองรังสิตประยูรศักดิ์ จากเดิมที่สามารถสูบน้ำออกได้ประมาณ 84 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ด้วยการติดตั้งเครื่องสูบน้ำไฮโดรโฟลว์เพิ่มอีก 4 เครื่อง ทำให้เพิ่มกำลังการสูบน้ำได้เกือบ 100 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เพื่อเร่งระบายน้ำจากพื้นที่รังสิตลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา และเตรียมรองรับมวลน้ำจากนครนายก ปราจีนบุรี และฉะเชิงเทรา

 

ขณะเดียวกัน รัฐบาลอยู่ระหว่างบริหารจัดการเส้นทางน้ำ โดยจะชะลอการรับน้ำจากฝั่งตะวันออกไว้ก่อนจนกว่าระดับน้ำในพื้นที่รังสิตจะลดลง พร้อมใช้แนวคลองสายหลักและคลอง 13 ช่วยกระจายมวลน้ำออกไปยังพื้นที่กรุงเทพมหานครชั้นนอก เพื่อลดแรงกดดันต่อพื้นที่ปทุมธานี


ส่วนการเร่งระบายน้ำลงสู่อ่าวไทย รัฐบาลได้ลงพื้นที่ติดตามการทำงานของสถานีสูบน้ำเจริญราษฎร์ จังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งมีเครื่องสูบน้ำ 5 เครื่อง สามารถสูบน้ำรวมได้ 75 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และขณะนี้เดินเครื่องเต็มกำลัง แต่ยังพบปัญหาคอขวดบริเวณสะพาน เนื่องจากมีสิ่งกีดขวางทางน้ำ ทำให้มวลน้ำไหลเข้าสถานีสูบน้ำได้ช้ากว่าศักยภาพ จึงมีคำสั่งให้เร่งแก้ไขโดยเร็ว


รัฐบาลยังประสานกองทัพเรือนำเรือผลักดันน้ำเข้าประจำการบริเวณปากแม่น้ำบางปะกง เพื่อเพิ่มความเร็วในการผลักดันน้ำออกสู่อ่าวไทย หวังเปิดทางให้มวลน้ำจากพื้นที่ตอนบนไหลลงมาได้สะดวกมากขึ้น ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่กู้ภัยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังคงลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชน พร้อมเตรียมแผนอพยพในจุดเสี่ยง หากมีมวลน้ำไหลเข้ามาสมทบเพิ่มเติม

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง