รีเซต

ทิสโก้ คาดหุ้นไทยมีลุ้นแตะ 1,500 จุด มองรัฐบาลใหม่สร้างความเชื่อมั่น

ทิสโก้ คาดหุ้นไทยมีลุ้นแตะ 1,500 จุด มองรัฐบาลใหม่สร้างความเชื่อมั่น
ทันหุ้น
10 กุมภาพันธ์ 2569 ( 15:01 )
3

#ทันหุ้น-บล.ทิสโก้ มองดัชนีหุ้นไทยมีลุ้นแตะ 1,500 จุด ชี้เสถียรภาพรัฐบาลใหม่เป็นจุดเปลี่ยนความเชื่อมั่นประเทศ หนุนเศรษฐกิจ - ตลาดหุ้นฟื้น หากเร่งนโยบายแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างได้จริงทั้ง “หนี้สูง - ออมต่ำ - ผลิตภาพต่ำ” พร้อมเดินหน้าสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ และใช้ตลาดทุนให้เกิดประโยชน์ ขณะที่ TISCO ESU ประเมินเศรษฐกิจไทยปี 2569 แม้ฐานยังโตต่ำ 1.6% แต่มี Upside ขยับสู่ 1.8% หาก “คนละครึ่งพลัส 2” เดินหน้าได้ทันท่วงที รัฐบาลใหม่สามารถเร่งนโยบายเชิงโครงสร้างอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ ด้านนโยบายระยะยาวอาจใช้เวลาแต่นโยบายต้องตอบโจทย์ - มีแผนชัด - ตัวชี้วัดจับต้องได้ - คนทำงานจริงจัง

นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด เปิดเผยว่า จากการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งมีผลการนับคะแนนที่มีความชัดเจนมากขึ้น จากชัยชนะอย่างถล่มทลายของ “พรรคภูมิใจไทย” ที่มี “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ส่งผลให้บรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นตอบรับเชิงบวกอย่างชัดเจน

ตลาดหุ้นไทยตอบรับผลการเลือกตั้งอย่างร้อนแรง ท่ามกลางความคาดหวังว่า จะเกิดเสถียรภาพทางการเมืองเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี และรัฐบาลใหม่จะสามารถจัดตั้งได้อย่างรวดเร็ว มั่นคง และมีศักยภาพเพียงพอในการขับเคลื่อนนโยบายเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ

**ดัชนีมีลุ้นแตะ 1,500 จุดในปีนี้

นายไพบูลย์ มองว่า ดัชนีตลาดหุ้นไทยมีโอกาสปรับตัวขึ้นไปแตะระดับ 1,500 จุดภายในปีนี้ หากรัฐบาลใหม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนว่า เศรษฐกิจไทยมีศักยภาพกลับมาขยายตัวในระดับ 4% ต่อปี ในช่วงถัดไป แทนการเติบโตเฉลี่ยเพียงราว 2% ต่อปี ที่เกิดขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

“เงื่อนไขสำคัญคือ นโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลอนุทิน 2 จะต้องเป็นนโยบายที่ตอบโจทย์ปัญหาเชิงโครงสร้าง มีแผนปฏิบัติการที่ชัดเจน และสามารถเริ่มดำเนินการได้ทันที นักลงทุนต้องการเห็นนโยบายที่มุ่งแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบเศรษฐกิจไทยอย่างจริงจัง โดยเฉพาะปัญหาหนี้ที่อยู่ในระดับสูง อัตราการออมต่ำ ลงทุนต่ำ และผลิตภาพโดยรวมของเศรษฐกิจอยู่ในระดับต่ำ รวมถึงนโยบายที่ช่วยยกระดับศักยภาพของภาคการผลิตและภาคเกษตรกรรม ผ่านการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่”

**เร่งสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่

ขณะเดียวกัน รัฐบาลใหม่ควรเร่งผลักดันการสร้าง เครื่องยนต์เศรษฐกิจชุดใหม่ และส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย อาทิ อุตสาหกรรมดิจิทัล ยานยนต์แห่งอนาคต การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และการแพทย์ครบวงจร เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

ที่สำคัญที่สุด คือ นโยบายที่ใช้ ตลาดทุนเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่โมเดลเศรษฐกิจใหม่ ซึ่งการแก้ไขปัญหาสภาพคล่องในตลาดหุ้นไทยถือเป็นโจทย์เร่งด่วน โดยหนึ่งในแนวทางที่ตอบโจทย์ คือโครงการ TISA (Thailand Individual Savings Account) เพราะเป็นการให้สิทธิลดหย่อนภาษีเงินได้แบบถาวรสำหรับการลงทุนในตลาดหุ้นไทย ทั้งการลงทุนโดยตรงในหุ้นรายตัว และการลงทุนทางอ้อมผ่านกองทุนรวม

อย่างไรก็ตาม การออกแบบโครงการจำเป็นต้องสร้างแรงจูงใจอย่างแท้จริง เข้าใจง่าย และไม่มีเงื่อนไขซับซ้อนจนเป็นข้อจำกัด โดยควรแยกวงเงินออกจากการออมเพื่อการเกษียณอายุเดิม และกำหนดวงเงินให้สูงพอที่จะจูงใจการลงทุน ในระยะแรกควรมุ่งเป้าไปที่กลุ่มที่มีกำลังลงทุนสูง เพื่อสร้างแรงกระตุ้นให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

สุดท้าย รัฐบาลไม่ควรมองข้าม ผลของ Wealth Effect จากตลาดหุ้น ซึ่งสามารถสร้าง “แรงส่งทางเศรษฐกิจ” ช่วยฟื้นความเชื่อมั่นของภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ สนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในภาพรวมได้อย่างมีนัยสำคัญ

**เศรษฐกิจไทยเปราะบางโตต่ำสุดรอบหลายทศวรรษ

นายเมธัส รัตนซ้อน หัวหน้าฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ หรือ TISCO ESU กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2569 มีแนวโน้มขยายตัวได้เพียง 1.6% ซึ่งนับเป็นอัตราการเติบโตที่ต่ำที่สุดในรอบหลายทศวรรษ หากไม่นับรวมช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ สะท้อนถึงความอ่อนแอเชิงโครงสร้างที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง

ปัจจัยกดดันหลักมาจากการสูญเสียความสามารถในการแข่งขันของภาคการผลิตและภาคการท่องเที่ยว การเข้าสู่สังคมสูงวัย และการขาดแคลนแรงงานที่มีทักษะ ส่งผลให้ศักยภาพการเติบโตของประเทศลดลงจากระดับ 7.3% ก่อนวิกฤตต้มยำกุ้ง เหลือเพียง 2.3% ในปัจจุบัน ท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงจากภายนอกที่ยังไม่เอื้ออำนวย ไม่ว่าจะเป็นมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ และปัญหาข้อพิพาทชายแดน

**นโยบาย “10+” สร้างความหวังยกระดับศักยภาพประเทศ

อย่างไรก็ตาม ชัยชนะของพรรคภูมิใจไทยอย่างถล่มทลายในการเลือกตั้งรอบล่าสุด นำมาซึ่งความคาดหวังของนักลงทุนว่า อาจเห็นประเทศยกระดับศักยภาพการเติบโตกลับสู่ระดับ 3% ได้ ผ่านการผลักดันนโยบาย “10+” ที่ครอบคลุมทั้งการปฏิรูประบบราชการ แก้ไขปัญหาหนี้เรื้อรัง ฟื้นฟูความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ ปราบทุนเทา แก้ปัญหาทุจริต เพิ่มการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ลดภาระค่าครองชีพ ตลอดจนพัฒนาด้านการศึกษา และดูแลปัญหาเศรษฐกิจในระยะสั้นผ่านโครงการคนละครึ่งพลัส

ทั้งนี้ การดำเนินนโยบายยังต้องคำนึงถึงข้อจำกัดด้านการคลัง โดยปัจจุบันระดับหนี้สาธารณะอยู่ที่ราว 66% ต่อจีดีพี ซึ่งใกล้เคียงกรอบเพดานที่ 70% มากขึ้น ดังนั้น การยกเครื่องประเทศครั้งใหญ่นี้ จำเป็นต้องดำเนินควบคู่ไปกับการปฏิรูปการคลังครั้งใหญ่เช่นกัน ทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ การลดทอนรายจ่ายที่ไม่จำเป็น และการขยายฐานผู้เสียภาษีให้ครอบคลุมมากขึ้น เพื่อให้รัฐมีกระสุนด้านการคลังนำมาพัฒนาประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพในระยะต่อไป นอกจากนี้ ยังต้องคำนึงถึงอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศที่บริษัทจัดอันดับชั้นนำของโลกได้แสดงท่าทีกังวลผ่านการปรับลดมุมมองต่ออันดับเครดิตของประเทศไทยเป็นเชิงลบในปีที่ผ่านมา

แม้ในระยะสั้น เศรษฐกิจไทยยังเผชิญกับความท้าทายรอบด้าน และอาจขยายตัวได้เพียงแค่ใกล้เคียง 1% เท่านั้น ในช่วงครึ่งแรกของปี แต่ผลการเลือกตั้งที่พรรคภูมิใจไทยชนะอย่างท่วมท้น ทำให้เชื่อว่ากระบวนการในการจัดตั้งรัฐบาลจะแล้วเสร็จได้เร็วกว่าที่เคยประเมินไว้ และความต่อเนื่องของนโยบาย รวมไปถึงเสถียรภาพของรัฐบาลน่าจะช่วยให้การจัดทำร่างฯ งบประมาณปี 2570 ไม่เกิดความล่าช้ามากอย่างที่กังวล ซึ่งหากรัฐบาลสามารถเร่งรัดกระบวนการจัดทำงบฯ ได้จะถือเป็นหนึ่งในปัจจัยบวกต่อเศรษฐกิจไทยในช่วงปลายปี

**คนละครึ่งพลัส 2 ดัน GDP โต 1.8%

นอกจากนี้ การดูแลและกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงที่กำลังซื้ออ่อนแอถือเป็นสิ่งจำเป็น โดยคาดว่ารัฐบาลยังมีงบประมาณในงบกลางเหลืออยู่ราว 2.7 หมื่นล้านบาท แม้จะไม่ใช่วงเงินขนาดใหญ่ แต่ยังเพียงพอสำหรับการดำเนินโครงการคนละครึ่งเฟสสองตามที่เคยประกาศไว้ ซึ่งหากสามารถเดินหน้าได้ทันท่วงที คาดว่าจะช่วยหนุนให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ดีกว่าคาด จาก 1.6% เพิ่มขึ้นสู่ระดับ 1.8%

สำหรับภาพระยะยาว TISCO ESU มองว่า การแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างยังต้องใช้เวลา รวมถึงต้องอาศัยนโยบายที่ตอบโจทย์ แผนปฏิบัติการที่ชัดเจน ตัวชี้วัดที่จับต้องได้ และคนทำงานที่จริงจัง หากองค์ประกอบเหล่านี้ครบถ้วน จะช่วยดึงความเชื่อมั่นของทั้งภาคธุรกิจ ภาคประชาชน และนักลงทุนต่างชาติ ให้กลับมามองประเทศ และตลาดทุนไทยอย่างมีความหวังได้อีกครั้ง

ข่าวที่เกี่ยวข้อง