อยู่ ๆ สิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นกับคนไทยเราเข้าจนได้ เคยแต่อ่านจากข่าวต่างประเทศว่ามีเหตุกราดยิงที่นั่นที่นี่ แล้ววันนี้ก็เกิดขึ้นในประเทศไทยเข้าให้แล้ว แน่นอนว่าเป็นเรื่องใหม่ ที่ไม่มีใครคาดคิดได้ ไม่สามารถเตรียมการรับมือได้ แต่ในเมื่อครั้งนี้เกิดขึ้นแล้ว และมีการสูญเสียไปมากมายแล้ว บทเรียนของบทเรียนทั้งหลายเป็นเรื่องที่หลายฝ่ายต้องระดมกันมา เพื่อให้ทุกคนได้ศึกษาเรียนรู้ พร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินท่ามกลางความเจ็บปวดของโศกนาฏกรรม เหตุกราดยิงกลางเมืองที่จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งมีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตหลายราย และผลสรุปว่าทหารผู้ก่อเหตุนั้น กระทำการโดยเกิดจากแรงกดดันด้วยสาเหตุส่วนตัว จนได้ก่ออาชญากรรมสะเทือนขวัญในครั้งนี้ เราอาจจะได้ยินข่าวใกล้เคียงแบบนี้บ้างจากสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่นั่นมันต่างกันมาก เพราะที่นั่นถูกกำหนดให้เป็นพื้นที่สีแดง และมีความเข้มงวด สิ่งที่พอจะเก็บเกี่ยวเป็นประโยชน์ได้จากเหตุการณ์ครั้งนี้ นั่นก็คืออย่าได้ทำให้การตายเป็นเรื่องสูญเปล่า ศึกษา เรียนรู้ และหาทางป้องกันเหตุในอนาคตเสียตั้งแต่วันนี้เลยขอบคุณภาพประกอบจาก pxhereลองสมมุติสถานการณ์จำลองว่า หากเราคือคนนึงเลยที่ติดอยู่ในสถานการณ์แบบนั้น ตกอยู่ท่ามกลางคนร้ายที่มีทั้งอาวุธปืนกับกระสุนเป็นพันนัด ในต่างประเทศเขามีหลักสูตร RHF - Run/Hide/Fight ไว้ให้คนทั่วไปได้ศึกษาเรียนรู้ สำหรับพร้อมเผชิญสถานการณ์แบบที่ว่านี้ สิ่งที่ต้องทำเป็นสิ่งแรกเลยก็คือ RUN - วิ่ง หนีเอาชีวิตรอด วิ่งให้เร็วที่สุด วิ่งอย่างไม่คิดชีวิต อย่าไปกังวลกับทรัพย์สมบัติ ของมีค่า ชีวิตเป็นของมีค่าที่สุดแล้ว อย่ารอเป็นไทยมุง อย่าเฝ้าดูเหตุการณ์ หาทางออกจากที่เกิดเหตุให้เร็วที่สุดแต่หากหนีไม่ได้แล้ว เจอทางตัน หรือหาทางออกไม่เจอ สิ่งที่ต้องทำคือรวบรวมสติ ต่อจากนั้นก็คือ HIDE – หลบซ่อน ใช้สายตามองหาที่ซ่อนตัว เคลื่อนไปให้เงียบและเบาที่สุด หาจุดที่มีตู้ หรือโต๊ะใหญ่ ๆ บังร่างกายเอาไว้ ที่สำคัญปิดเสียงโทรศัพท์มือถือทันที แล้วก็ไม่ต้องเป็นนักสังเกตการณ์ทำตัวผลุบ ๆ โผล่ ๆ หากคนร้ายหรือคนก่อเหตุไม่เห็นเรา เขาก็จะเดินไปยังจุดอื่น อย่าลืมว่าเหตุกราดยิงแบบนี้ไม่ใช่เรื่องปกติ คนร้ายมีแรงจูงใจในการฆ่าเสมอขอบคุณภาพประกอบจาก pxhereหากวิ่งหนีก็ไม่ได้ หลบก็ไม่ทัน ทางเลือกที่เหลือก็คือ FIGHT - สู้ ก็ในเมื่อสถานการณ์มันบีบบังคับ เช่น คนร้ายไล่มาทัน หรือวิ่งไปวิ่งมาไปเจอคนร้ายเข้าอย่าจัง ทางสุดท้ายที่จะรอดคือสู้เท่านั้น อย่าลืมว่าคนร้ายกราดยิงคนบริสุทธิ์มาแล้ว ไม่ใช่คนปกติทั่วไปที่จะไปต่อรองเจรจาได้ ใช้ไหวพริบเข้าช่วย รวบรวมสติ หาช่องทางจู่โจม ตรงนี้จะใช้วิธีการอะไรก็ได้ให้เรามีชีวิตรอด เอานิ้วจิ้มตา ใช้ไม้ตี ใช้ปากกัด ฯลฯ นึกไว้เลยว่าถ้าไม่สู้ก็คือตายสถานเดียวบทเรียนจากเหตุการณ์ #กราดยิงโคราช ครั้งนี้มีหลายมิติ หลายเรื่องราวให้เราคนไทยได้ทบทวน เพื่อรับสถานการณ์ในอนาคต อย่างนึงเลยก็คือระบบป้องกันคลังอาวุธในค่ายทหาร ทำไมถึงมีการเข้าถึงได้ง่ายนัก แม้ว่าจะเป็นคนในก็ตาม การจัดเวรยามเฝ้าคลังอาวุธเพียงพอหรือไม่ การจัดเวรยามในค่าย การแจ้งเตือนดีพอหรือไม่ อย่าลืมว่าคนร้ายเอาอาวุธสงคราม ปืน กระสุน ขนใส่รถออกมาได้มากมาย นี่เป็นมาตรการนึงที่อาจจะต้องทบทวนกันเสียใหม่ขอบคุณภาพประกอบจาก pxhereอีกบทเรียนนึงคือ ไทยมุง ความอยากรู้อยากเห็น ไม่เข้าใครออกใคร แม้ในสถานการณ์เลวร้าย ทำให้บางครั้งบางคนก็ลืมตาย ขอให้ได้เข้าไปใกล้เหตุการณ์ให้มากที่สุด ทั้ง ๆ ที่ควรออกห่างจากเหตุการณ์ให้มากที่สุด จากการเข้าไปมุงดู หรือยากรู้อยากเห็น หรืออะไรก็ตาม มันก็ส่งผลเสียตามมาอีกหลาย ๆ เรื่อง นั่นก็คือตัวคุณเองอาจจะเข้าไปในวิถีคนร้าย หรือวิถีกระสุนเสียเอง จากไทยมุงก็จะกลายเป็นเหยื่ออีกราย หรือการเข้าไปมุงก็จะไปส่งผลถึงการทำงานของเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องที่ต้องมาคอยระวัง ดูแล และปฏิบัติงานได้อย่างยากลำบาก อีกบทเรียนนึงเลยก็คือ นักข่าวสาย Social Media รวมถึงผู้ใช้งาน Facebook, Twitter หรือ Application อื่น ๆ ที่พยายามมีส่วนร่วมกับเหตุการณ์ แชร์ภาพคน รายงานความเป็นไป หรือทำอะไรลงไปโดยไม่รู้เท่าทัน อย่างกรณี #กราดยิงโคราช นี้ผู้ก่อเหตุ ใช้ Facebook ขณะก่อเหตุไปด้วย เขาสนุกกับการใช้พื้นที่สื่อ การได้รับความนิยม ฯลฯ และผู้ใช้งานก็กลายเป็นร่วมสมคบคิด เผยแพร่ผลงานของเขาขณะก่อเหตุโดยไม่รู้ตัว หรือไม่ก็เป็นการแย่งกันแชร์ข่าว โดยไม่ตรวจสอบแหล่งที่มาให้ดี ทั้งข่าวปลอม ข่าวปั่น ข่าวเรียกยอดไลค์จากเพจที่ไม่เป็นทางการต่าง ๆ ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ทำงานและควบคุมสถานการณ์ยากลำบาก และส่งผลให้ผู้ตกอยู่ในสถานการณ์นั้น ๆ ยากลำบากตามไปด้วย ขอบคุณภาพประกอบจาก pxhereบทเรียนจากสื่อมวลชน ในสถานการณ์บีบคั้นเช่นนี้ การรายงานข่าวเป็นสวนหนึ่งของการปฎิบัติการด้วยเช่นกัน ความรอบคอบในการนำเสนอข่าวสารออกไปก็ยิ่งเป็นสิ่งจำเป็น โดยเฉพาะกรณีนี้ คนร้ายใช้งาน Social Media อยู่ตลอดเวลา นั่นก็เท่ากับว่าเขาติดตามข่าวสารตลอดเวลาเช่นกัน การนำเสนอข่าวที่ควรจะต้องทบทวนเลยคือการเสนอข่าวคนที่ติดอยู่ในสถานการณ์ รายงานความเคลื่อนไหวที่กระทบต่อการทำงานของเจ้าหน้าที่ และอาจทำให้ตัวประกันได้รับผลกระทบไปมากกว่าเดิม จากสถานการณ์ #กราดยิงโคราช ครั้งนี้ เราจะเห็นว่าขณะทุกอย่างยังดำเนินอยู่ สื่อมวลชนหลายสำนักก็แย่งกันโทรศัพท์สัมภาษณ์ญาติพี่น้องของตัวประกัน โทรศัพท์ไปสัมภาษณ์แม่ของผู้ก่อเหตุ บางรายที่ถูกโทรศัพท์ไปยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเกิดเหตุการณ์สะเทือนขวัญนี้ ขอบคุณภาพประกอบจาก pxhereแม้ว่าเหตุการณ์เลวร้ายครั้งนี้จะจบลงแล้ว แต่บทเรียนต่าง ๆ พึ่งเริ่มต้นขึ้น คนตาย ความตาย การเยียวยา ระบบป้องกัน บทบาท โครงสร้างต่าง ๆ เป็นเรื่องต้องเอากลับมาทบทวนกันใหม่ สังคมต้องตระหนักถึงเหตุการณ์ครั้งนี้ มองไปที่ข้อเท็จจริงให้มากที่สุด คนเล็กคนน้อยที่ทำงานในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็น ตำรวจ ทหาร อาสาสมัคร อปพร กู้ภัย รปภ.ในห้าง แพทย์ พยาบาล ฯลฯ ทุกคนควรได้รับการยกย่อง ทุกคนเป็นฮีโร่ของประชาชน และอย่าลืมว่าเรามีเหยื่อของเหตุการณ์ทั้งในรูปแบบบุคคล และโครงส้รางทางสังคมที่เป็นแรงจูงใจ ไม่มีใครอยากให้เกิดเหตุการณ์ครั้งต่อไปแน่นอน แต่ก็ไม่มีใครรู้อนาคตอีกเช่นเดียวกัน ทางเดียวที่จะระงับเหตุ และเผชิญกับสถานการณ์ได้ดีที่สุดก็คือต้องสรุปบทเรียนด้วยความจริงใจจากสถานการณ์ไม่คาดฝันในครั้งนี้ขอบคุณภาพปกจาก pxhere ขอบคุณข้อมูลจาก reportingonmassshootings.org