9 ข้อได้เปรียบ การสร้างระบบอาหารขนาดเล็กในบ้าน มีอะไรบ้าง เขียนโดย ภัคฒ์ชาลิสา จำปามูล สิ่งที่คนส่วนใหญ่มักมองข้ามเกี่ยวกับระบบอาหาร คือ เราไปคิดถึงเฉพาะตอนซื้อหรือกิน แต่ไม่ค่อยตั้งคำถามว่าอาหารเดินทางมาอย่างไร ใครควบคุมกระบวนการผลิต และเรามีบทบาทตรงไหนในระบบนั้น โดยความสะดวกของซุปเปอร์มาร์เก็ตทำให้ห่วงโซ่อาหารถูกซ่อนอยู่หลังชั้นวางสินค้า จนเราเผลอเชื่อว่าอาหารเป็นสิ่งที่มีพร้อมเสมอในทุกสถานการณ์ แต่ความจริงเป็นแล้วระบบอาหารคือโครงสร้างพื้นฐานของชีวิตประจำวันที่เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจ สุขภาพ และสิ่งแวดล้อมโดยตรงค่ะ การไม่มีส่วนร่วมแม้เพียงเล็กน้อย ทำให้ครัวเรือนจำนวนมากเปราะบางกว่าที่คิด เหมือนกับที่หลายพื้นที่บนโลกนี้กำลังเผชิญกับวิกฤตด้านอาหารนะคะ โดยในสถานการณ์ปัจจุบันที่โลกกำลังเผชิญกับความผันผวน ทั้งด้านสภาพภูมิอากาศ ต้นทุนพลังงาน และราคาสินค้าเกษตร ความมั่นคงทางอาหารจึงไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไปแล้ว ซึ่งระบบอาหารขนาดเล็กในบ้านกลายเป็นแนวคิดที่ทุกคนควรหันมาตระหนักมากขึ้น เพราะคือการกระจายความเสี่ยงลงสู่ระดับครัวเรือน ช่วยลดแรงกดดันจากความไม่แน่นอนภายนอก แม้จะเป็นการเปลี่ยนแปลงในระดับเล็กๆ แต่เมื่อหลายบ้านเริ่มปรับตัวพร้อมกัน ความมั่นคงของสังคมโดยรวมก็จะค่อยๆ แข็งแรงขึ้นจากฐานรากนะคะ และต่อไปนี้คือ 9 ข้อได้เปรียบของการสร้างระบบอาหารขนาดเล็กในบ้าน หากเราหันมาเริ่มลงมือทำอะไรสักอย่างเกี่ยวกับเรื่องนี้ค่ะ 1. เพิ่มความมั่นคงทางอาหาร การเพิ่มความมั่นคงทางอาหารผ่านระบบอาหารขนาดเล็กในบ้าน คือ ความได้เปรียบที่ทำให้ครัวเรือนมีแหล่งอาหารพื้นฐานของตนเอง ที่ไม่ต้องพึ่งพาตลาดหรือห่วงโซ่อุปทานภายนอกทั้งหมดค่ะ เพราะเมื่อเกิดวิกฤต เช่น ราคาผักผันผวน ภัยธรรมชาติ หรือเหตุการณ์ไม่คาดคิด เราจะยังมีผักสด สมุนไพร หรือแหล่งอาหารบางส่วนรองรับ ความมั่นคงนี้ไม่ได้หมายถึงการผลิตได้ครบทุกอย่างนะคะ แต่คือการมีกันชนทางอาหารที่ช่วยลดความเปราะบาง เพิ่มอำนาจในการเลือก และสร้างความสบายใจว่าอย่างน้อยครอบครัวสามารถดูแลตัวเองได้ในระดับหนึ่ง หากต้องการนำแนวคิดนี้มาปรับใช้ ควรเริ่มจากการประเมินว่าบ้านเราบริโภคอะไรเป็นประจำ แล้วเลือกปลูกพืชที่ให้ผลผลิตเร็ว ดูแลง่าย และเก็บเกี่ยวต่อเนื่องได้ เช่น ผักสวนครัวและสมุนไพรพื้นฐาน จากนั้นจัดพื้นที่ที่มีแสงเหมาะสม เตรียมดินคุณภาพดี และวางแผนปลูกแบบหมุนเวียนเพื่อให้มีผลผลิตสม่ำเสมอ ควบคู่กับการเรียนรู้การเก็บเมล็ดพันธุ์ การเพาะกล้า และการทำปุ๋ยหมักจากเศษอาหารในครัว เมื่อเริ่มเห็นผลผลิตชุดแรก ความมั่นคงทางอาหารจะไม่ใช่เพียงแนวคิดค่ะ แต่จะกลายเป็นทักษะและระบบที่ค่อยๆ แข็งแรงขึ้นจากการลงมือทำจริงของเราเอง 2. ได้อาหารสด ปลอดภัย และรู้ที่มา การได้อาหารสด ปลอดภัย และรู้ที่มา คือ ข้อได้เปรียบสำคัญของระบบอาหารขนาดเล็กในบ้านค่ะ เพราะเราสามารถควบคุมกระบวนการผลิตได้ตั้งแต่ต้นทาง ตั้งแต่การเลือกดิน เมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย ไปจนถึงวิธีดูแลรักษา จึงลดความเสี่ยงจากสารเคมีตกค้างและการปนเปื้อนในห่วงโซ่อุปทาน อีกทั้งอาหารที่เก็บจากต้นแล้วนำมาปรุงทันที ยังรักษาคุณค่าทางโภชนาการและความสดใหม่ได้ดีกว่าอาหารที่ผ่านการขนส่งและเก็บรักษาหลายวัน ซึ่งการรู้ที่มายังสร้างความมั่นใจและความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งขึ้นระหว่างผู้ปลูกกับอาหารที่บริโภค ถ้าหากต้องการปรับใช้แนวคิดนี้ในชีวิตจริง เราควรเริ่มจากการเลือกปลูกพืชที่ใช้บ่อยและดูแลง่าย เช่น ผักใบเขียวหรือสมุนไพรในครัว โดยเลือกเมล็ดพันธุ์ที่เชื่อถือได้ ใช้ดินและปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพดี และหลีกเลี่ยงสารเคมีกำจัดศัตรูพืชรุนแรง หมั่นสังเกตการเจริญเติบโตและเก็บเกี่ยวเมื่อถึงระยะเหมาะสม เพื่อให้ได้รสชาติและสารอาหารดีที่สุด ควบคู่กับการบันทึกหรือจดจำวิธีดูแลในแต่ละรอบการปลูก เมื่อทำต่อเนื่อง เราจะค่อยๆ พัฒนามาตรฐานความปลอดภัยของอาหารในบ้านได้ด้วยตัวเองค่ะ 3. ลดค่าใช้จ่ายระยะยาว การลดค่าใช้จ่ายระยะยาวเป็นข้อได้เปรียบที่เห็นผลชัด เมื่อระบบอาหารขนาดเล็กในบ้านดำเนินไปอย่างต่อเนื่องค่ะ และถึงแม้ว่าช่วงเริ่มต้นจะมีต้นทุนอุปกรณ์ ดิน หรือเมล็ดพันธุ์ แต่เมื่อพืชเริ่มให้ผลผลิตสม่ำเสมอ ค่าใช้จ่ายด้านผักสดและสมุนไพรที่ต้องซื้อบ่อยจะค่อยๆ ลดลง โดยเฉพาะพืชที่มีราคาสูงเมื่อเทียบกับปริมาณ เช่น ผักสลัด โหระพา กะเพรา นอกจากนี้การทำปุ๋ยหมักใช้เองและการเก็บเมล็ดพันธุ์ยังช่วยลดต้นทุนในรอบถัดไป ทำให้ระบบค่อยๆ พึ่งพาตนเองได้มากขึ้น ซึ่งเป็นการประหยัดที่ไม่ได้หวือหวาในทันที แต่สะสมผลประโยชน์ในระยะยาวค่ะทุกคน และถ้าหากว่าคุณผู้อ่านต้องการนำแนวคิดนี้ไปปรับใช้จริง ก็ให้เริ่มจากการคำนวณง่ายๆ ว่าครอบครัวซื้อผักชนิดใดบ่อยที่สุดและมีค่าใช้จ่ายเท่าใดต่อเดือน จากนั้นเลือกปลูกพืชที่ให้ผลผลิตเร็วและเก็บเกี่ยวได้หลายครั้งในต้นเดียว ลงทุนแบบพอเหมาะ ไม่จำเป็นต้องซื้ออุปกรณ์ราคาแพงในช่วงแรก ใช้ภาชนะที่มีอยู่และค่อยๆ ปรับปรุงเมื่อมั่นใจมากขึ้น ควบคู่กับการเรียนรู้การดูแลให้พืชแข็งแรงเพื่อลดการสูญเสีย เมื่อระบบเริ่มนิ่ง ค่าใช้จ่ายจะลดลงอย่างเป็นรูปธรรม และกลายเป็นความคุ้มค่าที่เติบโตไปพร้อมกับทักษะของผู้ปลูกค่ะ 4. ลดคาร์บอนฟุตพริ้นต์ การลดคาร์บอนฟุตพริ้นต์ผ่านระบบอาหารขนาดเล็กในบ้าน คือ ความได้เปรียบเชิงสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากการตัดขั้นตอนในห่วงโซ่อาหารออกไปหลายช่วงค่ะ เพราะอาหารในระบบอุตสาหกรรมมักผ่านการปลูกเชิงเดี่ยว การแปรรูป การบรรจุหีบห่อ และการขนส่งระยะไกลซึ่งใช้พลังงานจำนวนมาก เมื่อเราปลูกกินเองในบ้าน ระยะทางจากแปลงสู่จานแทบเป็นศูนย์ ลดทั้งการขนส่ง การใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติก และพลังงานในระบบทำความเย็น แม้จะเป็นการลดในระดับครัวเรือน แต่เมื่อทำอย่างต่อเนื่องและขยายผลในหลายบ้าน ผลรวมจะส่งผลเชิงบวกต่อระบบสิ่งแวดล้อมในภาพใหญ่นะคะ และหากต้องการปรับใช้แนวคิดนี้ที่บ้านของเราเอง ให้เริ่มจากการเลือกปลูกพืชที่เหมาะกับสภาพอากาศในพื้นที่เพื่อลดการใช้ทรัพยากรเกินจำเป็น ใช้วัสดุปลูกที่ยั่งยืนหรือทำปุ๋ยหมักจากเศษอาหารเพื่อลดขยะอินทรีย์ หลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีสังเคราะห์ที่มีคาร์บอนเข้มข้นสูง และพิจารณาใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น การรดน้ำช่วงเช้าหรือเย็นเพื่อลดการระเหย เมื่อเริ่มเห็นผลผลิตเล็กๆ ในบ้าน นั่นไม่เพียงหมายถึงอาหารสดค่ะ แต่ยังเป็นการลดปริมาณคาร์บอนที่จับต้องได้จากการลงมือทำจริงของเรา 5. เปลี่ยนขยะอินทรีย์เป็นทรัพยากร การเปลี่ยนขยะอินทรีย์เป็นทรัพยากร คือ ข้อได้เปรียบที่ช่วยปิดวงจรอาหารในระดับครัวเรือนค่ะ จากเดิมที่เศษผัก เปลือกผลไม้ หรือกากกาแฟถูกมองเป็นของเสียและกลายเป็นภาระของระบบจัดการขยะ แต่เมื่อเรานำกลับมาแปรรูปเป็นปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยน้ำชีวภาพ ขยะเหล่านั้นจะกลายเป็นธาตุอาหารให้ดินและพืช เกิดวงจรหมุนเวียนจากครัวสู่แปลงปลูกแล้วกลับมาสู่จานอาหารอีกครั้ง ที่นอกจากจะช่วยลดปริมาณขยะและกลิ่นในบ้านแล้ว ยังลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการย่อยสลายในหลุมฝังกลบ และลดการพึ่งพาปุ๋ยสังเคราะห์ในระยะยาวได้อีกด้วย โดยถ้าต้องการนำแนวคิดนี้ไปใช้จริง ก็ควรเริ่มจากการแยกขยะอินทรีย์ออกจากขยะทั่วไปอย่างชัดเจนค่ะ จากนั้นเลือกวิธีที่เหมาะกับพื้นที่ เช่น ทำปุ๋ยหมักแบบถังปิดในบ้าน ทำปุ๋ยหมักกองเล็กหลังบ้าน หรือทำปุ๋ยหมักแบบไม่พลิกกลับ สำหรับคอนโด ควรรักษาสมดุลระหว่างวัสดุเปียก คือ เศษผักผลไม้ และวัสดุแห้ง เช่น ใบไม้แห้ง กระดาษไม่เคลือบ เพื่อควบคุมกลิ่นและการย่อยสลาย เมื่อปุ๋ยเริ่มสมบูรณ์สามารถนำไปใช้กับผักสวนครัวได้ทันที ซึ่งนี่คือการเปลี่ยนของเหลือให้กลายเป็นต้นทุนการผลิตในระบบอาหารขนาดเล็กอย่างแท้จริงค่ะ 6. สนับสนุนสุขภาพกายและใจ การสนับสนุนสุขภาพกายและใจ คือ ข้อได้เปรียบที่ลึกกว่าการมีอาหารสดค่ะ เพราะกระบวนการปลูก ดูแล และเฝ้าสังเกตการเติบโตของพืช เป็นกิจกรรมที่เชื่อมโยงร่างกายกับธรรมชาติอย่างเป็นจังหวะสม่ำเสมอ การรดน้ำ พรวนดิน หรือเก็บเกี่ยว เป็นการเคลื่อนไหวเบาๆ ที่ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนโลหิต ขณะเดียวกันการได้สัมผัสดินและพื้นที่สีเขียวช่วยลดระดับความเครียด เพิ่มสมาธิ และสร้างความรู้สึกสำเร็จเล็กๆ ในแต่ละวันได้ ระบบอาหารขนาดเล็กจึงทำหน้าที่เหมือนพื้นที่ฟื้นฟูภายในบ้าน ที่บำรุงทั้งสุขภาพกายและความมั่นคงทางอารมณ์ไปพร้อมกันนะคะ และถ้าต้องการนำแนวคิดนี้ไปปรับใช้จริงในที่อยู่อาศัยของเรา ก็ให้เริ่มจากการจัดมุมปลูกเล็กๆ ที่เข้าถึงง่ายและมองเห็นได้ทุกวัน เพื่อให้การดูแลกลายเป็นกิจวัตร เช่น รดน้ำตอนเช้า เก็บใบที่พร้อมทานก่อนมาทำอาหาร หรือใช้เวลาสั้นๆ สังเกตการเปลี่ยนแปลงของต้นไม้ เลือกปลูกพืชที่ดูแลง่ายเพื่อลดความกังวลและเพิ่มความรู้สึกสำเร็จในระยะแรก เมื่อเกิดความคุ้นเคยแล้วค่อยขยายชนิดพืชหรือทดลองวิธีปลูกใหม่ๆ ซึ่งการให้เวลากับระบบเล็กๆ นี้อย่างสม่ำเสมอ จะค่อยๆ สร้างผลลัพธ์เชิงบวกต่อทั้งร่างกายและจิตใจโดยไม่รู้ตัวค่ะ 7. เป็นพื้นที่เรียนรู้สำหรับเด็ก การเป็นพื้นที่เรียนรู้สำหรับเด็ก คือ ข้อได้เปรียบที่ทำให้ระบบอาหารขนาดเล็กในบ้านกลายเป็นห้องเรียนธรรมชาติ โดยเด็กจะได้เห็นกระบวนการตั้งแต่เมล็ดเล็กๆ งอกเป็นต้นอ่อน เติบโต ออกดอก และให้ผลผลิต ได้ทำให้เข้าใจว่าอาหารไม่ได้เกิดขึ้นเอง แต่ต้องอาศัยดิน น้ำ แสง เวลา และการดูแล ซึ่งความเข้าใจเช่นนี้มีส่วนช่วยปลูกฝังความรับผิดชอบ ความอดทน และความเคารพต่อทรัพยากรธรรมชาติ อีกทั้งยังเชื่อมโยงเด็กกับอาหารที่ตัวเองกิน ทำให้เกิดทัศนคติเชิงบวกต่อผักและอาหารสดมากขึ้นด้วยค่ะ และถ้าจะนำแนวคิดนี้ไปใช้จริง ก็ควรเริ่มจากให้เด็กมีส่วนร่วมตั้งแต่ขั้นตอนง่ายๆ เช่น เลือกเมล็ดพันธุ์ ช่วยหยอดเมล็ด รดน้ำ หรือจดบันทึกการเติบโต เลือกพืชที่งอกเร็วและเห็นผลชัด เช่น ถั่วงอก ผักสลัด หรือทานตะวันอ่อน เพื่อสร้างแรงจูงใจในระยะแรก สามารถชวนเด็กตั้งคำถาม สังเกตความเปลี่ยนแปลง และทดลองเปรียบเทียบการดูแลแบบต่างๆ ได้ เพื่อฝึกทักษะคิดวิเคราะห์ เมื่อเด็กได้เก็บเกี่ยวและนำผลผลิตไปปรุงอาหารเอง ประสบการณ์จะยิ่งมีความหมายและกลายเป็นบทเรียนที่เชื่อมโยงทั้งวิทยาศาสตร์ โภชนาการ และความรับผิดชอบต่อโลกใบนี้ค่ะ 8. ปรับขนาดได้ตามพื้นที่ การปรับขนาดได้ตามพื้นที่ คือ ข้อได้เปรียบที่ทำให้ระบบอาหารขนาดเล็กเข้าถึงได้กับทุกครัวเรือนค่ะ ไม่ว่าเราจะอยู่บ้านเดี่ยว ทาวน์เฮาส์ หรือคอนโดมิเนียมก็ตาม เพราะหัวใจของระบบไม่ใช่ขนาดพื้นที่ แต่คือการออกแบบให้สอดคล้องกับข้อจำกัดที่มีอยู่ พื้นที่ระเบียงเล็กๆ ก็สามารถปลูกผักกระถางได้ ขอบหน้าต่างอาจเหมาะกับสมุนไพรที่ต้องการแสงแดด ส่วนผนังว่างสามารถติดตั้งชั้นปลูกแนวตั้งเพื่อใช้พื้นที่ในแนวสูง ซึ่งความยืดหยุ่นนี้ทำให้ใครก็เริ่มต้นได้ และค่อยๆ ขยายเมื่อมีความพร้อมมากขึ้น โดยไม่ต้องรอให้มีสวนขนาดใหญ่ก่อนค่ะ ถ้าหากต้องการนำแนวคิดนี้ไปใช้จริง ให้เริ่มจากสำรวจพื้นที่จริงก่อนว่าได้รับแสงแดดกี่ชั่วโมงต่อวัน มีพื้นที่แนวนอนหรือแนวตั้งมากกว่า จากนั้นเลือกชนิดพืชและรูปแบบภาชนะให้เหมาะสม เช่น กระถางเล็กสำหรับระเบียง ชั้นวางหลายระดับสำหรับพื้นที่จำกัด หรือแปลงยกสูงสำหรับบ้านที่มีลานดิน ควรเริ่มจากจำนวนไม่มากเพื่อให้ดูแลง่ายและประเมินผลได้ชัด เมื่อเราเข้าใจสภาพแวดล้อมของพื้นที่แล้ว จึงค่อยเพิ่มจำนวนหรือปรับรูปแบบค่ะ แล้วระบบอาหารจะค่อยๆ เติบโตไปพร้อมกับความเข้าใจพื้นที่ของเราเองนะคะ 9. สร้างความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจ การสร้างความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจ คือ ข้อได้เปรียบที่ทำให้ระบบอาหารขนาดเล็กในบ้านไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมปลูกผักค่ะ แต่เป็นกลไกกระจายความเสี่ยงในระดับครัวเรือน เพราะเมื่อเราผลิตอาหารบางส่วนได้เอง เราก็สามารถลดภาระค่าใช้จ่ายประจำ และลดความเปราะบางจากราคาสินค้าที่ผันผวนได้ หากมีผลผลิตเหลือยังสามารถแบ่งปัน แลกเปลี่ยน หรือขายในชุมชนเล็กๆ ได้ กลายเป็นรายได้เสริมขนาดย่อม ซึ่งความยืดหยุ่นนี้ไม่จำเป็นต้องใหญ่โตหรอกค่ะ แต่คือความสามารถในการปรับตัว มีทางเลือกมากกว่าหนึ่งทาง และไม่พึ่งพาแหล่งรายได้หรือแหล่งอาหารเพียงช่องทางเดียว และหากต้องการนำแนวคิดนี้ไปใช้นะคะ เราควรเริ่มจากสร้างระบบที่มั่นคงเพื่อบริโภคในครัวเรือนก่อน เมื่อผลผลิตสม่ำเสมอจึงค่อยวางแผนต่อยอด เช่น คัดเลือกพืชที่ตลาดต้องการในชุมชน แปรรูปง่ายๆ เพิ่มมูลค่า เช่น ทำชุดผักพร้อมปรุง หรือสมุนไพรอบแห้ง หรือสร้างเครือข่ายแลกเปลี่ยนกับเพื่อนบ้าน สิ่งสำคัญคือค่อยๆ ขยายตามศักยภาพ ไม่ลงทุนเกินตัว และบันทึกต้นทุนและผลผลิตเพื่อประเมินความคุ้มค่า เมื่อระบบเติบโตอย่างมีสติ ระบบอาหารเล็กๆ ในบ้านก็จะกลายเป็นฐานความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจที่มั่นคงขึ้นตามลำดับค่ะ ที่โดยสรุปแล้วหากต้องการเริ่มต้นระบบอาหารขนาดเล็กในบ้านอย่างเป็นรูปธรรม ควรเริ่มจากการประเมินทรัพยากรที่มีอยู่ก่อนค่ะ ทั้งพื้นที่ แสงแดด เวลา และงบประมาณ จากนั้นเลือกปลูกพืชที่บริโภคบ่อย ดูแลง่าย และให้ผลผลิตเร็ว เช่น ผักสวนครัวหรือสมุนไพรพื้นฐาน จัดมุมปลูกเล็กๆ ที่เข้าถึงสะดวกเพื่อให้การดูแลกลายเป็นกิจวัตรประจำวัน ควบคู่กับการแยกเศษอาหารทำปุ๋ยหมักเพื่อลดต้นทุนและสร้างวงจรหมุนเวียนในบ้าน ควรเริ่มจากขนาดเล็ก ทดลอง เรียนรู้ และค่อยๆ ขยายเมื่อมีความมั่นใจมากขึ้น โดยวิธีคิดแบบค่อยเป็นค่อยไปจะช่วยให้ระบบเติบโตอย่างยั่งยืนและไม่กลายเป็นภาระนะคะ ซึ่งระบบอาหารขนาดเล็กในบ้านไม่ใช่แค่เรื่องผักค่ะ แต่คือการสร้างความมั่นคง สุขภาพ และความยืดหยุ่นในระดับครัวเรือน ที่อาจไม่ทำให้โลกเปลี่ยนแปลงทันที แต่ถ้าหลายบ้านเริ่มพร้อมกัน ระบบอาหารทั้งสังคมจะค่อยๆ แข็งแรงขึ้น ซึ่งการลงมือปลูกเล็กๆ ในพื้นที่ของตนเองจึงไม่ใช่เพียงการผลิตอาหาร หากคือการร่วมสร้างวัฒนธรรมการพึ่งพาตนเองได้ ลดความเปราะบาง และเชื่อมโยงผู้คนกลับเข้าหาธรรมชาติอย่างมีความหมายนะคะ สำหรับผู้เขียนนั้นต้องบอกว่าตอนนี้ก็เริ่มค่ะ เริ่มให้คามสำคัญกับการสร้างระบบอาหารขนาดเล็กให้ตัวเอง โดยตอนนี้มีในส่วนของผักสวนครัวและสมุนไพรพื้นฐาน เช่น บรอกโคลีตอนนี้มี 2 ต้น กำลังจะเก็บได้ ที่ได้ปลูกมาตั้งแต่อากาศหนาวค่ะ ช่วงนี้ร้อนขึ้น แต่ด้วยความที่ผู้เขียนปลูกในที่มีแดดรำไรเลยได้ผลผลิต ไม่มีหนอนหรือแมลงเลยค่ะ ไม่ได้ฉีดยาฆ่าแมลงด้วย มีขึ้นฉ่ายที่ขยายให้เต็มแปลงแล้ว ตอนนี้ปลูกผักปลังเพิ่มแทนพื้นที่ที่ดึงต้นมะเขือออก และล่าสุดเพิ่งปลูกต้นหอมจากหัวหอม เพราะใช้บ่อยค่ะ โดยพื้นที่ที่ผู้เขียนไปปลูกผักไว้นี้อยู่ติดชายคานะคะ ง่ายๆ ค่ะ ก็ก่ออิฐขึ้นมาจากขอบเขตของตัวบ้านเลย จะคล้ายสวนล้อมบ้านเอาไว้ค่ะ เพราะผู้เขียนทำตลอดแนว แต่พืชที่ปลูกได้ในแต่ละฝั่งจะแตกต่างกันไป ฝั่งทางทิศตะวันออกปลูกดอกกุหลาบได้ เพราะต้องการแดดจัดครึ่งวัน ฝั่งทิศเหนือแดดน้อยตอนนี้มีสะระแหน่งามมากค่ะ ฝั่งติดตะวันตกแดดน้อยเพราะเจอร่มเงาจากต้นมะม่วง เลยปลูกชะพลู ใบบัวบก ก็งามอีกเหมือนกันค่ะ ส่วนทิศใต้มีแดดบ้างแต่ไม่มาก เลยแบ่งพื้นที่ส่วนหนึ่งเอาไว้วางต้นไม้ที่เพาะชำค่ะ คือถ้าจะพูดให้เห็นภาพนั้นผู้เขียนทำในส่วนที่ตัวเองทำได้เท่านั้นนะคะ แต่ไม่หยุด ทำต่อเนื่อง ต่อยอดและเชื่อมโยงค่ะ และจริงค่ะ มีผักไว้กิน แจกจ่ายให้เพื่อนบ้านและแบ่งขายได้ด้วย ซึ่งตอนแรกๆ ไม่ค่อยมีคนมาค่ะ แต่ตอนนี้ไม่รู้คนมาจากไหนเยอะมาก บ้างก็แวะมาซื้อมะพร้าวน้ำหอม บ้างก็แวะมาตากอากาศชมธรรมชาติ โดยบางคนก็มาดูแบบอย่างของการปลูกผักค่ะ ก็ลองดูค่ะทุกคน ลองเริ่มจากจุดที่เราทำได้ก่อนจะดีที่สุด และค่อยๆ เรียนรู้อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างระบบอาหารขนาดเล็กในครัวเรือนของเราเองนะคะ #FarmToTable #ความมั่นคงทางอาหาร #อาหารปลอดภัย #อนามัยสิ่งแวดล้อม #วิกฤตอาหารโลก เครดิตรูปภาพประกอบบทความ รูปภาพทำหน้าปก ถ่ายภาพโดย Jcomp จาก FREEPIK และออกแบบหน้าปกโดยผู้เขียน ใน Canva รูปภาพประกอบเนื้อหา ถ่ายภาพโดยผู้เขียน เกี่ยวกับผู้เขียน ภัคฒ์ชาลิสา จำปามูล จบการศึกษา: พยาบาลศาสตรบัณฑิต จากวิทยาลัยพยาบาลศรีมหาสารคาม กระทรวงสาธารณสุข และสาธารณสุขศาสตรมหาบัณฑิต (อนามัยสิ่งแวดล้อม) จากมหาวิทยาลัยขอนแก่น มีความสนใจและประสบการณ์เกี่ยวกับ: สุขภาพ จิตวิทยาเชิงบวก การบำบัดน้ำเสียและกำจัดสิ่งปฏิกูล 9 เทคนิคใช้เก็บของสด ลดโอกาสอาหารเน่าเสีย ช่วงอากาศร้อนขึ้น 9 ทริคเลือกผักสวนครัว ปลูกภายในบ้าน แบบไหนดี เข้ากับพื้นที่ 9 ทริคความมั่นคงทางอาหาร กับสภาพอากาศแปรปรวน และภาวะเศรษฐกิจ เปิดประสบการณ์ความบันเทิงที่หลากหลายสุดปัง บน App TrueID โหลดเลย ฟรี !