10 ปัญหาที่พบได้บ่อย ในระบบบำบัดน้ำเสียคลองวนเวียนโรงพยาบาล เขียนโดย ภัคฒ์ชาลิสา จำปามูล ระบบบำบัดน้ำเสียแบบคลองวนเวียนของโรงพยาบาล เป็นหนึ่งในระบบที่ถูกออกแบบมาให้รองรับการใช้งานต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง รองรับน้ำเสียที่มีความซับซ้อน ทั้งจากหอผู้ป่วย ห้องผ่าตัด ห้องปฏิบัติการ และกิจกรรมด้านการรักษาพยาบาล หากระบบนี้ทำงานได้ดีโรงพยาบาลจะสามารถควบคุมความเสี่ยงด้านสุขาภิบาลและสิ่งแวดล้อมได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่เมื่อใดที่ระบบเริ่มเสียสมดุล ปัญหาจะค่อยๆ ปรากฏตั้งแต่คุณภาพน้ำ กลิ่น ไปจนถึงความเชื่อมั่นของชุมชนรอบข้างค่ะ ซึ่งสิ่งที่น่าคิดอีกอย่างคือ ระบบคลองวนเวียนที่ดูเหมือนเรียบง่าย แต่กลับต้องอาศัยความเข้าใจเชิงระบบมากกว่าที่หลายคนคาดไว้ เพราะทุกองค์ประกอบตั้งแต่ปริมาณน้ำเสีย การไหลเวียน การเติมอากาศ ไปจนถึงการดูแลของบุคลากร ล้วนส่งผลต่อกันทั้งหมดนะคะ หากเรามองระบบนี้แบบภาพรวม ไม่ยึดติดเฉพาะปัญหาเฉพาะจุด เราจะเห็นแนวทางในการดูแลและพัฒนาระบบให้สอดคล้องกับการใช้งานจริงของโรงพยาบาลได้อย่างยั่งยืนมากขึ้น และปัญหาท่ีพบบ่อยเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่ควรเรียนรู้ค่ะ ซึ่งมีหลายอย่างที่สามารถเกิดขึ้นได้ ดังต่อไปนี้ 1. ปริมาณน้ำเสียเกินกว่าที่ระบบออกแบบไว้ หนึ่งในปัญหาที่พบได้บ่อยที่สุดของระบบบำบัดน้ำเสียแบบคลองวนเวียนในโรงพยาบาล คือปริมาณน้ำเสียที่ไหลเข้าสู่ระบบมากเกินกว่าที่ออกแบบไว้ตั้งแต่ต้น โดยในช่วงเริ่มใช้งานระบบอาจรองรับน้ำเสียได้ดี แต่เมื่อเวลาผ่านไปโรงพยาบาลมักมีการขยายอาคาร เพิ่มจำนวนเตียง เพิ่มคลินิกเฉพาะทาง หรือเพิ่มจำนวนผู้รับบริการ โดยที่ระบบบำบัดยังคงขนาดเดิม ผลคือระบบต้องรับน้ำเสียมากขึ้นทั้งในแง่ปริมาณและความสกปรก ทำให้การบำบัดเริ่มทำงานไม่ทันโดยไม่รู้ตัว เมื่อปริมาณน้ำเสียเกินกำลังที่ระบบรองรับได้ จุลินทรีย์ในคลองวนเวียนจะต้องทำงานหนักกว่าปกติ จึงส่งผลให้คุณภาพน้ำในระบบไม่นิ่ง น้ำขุ่น ตะกอนแยกตัวไม่ดี และคุณภาพน้ำทิ้งมีแนวโน้มไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐาน ซึ่งปัญหานี้มักไม่เกิดขึ้นทันที แต่จะค่อยๆ สะสมจนแสดงอาการชัดเจนในช่วงที่มีผู้ใช้บริการหนาแน่น หากเราไม่ประเมินภาระน้ำเสียจริงเทียบกับศักยภาพระบบอย่างสม่ำเสมอ ระบบบำบัดที่เคยทำงานได้ดี ก็อาจกลายเป็นจุดเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมของโรงพยาบาลได้ในระยะยาวค่ะ 2. จำนวนจุลินทรีย์ในระบบไม่พอดีกับปริมาณน้ำเสียที่เข้ามา หลายคนยังมองไม่ออกว่า หัวใจของระบบบำบัดน้ำเสียแบบคลองวนเวียน คือการใช้จุลินทรีย์ช่วยย่อยสลายของเสียในน้ำ หากจำนวนจุลินทรีย์ในระบบไม่สอดคล้องกับปริมาณน้ำเสียที่ไหลเข้ามา ระบบจะเริ่มเสียสมดุลทันที กรณีที่น้ำเสียเข้ามามาก แต่มีจุลินทรีย์น้อยเกินไป จุลินทรีย์จะทำงานไม่ทัน ของเสียจึงตกค้างอยู่ในระบบ ทำให้น้ำขุ่นและคุณภาพน้ำไม่เสถียร แม้ระบบจะยังเดินเครื่องอยู่ แต่ประสิทธิภาพการบำบัดจะลดลงอย่างเห็นได้ชัดนะคะ ในทางกลับกันหากมีจุลินทรีย์มากเกินไป แต่ปริมาณน้ำเสียไม่เพียงพอ จุลินทรีย์จะขาดอาหาร ตะกอนจะมีคุณภาพไม่ดี จับตัวกันหลวม และแยกตัวออกจากน้ำได้ยาก ผลที่เกิดขึ้นคือ มีตะกอนลอย น้ำทิ้งขุ่น และต้องแก้ปัญหาซ้ำซ้อนโดยไม่จำเป็น ดังนั้นการควบคุมจำนวนจุลินทรีย์ให้เหมาะสมกับน้ำเสียจริงในแต่ละช่วงเวลา จึงเป็นจุดสำคัญที่ช่วยให้ระบบคลองวนเวียนทำงานได้อย่างเสถียรและลดปัญหาที่ปลายทางได้อย่างมากค่ะ 3. เครื่องเติมอากาศหรือกังหันตีน้ำเสื่อมสภาพ เครื่องเติมอากาศหรือกังหันตีน้ำ เป็นอุปกรณ์สำคัญที่ช่วยเพิ่มออกซิเจนให้จุลินทรีย์ในระบบคลองวนเวียนสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ในโรงพยาบาลหลายแห่ง อุปกรณ์เหล่านี้ถูกใช้งานต่อเนื่องเป็นเวลานาน โดยขาดการบำรุงรักษาอย่างสม่ำเสมอ เมื่อเครื่องเริ่มเสื่อมสภาพ ปริมาณออกซิเจนที่เติมลงในน้ำจะลดลงโดยที่เราอาจไม่สังเกตเห็นทันที ระบบจึงยังดูเหมือนทำงานปกติ แต่ภายในเริ่มเกิดภาวะไม่สมดุล เมื่อออกซิเจนในระบบไม่เพียงพอ จุลินทรีย์จะทำงานช้าลงหรือเปลี่ยนไปอยู่ในสภาพที่ไม่ใช้อากาศ จึงส่งผลให้เกิดกลิ่นเหม็น น้ำในคลองวนเวียนเริ่มมีสีเข้ม และคุณภาพน้ำทิ้งลดลง ปัญหานี้มักค่อยๆ สะสมจนแสดงอาการชัดในช่วงที่มีน้ำเสียสูง หากไม่มีการตรวจสอบสมรรถนะเครื่องเติมอากาศอย่างจริงจัง ระบบบำบัดที่เคยมีประสิทธิภาพ ก็อาจกลายเป็นแหล่งสร้างปัญหาด้านสุขาภิบาลและสิ่งแวดล้อมของโรงพยาบาลได้โดยไม่รู้ตัวค่ะ 4. น้ำเสียมีความแปรปรวนสูงตามช่วงเวลาใช้งาน ปกติน้ำเสียจากโรงพยาบาลไม่ได้ไหลเข้าสู่ระบบบำบัดอย่างสม่ำเสมอตลอดทั้งวัน แต่จะมีความแปรปรวนสูงตามช่วงเวลาใช้งานจริง เช่น ช่วงเช้าที่มีการตรวจรักษา ล้างอุปกรณ์ทางการแพทย์ หรือช่วงเย็นที่มีการทำความสะอาดพื้นที่ ปริมาณและความเข้มข้นของน้ำเสียในแต่ละช่วงจึงแตกต่างกันอย่างชัดเจน หากระบบคลองวนเวียนถูกเดินเครื่องด้วยรูปแบบเดิมตลอดเวลา โดยไม่ปรับให้สอดคล้องกับภาระน้ำเสียที่เปลี่ยนไป ระบบจะเริ่มรับโหลดไม่ทันในบางช่วง เมื่อระบบต้องรับน้ำเสียเข้มข้นในช่วงสั้นๆ จุลินทรีย์จะถูกกระตุ้นอย่างรวดเร็วและทำงานเกินสมดุล ที่จะส่งผลให้คุณภาพน้ำในระบบไม่นิ่ง ตะกอนแยกตัวได้ไม่ดี และน้ำทิ้งมีแนวโน้มขุ่นหรือไม่ผ่านเกณฑ์ ซึ่งปัญหานี้มักไม่ชัดเจนในช่วงน้ำเสียน้อย แต่จะปรากฏเด่นในวันที่มีผู้ใช้บริการหนาแน่น หากเราไม่เข้าใจรูปแบบการใช้น้ำเสียตามเวลา ระบบบำบัดที่ออกแบบมาดี ก็อาจทำงานได้ต่ำกว่าศักยภาพที่ควรจะเป็นค่ะ 5. น้ำยาฆ่าเชื้อในน้ำเสียส่งผลต่อจุลินทรีย์ น้ำเสียจากโรงพยาบาลมีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างจากอาคารทั่วไปค่ะ โดยเฉพาะการปนเปื้อนของน้ำยาฆ่าเชื้อจากห้องผ่าตัด ห้องแล็บ และการทำความสะอาดพื้นที่ ซึ่งสารเหล่านี้ถูกออกแบบมาเพื่อยับยั้งหรือทำลายจุลชีพ เมื่อไหลเข้าสู่ระบบบำบัดแบบคลองวนเวียน จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะส่งผลกระทบต่อจุลินทรีย์ที่ทำหน้าที่บำบัดน้ำเสียโดยตรง หากไม่มีการควบคุมหรือเจือจางที่เหมาะสม ระบบจะเริ่มเสียสมดุลโดยไม่รู้ตัว เมื่อจุลินทรีย์ถูกน้ำยาฆ่าเชื้อรบกวน ประสิทธิภาพการย่อยสลายของเสียจะลดลงอย่างรวดเร็ว บางช่วงอาจเกิดอาการจุลินทรีย์ชะงัก ทำให้น้ำขุ่น มีกลิ่น และคุณภาพน้ำทิ้งไม่นิ่ง ซึ่งปัญหานี้มักเกิดเป็นช่วงๆ ตามรอบการใช้น้ำยาฆ่าเชื้อในโรงพยาบาล หากเราไม่แยกแหล่งกำเนิดหรือบริหารจัดการน้ำเสียกลุ่มนี้อย่างเหมาะสม ระบบคลองวนเวียนที่เคยทำงานได้ดี ก็อาจล้มเหลวได้จากสาเหตุที่มองไม่เห็นแต่มีผลรุนแรงนะคะ 6. การเกิดตะกอนลอย การเกิดตะกอนลอยเป็นปัญหาที่พบได้บ่อยในระบบบำบัดน้ำเสียแบบคลองวนเวียนค่ะ โดยเฉพาะในโรงพยาบาลที่มีภาระน้ำเสียแปรปรวน โดยเราจะพบว่าตะกอนซึ่งควรจับตัวกันและตกลงสู่ก้นบ่อ กลับลอยขึ้นมาหรือแขวนลอยอยู่ในน้ำ ทำให้น้ำในระบบขุ่นและดูเหมือนบำบัดไม่ได้ผล ปัญหานี้มักเกิดจากการควบคุมสภาพการทำงานของระบบไม่เหมาะสม เช่น ปริมาณออกซิเจน อายุสลัดจ์ หรือภาระน้ำเสียที่เปลี่ยนแปลงเร็วเกินไป เมื่อเกิดตะกอนลอย การแยกน้ำใสออกจากตะกอนจะทำได้ยาก จึงส่งผลให้น้ำทิ้งมีของแขวนลอยสูงและมีโอกาสไม่ผ่านมาตรฐานที่กำหนด นอกจากนี้ตะกอนที่ลอยยังเป็นสัญญาณว่าจุลินทรีย์ในระบบกำลังเสียสมดุล หากปล่อยให้เกิดซ้ำโดยไม่แก้ไขที่ต้นเหตุ จะนำไปสู่ปัญหาต่อเนื่อง ทั้งกลิ่นเหม็น คุณภาพน้ำไม่นิ่ง และภาระงานในการปรับระบบที่เพิ่มขึ้นในระยะยาวค่ะ 7. กลิ่นเหม็นรบกวนพื้นที่โดยรอบ กลิ่นเหม็นจากระบบบำบัดน้ำเสียแบบคลองวนเวียน เป็นปัญหาที่สร้างผลกระทบต่อพื้นที่โดยรอบโรงพยาบาลอย่างมาก โดยเฉพาะโรงพยาบาลที่ตั้งอยู่ใกล้ชุมชน กลิ่นมักเกิดจากบางช่วงของระบบที่มีออกซิเจนไม่เพียงพอ จนเกิดสภาวะไร้อากาศ ทำให้เกิดก๊าซที่มีกลิ่นรุนแรง แม้ระบบจะยังเดินเครื่องอยู่ แต่กลิ่นที่เกิดขึ้นสะท้อนว่าภายในระบบเริ่มทำงานผิดสมดุลค่ะ เมื่อกลิ่นเหม็นเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องจะนำไปสู่การร้องเรียนจากประชาชน และส่งผลต่อภาพลักษณ์ของโรงพยาบาลโดยตรง ปัญหานี้มักรุนแรงขึ้นในช่วงที่ปริมาณน้ำเสียสูงหรืออุปกรณ์เติมอากาศเสื่อมสภาพ หากเราไม่ติดตามค่าออกซิเจนและสภาพการไหลของน้ำอย่างสม่ำเสมอ กลิ่นเหม็นจะไม่ใช่แค่ปัญหาด้านความรำคาญ แต่จะกลายเป็นสัญญาณเตือนถึงความเสี่ยงด้านสุขาภิบาลและสิ่งแวดล้อมที่ต้องเร่งแก้ไขอย่างจริงจังนะคะ 8. การควบคุมระบบพึ่งพาประสบการณ์มากกว่าข้อมูล การควบคุมระบบบำบัดน้ำเสียแบบคลองวนเวียนในโรงพยาบาลจำนวนไม่น้อย ยังอาศัยประสบการณ์ของผู้ดูแลเป็นหลัก มากกว่าการอ้างอิงข้อมูลเชิงตัวเลขที่สะท้อนสภาพจริงของระบบ โดยผู้ปฏิบัติงานมักใช้การสังเกตสีของน้ำ กลิ่น หรือความขุ่น เพื่อประเมินการทำงาน ซึ่งแม้จะช่วยแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้บางส่วน แต่ไม่สามารถบอกแนวโน้มและความเสี่ยงที่กำลังสะสมอยู่ภายในระบบได้อย่างชัดเจนค่ะ เพราะเมื่อขาดข้อมูล เช่น ค่าออกซิเจนละลายน้ำ ปริมาณจุลินทรีย์ในระบ หรือคุณภาพน้ำเข้า–ออก ระบบจะถูกปรับแบบลองผิดลองถูก ทำให้การแก้ปัญหาไม่ตรงจุด และมักเกิดปัญหาซ้ำในรูปแบบเดิม โดยเฉพาะในช่วงที่ภาระน้ำเสียเปลี่ยนแปลงเร็ว หากเราไม่ใช้ข้อมูลเป็นฐานในการตัดสินใจ ระบบคลองวนเวียนจะพึ่งพาความชำนาญเฉพาะบุคคลมากเกินไป และเมื่อมีการเปลี่ยนคนดูแล ประสิทธิภาพของระบบก็มีแนวโน้มลดลงทันทีนะคะ 9. พื้นที่คลองวนเวียนสะสมตะกอน พื้นที่คลองวนเวียนที่มีการสะสมตะกอน เป็นปัญหาที่พบได้บ่อยในระบบบำบัดน้ำเสียของโรงพยาบาล โดยเฉพาะระบบที่ใช้งานต่อเนื่องมาเป็นเวลานาน หากการไหลวนของน้ำไม่สม่ำเสมอ หรือความเร็วการไหลต่ำกว่าที่ควร ตะกอนจะค่อยๆ ตกค้างตามก้นคลองและมุมอับ จึงส่งผลให้พื้นที่บำบัดที่ใช้งานได้จริงลดลง แม้ระบบจะยังเดินเครื่องอยู่ แต่ประสิทธิภาพการบำบัดจะเริ่มถดถอยอย่างเงียบๆ ค่ะ และเมื่อมีตะกอนสะสมมากขึ้น บริเวณดังกล่าวจะเกิดสภาวะขาดออกซิเจน ทำให้เกิดกลิ่นเหม็นและรบกวนการทำงานของจุลินทรีย์ในระบบ ตะกอนที่ตกค้างยังอาจถูกพัดพาขึ้นมาในช่วงที่ปริมาณน้ำเสียสูง ทำให้น้ำขุ่นและคุณภาพน้ำทิ้งไม่นิ่ง หากไม่มีการตรวจสอบและกำจัดตะกอนสะสมอย่างเป็นระบบ คลองวนเวียนที่ควรเป็นหัวใจของการบำบัด ก็อาจกลายเป็นแหล่งสะสมปัญหาในระยะยาวค่ะ 10. บุคลากรดูแลระบบขาดการถ่ายทอดความรู้ต่อเนื่อง ระบบบำบัดน้ำเสียแบบคลองวนเวียนในโรงพยาบาล จำเป็นต้องอาศัยความเข้าใจเชิงระบบและประสบการณ์ของผู้ดูแลอย่างต่อเนื่องค่ะ แต่ในสถานการณ์จริงกลับพบว่า บุคลากรที่รับผิดชอบมักมีการเปลี่ยนเวร เปลี่ยนตำแหน่ง หรือเปลี่ยนผู้รับผิดชอบอยู่เสมอ โดยขาดการถ่ายทอดความรู้ที่เป็นระบบ ความรู้สำคัญเกี่ยวกับการเดินเครื่อง การปรับระบบ และสัญญาณเตือนของปัญหา จึงมักติดอยู่กับตัวบุคคลมากกว่าถูกเก็บเป็นองค์ความรู้ขององค์กร เมื่อไม่มีคู่มือหรือการส่งต่อความรู้ที่ชัดเจน ผู้ดูแลคนใหม่มักเดินระบบตามความเข้าใจของตนเอง หรืออาศัยการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า จึงส่งผลให้การควบคุมระบบขาดความต่อเนื่อง และประสิทธิภาพการบำบัดผันผวนได้ง่าย ซึ่งปัญหานี้อาจไม่เห็นผลทันที แต่จะสะสมจนระบบทำงานผิดพลาดซ้ำๆ หากเราไม่ให้ความสำคัญกับการถ่ายทอดความรู้และการบันทึกข้อมูล ระบบคลองวนเวียนของโรงพยาบาลจะพึ่งพาคนมากกว่าระบบ และเสี่ยงต่อความล้มเหลวในระยะยาวนะคะ ที่โดยสรุปแล้วปัญหาของระบบบำบัดน้ำเสียแบบคลองวนเวียนในโรงพยาบาล ส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากการออกแบบที่ผิดค่ะ แต่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของการใช้งานจริงที่ระบบไม่ถูกปรับตาม ภาระน้ำเสียที่เพิ่มขึ้น ความแปรปรวนของน้ำเสีย และลักษณะเฉพาะของน้ำเสียโรงพยาบาล ล้วนทำให้ระบบที่เคยทำงานได้ดีเริ่มเสียสมดุล ปัญหาเหล่านี้มักไม่เกิดขึ้นทันที แต่ค่อยๆ สะสมจนเห็นผลชัดในคุณภาพน้ำ กลิ่น และตะกอน หากมองเพียงปลายเหตุ จะยิ่งแก้ยากและสิ้นเปลืองทรัพยากรนะคะ โดยหัวใจของการทำให้ระบบคลองวนเวียนทำงานได้อย่างเสถียร คือการรักษาสมดุลระหว่างน้ำเสีย จุลินทรีย์ ออกซิเจน และการไหลเวียน เมื่อองค์ประกอบใดองค์ประกอบหนึ่งผิดปกติไป ระบบทั้งระบบจะตอบสนองทันทีในรูปของน้ำขุ่น ตะกอนลอย หรือกลิ่นเหม็น การดูแลระบบจึงไม่ใช่แค่การเปิดเครื่องให้ทำงาน แต่ต้องเข้าใจพฤติกรรมของระบบ และมองเห็นสัญญาณเตือนตั้งแต่ระยะเริ่มต้นค่ะ และในทางปฏิบัติการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนต้องอาศัยข้อมูล การติดตามสภาพจริง และการถ่ายทอดความรู้ที่ต่อเนื่อง มากกว่าการพึ่งประสบการณ์เฉพาะบุคคล หากโรงพยาบาลสามารถประเมินภาระน้ำเสียจริง ควบคุมการเดินระบบตามข้อมูล และสร้างระบบความรู้ให้บุคลากร ระบบบำบัดน้ำเสียจะไม่ใช่ภาระ แต่จะกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการลดความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม สุขาภิบาล และภาพลักษณ์ขององค์กรในระยะยาวนะคะ ซึ่งจากประสบการณ์ที่ผู้เขียนได้เคยไปตรวจสอบการทำงานของระบบบำบัดน้ำเสียแบบคลองวนเวียนในโรงพยาบาลมาหลายแห่งนั้น รวมถึงการไปแก้ไขระบบที่ล้มเหลวให้สามารถกลับมาทำงานได้ตามปกติ ต้องบอกว่าปัญหาที่เจอส่วนมากเกิดแบบค่อยเป็นค่อยไป แต่ผู้ดูแลระบบดูไม่ออกและไม่เข้าใจกระบวนการทางชีววิทยาในน้ำเสีย ทำให้แก้ไขไม่ตรงจุด ประกอบกับเครื่องมือและอุปกรณ์พื้นฐานในการควบคุมระบบไม่พร้อม ทำให้มีข้อมูลที่น้อยมากที่จะนำมาวินิจฉัยสภาพของระบบ การเปลี่ยนคนทำงานบ่อย คนทำงานมีความรู้ความเข้าใจไม่เพียงพอ คนทำงานหน้างานขาดความรู้เพื่อควบคุมระบบที่เป็นองค์รวม โดยคำนี้ผู้เขียนหมายความว่า “การมองเห็นทุกองค์ประกอบ” ของระบบคลองวนเวียนค่ะ เพราะการเลี้ยงจุลินทรีย์ในน้ำเสียของระบบคลองวนเวียนโรงพยาบาล จะแตกต่างจากการเลี้ยงจุลินทรีย์ในอาหารเลี้ยงเชื้อในห้องปฏิบัติการอย่างมาก ที่กล้าพูดแบบนั้นเพราะว่าเคยไปเจอโรงพยาบาลหนึ่งที่ทุ่มเงินอย่างมาก ให้นักเทคนิคการแพทย์และทีมเภสัชมาแก้ระบบ แต่ก็ทำได้ไม่สำเร็จค่ะ เพราะปัญหาแต่ละอย่างที่ผู้เขียนได้นำเสนอไว้ ทุกอย่างเชื่อมโยงกันหมดนะคะ จะแก้แค่ส่วนใดส่วนหนึ่งเดี่ยวๆ ไม่ได้ หากมีความรู้เรื่องจุลินทรีย์ แต่ไม่รู้เรื่องคุณสมบัติของน้ำเสีย หรือหลักการการทำงานของเครื่องกลไฟฟ้าที่เกี่ยวข้องก็จะยากขึ้น โดยจากที่ผู้เขียนได้ทำงานด้านนี้มานั้นสำหรับนักวิชาการความรู้ด้านชีววิทยาน้ำเสียสำคัญมาก และจากที่อาจารย์ที่ปรึกษาได้บอกผู้เขียนมานั้น วิชานี้ไม่ได้เปิดสอนในระดับปริญญาตรี แต่ที่ผู้เขียนได้เรียนรู้มาเพราะอาจารย์ได้เปิดรายวิชานี้ให้ในตอนนั้นเท่านั้นค่ะ ซึ่งในสถานการณ์จริงความรู้เรื่องนี้สำคัญมากนะคะ ยังไงนั้นก็ลองไปเรียนรู้เพิ่มเติมค่ะ #คลองวนเวียน #OxidationDitch #ระบบบำบัดน้ำเสียแบบเติมอากาศ #ปัญหาในระบบบำบัดน้ำเสีย #ระบบเลี้ยงตะกอน เครดิตรูปภาพประกอบบทความ รูปภาพทำหน้าปก ถ่ายภาพโดย Bob Brewer จาก Unspalsh และออกแบบหน้าปกโดยผู้เขียน ใน Canva รูปภาพประกอบเนื้อหา: ภาพที่ 1 AI Generated โดยผู้เขียน, ภาพที่ 2 ถ่ายภาพโดย Freepik จาก FREEPIK, ภาพที่ 3 ออกแบบใน Canva โดยผู้เขียน และภาพที่ 4 ถ่ายภาพโดย Freepic.diller จาก FREEPIK เกี่ยวกับผู้เขียน ภัคฒ์ชาลิสา จำปามูล จบการศึกษา: พยาบาลศาสตรบัณฑิต จากวิทยาลัยพยาบาลศรีมหาสารคาม กระทรวงสาธารณสุข และสาธารณสุขศาสตรมหาบัณฑิต (อนามัยสิ่งแวดล้อม) จากมหาวิทยาลัยขอนแก่น มีความสนใจและประสบการณ์เกี่ยวกับ: สุขภาพ จิตวิทยาเชิงบวก การบำบัดน้ำเสียและกำจัดสิ่งปฏิกูล สารอินทรีย์ในน้ำวัดด้วยค่าอะไร ค่า BOD เกี่ยวกับน้ำเสียอย่างไร ค่าพีเอช (pH) ในน้ำเสีย คืออะไร ทำไมต้องวัด การย่อยสลายสารอินทรีย์ในน้ำเสีย ด้วยจุลินทรีย์แบบใช้อากาศ เปิดประสบการณ์ความบันเทิงที่หลากหลายสุดปัง บน App TrueID โหลดเลย ฟรี !