รีเซต

SCGP เกมภาษีโลกพลิกลุยM&Pอินโด–เวียดนาม

SCGP เกมภาษีโลกพลิกลุยM&Pอินโด–เวียดนาม
ทันหุ้น
24 กุมภาพันธ์ 2569 ( 09:31 )
15

#SCGP #ทันหุ้น – SCGP เกมภาษีโลกพลิก หลังศาลฎีกาสหรัฐฯ สั่งเบรกมาตรการ Tariff เดิม เปิดช่องไทยได้เปรียบต้นทุนภาษี หนุนศักยภาพส่งออก เร่งเครื่องกลยุทธ์ M&P เต็มสูบ เดินหน้าปิดดีลอินโดนีเซีย–เวียดนาม เสริมพอร์ตกล่องกระดาษ–โพลีเมอร์แพ็กเกจจิ้ง

นายวิชาญ จิตร์ภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP เปิดเผยถึง ประเด็นสถานการณ์นโยบายภาษีของสหรัฐฯ ว่า กรณีศาลฎีกาสหรัฐอเมริกา มีคำตัดสินเกี่ยวกับการใช้อำนาจกำหนดภาษีศุลกากรในวงกว้างภายใต้กฎหมายภาวะฉุกเฉินระดับชาติ ซึ่งมีผลเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 ส่งผลให้คำสั่งด้านนโยบายภาษีตอบโต้ (Tariff) ที่เคยเรียกเก็บในอัตราสูงในหลายประเทศสิ้นสุดลง แม้ล่าสุด โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศปรับขึ้นภาษีนำเข้าทั่วโลกเป็น 15% และมีผลบังคับใช้ทันที แต่เมื่อเทียบกับอัตราภาษีเดิมที่ประเทศไทยถูกเรียกเก็บ 19% จะมี

ส่วนต่างประมาณ 4% ซึ่งถือเป็นปัจจัยบวกต่อการส่งออกของไทยไปยังสหรัฐฯ จากภาระภาษีที่ลดลง และส่งผลดีต่อธุรกิจของ SCGP เช่นเดียวกัน

เดินกลยุทธ์

ขณะเดียวกัน SCGP ยังคงเดินหน้ากลยุทธ์ การควบรวมกิจการและความร่วมมือกับพันธมิตร (M&P) อย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างเจรจาหลายดีลทั้งใน อินโดนีเซีย และ เวียดนาม เบื้องต้นมุ่งเน้นกลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ กล่องกระดาษ และ โพลีเมอร์แพ็กเกจจิ้ง เพื่อเสริมความแข็งแกร่งและต่อยอดการเติบโตในอนาคต คาดว่าจะเห็นความชัดเจนอย่างน้อย 2 ดีล ภายในปี 2569

สำหรับปี 2569 บริษัทตั้งเป้าหมาย EBITDA ไว้ราว 1.83 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2568 จากทิศทางยอดขายที่ปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่อง รวมถึงการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายและต้นทุนได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ด้านนายดนัยเดช เกตุสุวรรณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายการเงิน SCGP กล่าวว่า แนวโน้มธุรกิจในไตรมาส 1/2569 มีโอกาสปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่อง จากภาพรวมความต้องการที่ขยายตัว และการปรับราคาขายที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา อย่างไรก็ดี ในปี 2569 บริษัทวางงบลงทุนรวมประมาณ 1 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นงบสำหรับ M&P ราว 5.5 พันล้านบาท และงบเพื่อ ปรับปรุงประสิทธิภาพ

เครื่องจักรและธุรกิจส่วนต่างๆ ราว 4.5 พันล้านบาท โดยมองโอกาสขยายการลงทุนในเวียดนามและอินโดนีเซีย รวมถึงการขยายตลาดในอินเดียซึ่งเศรษฐกิจมีแนวโน้มเติบโตโดดเด่น เน้นลงทุนในบรรจุภัณฑ์ที่เชื่อมโยงกับผู้บริโภค เพื่อเพิ่มศักยภาพและบูรณาการด้านการผลิต

นอกจากนี้ บริษัทเดินหน้ากลยุทธ์เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและบริหารต้นทุน ด้วยการนำเทคโนโลยี หุ่นยนต์ (Robot), หุ่นยนต์ทำงานร่วมกับพนักงาน (Cobot) และระบบอัตโนมัติเข้ามาใช้ในกระบวนการผลิต เพื่อควบคุมคุณภาพบรรจุภัณฑ์ให้แม่นยำ ช่วยจัดการวัตถุดิบ ลดต้นทุน และส่งมอบสินค้าที่มีคุณภาพให้ลูกค้า โดยมีแผนขยายการใช้งานไปยังโรงงานต่างประเทศมากขึ้น

เป้า25บาท ด้าน บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด ระบุถึง SCGP ว่า ฝ่ายวิเคราะห์ยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” หุ้น SCGP ราคาเป้าหมาย 25.00 บาท โดยคาดแนวโน้มกำไรสุทธิปี 2569–2570 เติบโตต่อเนื่อง จากอัตรากำไรของห่วงโซ่บรรจุภัณฑ์แบบบูรณาการ (IPC) ที่ดีขึ้นตามดีมานด์ รวมถึงการขาดทุนที่ลดลงของ Fajar จากการแข่งขันด้านราคาที่ไม่รุนแรง และการไม่มีค่าใช้จ่ายพิเศษหลายรายการ เช่น ค่าใช้จ่ายยกเลิก

สัญญาก๊าซ/กลับรายการภาษีรอตัดบัญชี และค่าใช้จ่ายปรับโครงสร้างองค์กรของ Fajar ที่ทยอยลดลง

ข่าวที่เกี่ยวข้อง