9 แนวทางดูแลระบบบำบัดน้ำเสีย แบบเอสบีอาร์ (SBR) ในช่วงหน้าฝน อ่านต่อเลย! เขียนโดย ภัคฒ์ชาลิสา จำปามูล รู้ไหมคะว่าในช่วงฤดูฝน ระบบบำบัดน้ำเสียแบบ SBR (Sequencing Batch Reactor) มักต้องเผชิญกับความท้าทายที่แตกต่างจากฤดูอื่นๆ โดยสิ่งที่เห็นได้ชัดที่สุด คือ ปริมาณน้ำฝนที่ไหลบ่ามากับน้ำเสียเข้าสู่บ่อเกินกว่าที่ออกแบบไว้ ซึ่งน้ำฝนมีคุณสมบัติเจือจางและลดความเข้มข้นของน้ำเสีย จึงทำให้จุลินทรีย์ที่ทำหน้าที่ย่อยสลายสารอินทรีย์ทำงานได้ไม่เต็มที่ ในขณะเดียวกันน้ำที่มากเกินไปนี้ ยังเสี่ยงต่อการมีน้ำเสียล้นบ่อ ระบบตกตะกอนเสียสมดุล และเครื่องจักรทำงานหนักเกินกำลัง โดยความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้จะเกิดขึ้นแบบฉับพลันและรวดเร็ว จนทำให้ระบบ SBR ในฤดูฝนมีความอ่อนไหวมากกว่าปกติ โดยหลายคนยังมองภาพไม่ออก! นอกจากนี้สภาพอากาศที่มีความชื้นสูงและฝนตกต่อเนื่อง ยังสร้างปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ตามมา ทั้งไฟฟ้าขัดข้อง การอุดตันของอุปกรณ์ การฟุ้งกระจายของตะกอน รวมถึงกลิ่นและฟองที่ผิดปกติ หากผู้ดูแลระบบละเลยหรือไม่ตรวจสอบอย่างใกล้ชิด ปัญหาเล็กๆ เหล่านี้ อาจลุกลามจนกลายเป็นความเสียหายใหญ่ที่แก้ไขยาก ดังนั้นช่วงหน้าฝนจึงเป็นเหมือนบททดสอบสำคัญ ที่บังคับให้ผู้ดูแลระบบต้องตื่นตัว เฝ้าระวัง และจัดการทุกความเสี่ยงต่างๆ อย่างรอบด้าน เพื่อรักษาเสถียรภาพของการบำบัดให้อยู่ในมาตรฐานที่ปลอดภัยเสมอ และต่อไปนี้คือ 9 แนวทางดูแลระบบบำบัดน้ำเสีย แบบเอสบีอาร์ (SBR) ในช่วงหน้าฝนค่ะ 1. ตรวจสอบระดับน้ำฝนที่ไหลเข้าสู่ระบบ ในระบบบำบัดน้ำเสียแบบ SBR สิ่งสำคัญที่มักเกิดปัญหาในฤดูฝน คือ ปริมาณน้ำที่ไหลเข้าสู่บ่อมากกว่าปกติ ซึ่งน้ำฝนที่เจือปนเข้ามาจะทำให้ความเข้มข้นของน้ำเสียลดลง ทำให้จุลินทรีย์ที่เป็นหัวใจหลักในการย่อยสลายสารอินทรีย์ทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ จึงส่งผลให้กระบวนการบำบัดไม่สมบูรณ์ และอาจทำให้คุณภาพน้ำทิ้งต่ำกว่ามาตรฐานได้ การตรวจสอบปริมาณน้ำที่เข้าสู่ระบบจึงเป็นขั้นตอนที่สำคัญค่ะ โดยเฉพาะช่วงที่ฝนตกหนักต่อเนื่องหาก โดยแนวทางปฏิบัติที่ผู้เขียนได้ทำมานั้น คือ การวางระบบรวบรวมน้ำเสียแบบแยก และเดินสำรวจว่าจุดไหนมีน้ำฝนจากรางน้ำฝนเชื่อมต่อเข้ากับระบบรวบรวมน้ำเสียบ้าง แบบนี้ต้องตัดปลายท่อออกและท่อไปลงรางน้ำฝนค่ะ น้ำฝนก็ไปไหลไปตามรางน้ำฝนนะคะ แต่ถ้าของเราเป็นระบบรวบรวมน้ำเสียแบบรวม ในวันที่ฝนหากพบว่าปริมาณหากพบว่าน้ำมีปริมาณมากเกินไป ควรมีการผันน้ำส่วนเกินไปเก็บในบ่อหน่วงหรือบ่อสำรอง เพื่อป้องกันไม่ให้บ่อ SBR ทำงานเกินกำลัง นอกจากนี้การสร้างทางระบายน้ำฝนรอบบ่อและป้องกันน้ำไหลเข้าตรงๆ ก็เป็นอีกวิธีที่ช่วยรักษาเสถียรภาพของระบบ โดยคำว่าบ่อนี้ในสถานการณ์จริง คือ บ่อสูบนะคะ ไม่ใช่ถังปฏิกิริยาที่มีการเติมอากาศ เพราะปกติถังเติมอากาศออกแบบมาเพื่อไม่ให้น้ำฝนไหลเข้าได้ง่ายอยู่แล้ว และเมื่อสามารถควบคุมปริมาณน้ำที่เข้าสู่ระบบได้อย่างเหมาะสมค่ะ ซึ่งจุลินทรีย์ก็จะทำงานได้ดี และบ่อ SBR จะยังคงให้ผลการบำบัดที่มีคุณภาพแม้ในช่วงฤดูฝนนะคะ 2. ป้องกันน้ำฝนไหลบ่าลงบ่อโดยตรง ในช่วงหน้าฝนสิ่งที่ระบบบำบัดน้ำเสีย SBR มักเจอบ่อย คือ น้ำฝนไหลบ่าลงบ่อสูบโดยตรง เมื่อฝนตกหนัก น้ำที่ไหลลงมาจากหลังคา ลาน หรือพื้นที่โดยรอบ อาจไหลลงไปในบ่อบำบัดโดยตรง ทำให้ปริมาณน้ำในบ่อเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เมื่อน้ำเสียภายในบ่อสูงขึ้น เครื่องสูบน้ำเสียจะทำงานตามระดับลูกลอยที่ตั้งเอาไว้โดยอัตโนมัติ ซึ่งน้ำที่สูบเข้าไปในถังเติมอากาศจะถูกเจือจางจนจุลินทรีย์ไม่สามารถทำงานได้เต็มที่ อีกทั้งยังเสี่ยงที่น้ำจะล้นบ่อหรือทำให้การตกตะกอนในรอบการบำบัดเสียสมดุล และนี่คือสาเหตุที่มักทำให้คุณภาพน้ำทิ้งไม่ผ่านมาตรฐานในฤดูฝนค่ะ ซึ่งวิธีป้องกันที่ผู้เขียนอยากแนะนำ คือ ทำระบบระบายน้ำฝนแยกออกจากระบบบำบัดโดยสิ้นเชิง เช่น การทำร่องน้ำหรือท่อระบายน้ำรอบบ่อ เพื่อเบี่ยงน้ำฝนไม่ให้ไหลเข้าสู่บ่อโดยตรง รวมถึงการติดตั้งหลังคาหรือกันสาดครอบบางส่วนของบ่อสูบ หากทำได้จะช่วยลดความเสี่ยงอย่างมาก ซึ่งการป้องกันตั้งแต่ต้นทางแบบนี้ถือเป็นวิธีที่คุ้มค่ากว่าการแก้ไขปัญหาในภายหลัง เพราะช่วยรักษาเสถียรภาพของระบบบำบัดให้คงที่ได้ แม้ในวันที่ฝนตกอย่างต่อเนื่องค่ะ 3. ตรวจสอบคุณภาพตะกอน (Sludge) ตะกอน (Sludge) ในระบบบำบัดน้ำเสีย SBR คือ ส่วนที่ประกอบด้วยจุลินทรีย์และสิ่งสกปรกที่ตกค้าง ซึ่งจุลินทรีย์เป็นหัวใจสำคัญที่ช่วยย่อยสลายสารอินทรีย์ในน้ำเสียค่ะ แต่ในช่วงหน้าฝน น้ำฝนที่เข้ามาปะปนในระบบจะทำให้ตะกอนถูกเจือจาง จนทำให้ความเข้มข้นลดลง และบางครั้งตะกอนจะฟุ้งกระจายไม่ยอมตกตะกอน ทำให้กระบวนการแยกน้ำใสออกจากบ่อไม่สมบูรณ์ หากไม่ตรวจสอบอย่างสม่ำเสมอ อาจเกิดปัญหาน้ำทิ้งขุ่น มีกลิ่น และไม่ผ่านมาตรฐานที่กำหนด โดยแนวทางดูแลที่ควรทำ คือ การตรวจสอบปริมาณและคุณภาพของตะกอน เช่น การสังเกตด้วยตาเปล่าว่าตะกอนตกลงก้นบ่อได้ดีหรือไม่ และการวัดค่าที่เกี่ยวข้องอย่างง่าย เช่น MLSS (ปริมาณสารแขวนลอยผสมในบ่อ) หรือ SVI (ค่าการตกตะกอนของตะกอน) หากพบว่าตะกอนเจือจางเกินไป ควรลดปริมาณน้ำที่เข้ามา หรือเสริมตะกอนกลับเข้าสู่ระบบ โดยวิธีนี้ช่วยให้จุลินทรีย์มีความเข้มแข็งและทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ และรักษาเสถียรภาพของบ่อบำบัดในช่วงฤดูฝนได้อย่างต่อเนื่องค่ะ 4. กำจัดตะกอนส่วนเกินอย่างเหมาะสม คุณผู้อ่านรู้ไหมคะว่า ในระบบบำบัดน้ำเสียแบบ SBR ตะกอนส่วนเกิน (Excess Sludge) จะเกิดขึ้นจากการสะสมของจุลินทรีย์ที่เพิ่มจำนวนมากเกินความจำเป็น หากไม่ได้กำจัดออกเป็นประจำ ตะกอนจะล้นบ่อ ทำให้การตกตะกอนในแต่ละรอบทำงานได้ไม่ดี น้ำทิ้งที่ออกมาจึงขุ่น มีกลิ่น และอาจไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐาน โดยเฉพาะในช่วงหน้าฝนที่น้ำฝนไปทำให้จุลินทรีย์เจือจางและไม่สมดุล ตะกอนจะยิ่งสะสมเร็วกว่าปกติ หากปล่อยทิ้งไว้นาน ระบบทั้งระบบอาจเสียสมดุลจนแก้ไขได้ยากนะคะ ซึ่งวิธีการที่เหมาะสม คือ การกำหนดรอบการกำจัดตะกอนอย่างสม่ำเสมอ ก่อนนำไปบำบัดหรือกำจัดตามมาตรฐานสุขาภิบาล เช่น การตากแห้งหรือทำปุ๋ยหมักในบางกรณี สำหรับผู้ที่ไม่ได้เชี่ยวชาญมาก การสังเกตง่ายๆ คือ หากเห็นว่าน้ำทิ้งเริ่มขุ่น ตะกอนฟุ้ง หรือปริมาณตะกอนในบ่อหนามากกว่าปกติ ควรเริ่มดำเนินการกำจัด วิธีนี้จะช่วยให้ระบบเดินเครื่องได้ต่อเนื่อง และไม่สะสมปัญหาเรื้อรังในระยะยาวได้ค่ะ 5. ควบคุมระยะเวลาการทำงานของรอบ SBR จากที่ระบบบำบัดน้ำเสียแบบ SBR มีหลักการทำงานเป็นรอบ ได้แก่ ขั้นตอนรับน้ำ เติมอากาศ พักตกตะกอน และระบายน้ำใสออก ซึ่งแต่ละรอบต้องใช้เวลาที่เหมาะสม เพื่อให้จุลินทรีย์ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ แต่ในช่วงหน้าฝน ถ้าปริมาณน้ำที่เข้ามาในระบบมากเกินกว่าที่ออกแบบไว้ หากยังใช้รอบเวลาแบบเดิมโดยไม่ปรับ แบบนี้จะทำให้ระบบรับน้ำไม่ทัน เกิดน้ำล้นบ่อ หรือจุลินทรีย์ทำงานไม่ครบวงจร ส่งผลให้น้ำทิ้งไม่ผ่านมาตรฐาน แถมระบบอาจล่มในที่สุด ซึ่งแนวทางปฏิบัติที่เหมาะสม คือ ผู้ดูแลระบบควรปรับรอบเวลาให้ยืดหยุ่นตามปริมาณน้ำที่รับเข้ามาในแต่ละวัน เช่น ในวันที่ฝนตกหนักอาจลดเวลาพักตกตะกอนลงเพื่อเพิ่มรอบการทำงานของบ่อ หรือเพิ่มการพักน้ำสำรองไว้ที่บ่อหน่วงก่อนเข้าสู่ SBR วิธีนี้จะช่วยป้องกันการโอเวอร์โหลดของระบบ และทำให้กระบวนการบำบัดยังคงมีประสิทธิภาพ แม้ในสภาวะที่ปริมาณน้ำเสียเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาในช่วงฤดูฝนได้ค่ะ 6. ดูแลระบบเติมอากาศไม่ให้ขัดข้อง การเติมอากาศถือเป็นหัวใจของระบบ SBR ค่ะ เพราะจุลินทรีย์ที่อยู่ในบ่อจำเป็นต้องใช้ออกซิเจนในการย่อยสลายสารอินทรีย์ในน้ำเสีย หากระบบเติมอากาศทำงานผิดปกติ จุลินทรีย์จะอ่อนแรง ตาย หรือไม่สามารถย่อยสลายสิ่งสกปรกได้เต็มที่ โดยเฉพาะในช่วงหน้าฝนที่ความชื้นสูงและน้ำฝนมักไหลเข้าสู่บ่อ อาจทำให้เกิดฟองมากขึ้น และเสี่ยงที่น้ำจะย้อนเข้าสู่ท่อหรือเครื่องจักรจนเกิดการขัดข้องได้ ซึ่งการดูแลที่ควรทำ คือ ตรวจสอบเครื่องเติมอากาศ หัวกระจายอากาศและท่ออากาศอย่างสม่ำเสมอ หากพบว่ามีการอุดตันหรือแรงลมลดลง ควรรีบทำความสะอาดและซ่อมแซมทันที นอกจากนี้ควรป้องกันไม่ให้น้ำฝนหรือความชื้นเข้าไปในเครื่อง ด้วยการติดตั้งฝาครอบหรือหลังคาเสริม การมีเครื่องจักรสำรองหรือวางแผนบำรุงรักษาเชิงป้องกัน สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้ระบบเติมอากาศทำงานได้ต่อเนื่อง ทำให้จุลินทรีย์ทำงานได้ตามปกติ และระบบ SBR เดินเครื่องได้อย่างมีเสถียรภาพแม้ในฤดูฝนค่ะ 7. ตรวจสอบระบบไฟฟ้าและเครื่องควบคุมอัตโนมัติ ปกติแล้วระบบบำบัดน้ำเสีย SBR ทำงานได้ด้วยการพึ่งพาไฟฟ้าและเครื่องควบคุมอัตโนมัติค่ะ เช่น ตู้ควบคุม ปั๊มน้ำ และเครื่องเติมอากาศ หากระบบไฟฟ้ามีปัญหา เช่น ไฟฟ้าดับ ฟ้าผ่า หรือมีความชื้นจากฝนเข้าไป จะทำให้เครื่องหยุดทำงาน ซึ่งสถานการณ์นี้จะทำให้จุลินทรีย์ที่อยู่ในบ่อขาดออกซิเจนทันที และกระบวนการบำบัดจะหยุดชะงัก และผลที่ตามมาคือคุณภาพน้ำทิ้งลดลงอย่างรวดเร็ว และอาจเกิดกลิ่นรบกวนหรือปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมในเวลาไม่นานนะคะ โดยการป้องกันที่เหมาะสม คือ ผู้ดูแลควรตรวจสอบระบบไฟฟ้าเป็นประจำ เช่น ตรวจตู้ควบคุมสายไฟให้แน่ใจว่าไม่มีน้ำรั่วซึม ตรวจเบรกเกอร์ให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน และติดตั้งระบบป้องกันไฟกระชาก นอกจากนี้ควรมีเครื่องปั่นไฟสำรองเตรียมไว้ใช้กรณีฉุกเฉิน เพื่อให้ระบบเดินเครื่องต่อเนื่องแม้ไฟฟ้าดับ เพราะการดูแลเชิงป้องกันเหล่านี้จะช่วยให้ระบบ SBR มีความเสถียร และลดความเสี่ยงที่ระบบจะหยุดทำงานในช่วงหน้าฝนที่มักเกิดปัญหาไฟฟ้าขัดข้องได้บ่อย 8. ตรวจสอบกลิ่นและฟองผิดปกติ ในสถานการณ์จริงนั้นกลิ่นและฟองในบ่อ SBR ถือเป็นสัญญาณเตือนที่บอกได้ว่า น้ำเสียและจุลินทรีย์กำลังทำงานผิดปกติค่ะ เพราะว่าปกติแล้วน้ำในบ่อที่มีการบำบัดสมดุลจะมีกลิ่นอ่อนๆ ไม่รุนแรง และฟองที่เกิดขึ้นจะมีเพียงเล็กน้อยจากการเติมอากาศเท่านั้น แต่ถ้าเมื่อไรที่ได้กลิ่นเหม็นเปรี้ยวหรือกลิ่นคล้ายไข่เน่า นั่นหมายถึงจุลินทรีย์ขาดออกซิเจนและระบบกำลังเข้าสู่ภาวะเน่าเสีย ในขณะเดียวกันหากมีฟองจำนวนมากผิดปกติ แบบนี้มักเกิดจากสารอินทรีย์หรือน้ำฝนที่เจือปนเข้ามามากเกินไปจนเสียสมดุลค่ะ และสิ่งที่ผู้ดูแลควรทำ คือ การหมั่นสังเกตกลิ่นและฟองทุกครั้งที่เข้าไปตรวจสอบการทำงานของระบบบำบัดน้ำเสีย หากพบความผิดปกติควรรีบตรวจสอบค่าออกซิเจนละลายน้ำหรือค่า DO (Dissolved Oxygen) ตรวจสอบค่า pH และสภาพตะกอนทันที เพื่อหาสาเหตุว่ามาจากการขาดอากาศ ปริมาณอินทรีย์สารเกิน หรือมีน้ำฝนเจือจางระบบเกินไป และการแก้ไขที่สามารถทำได้ คือ เพิ่มการเติมอากาศ ลดปริมาณน้ำที่เข้ามา หรือปรับสมดุลตะกอน ซึ่งการใส่ใจสัญญาณเล็กๆ อย่างกลิ่นและฟอง จะช่วยป้องกันไม่ให้ระบบเกิดปัญหาหนัก และทำให้คุณภาพน้ำทิ้งคงที่ได้แม้ในฤดูฝนค่ะ 9. เตรียมแผนฉุกเฉินรองรับน้ำท่วม ในช่วงหน้าฝนสิ่งที่ร้ายแรงที่สุดที่อาจเกิดขึ้นกับระบบ SBR คือ น้ำท่วมค่ะ เพราะหากน้ำฝนปริมาณมหาศาลไหลเข้ามาเกินกำลัง ระบบอาจหยุดทำงานทันที ไม่ว่าจะเป็นเครื่องเติมอากาศที่ถูกน้ำท่วม ปั๊มน้ำไฟช็อต หรือบ่อบำบัดที่มีน้ำล้นออกสู่สิ่งแวดล้อม ซึ่งผลกระทบไม่เพียงแต่ทำให้ระบบเสียหาย แต่ยังส่งผลต่อชุมชนรอบข้างที่อาจต้องเผชิญกับน้ำเสียและกลิ่นรบกวนโดยตรง และการเตรียมแผนฉุกเฉินไว้ล่วงหน้าจึงเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่งค่ะ โดยแนวทางที่ควรปฏิบัติ คือ การมีบ่อกักน้ำสำรองหรือพื้นที่พักน้ำชั่วคราวไว้รองรับในวันที่ฝนตกหนัก ติดตั้งปั๊มน้ำฉุกเฉินเพื่อระบายน้ำส่วนเกินออกอย่างรวดเร็ว และจัดทำคู่มือขั้นตอนการรับมือกรณีน้ำท่วมให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติตามได้ทันที นอกจากนี้ควรมีการแบ่งเวรเฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมงในวันที่มีประกาศฝนตกหนัก ซึ่งวิธีการเหล่านี้จะช่วยให้ระบบยังคงเดินเครื่องได้ต่อเนื่อง ลดโอกาสที่น้ำเสียล้นออกไปสู่สิ่งแวดล้อม และป้องกันความเสียหายรุนแรงต่อระบบบำบัดได้อย่างมีประสิทธิภาพค่ะ และทั้งหมดนั้นคือการดูแลระบบบำบัดน้ำเสียแบบ SBR ในช่วงหน้าฝนค่ะ ที่ไม่ใช่เพียงการปฏิบัติตามขั้นตอนเท่านั้น แต่คือการมองเห็นความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเวลา ทั้งปัญหาน้ำฝนที่เจือปนเข้าสู่บ่อสูบ การทำงานของตะกอนที่ผิดปกติ ไปจนถึงความเสียหายจากไฟฟ้าดับหรือน้ำท่วม โดยสิ่งเหล่านี้หากละเลยจะส่งผลให้คุณภาพน้ำทิ้งที่ไม่ผ่านมาตรฐาน กระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนโดยรอบ ดังนั้นการใส่ใจตรวจสอบสัญญาณต่างๆ ตั้งแต่ระดับน้ำ กลิ่น ฟอง ตลอดจนสภาพการทำงานของเครื่องจักร จึงเป็นหัวใจสำคัญที่ช่วยให้ระบบเดินเครื่องได้อย่างมั่นคงค่ะ ซึ่งการเฝ้าระวังอย่างเป็นระบบตามแนวทางต่างๆ เช่น ป้องกันน้ำฝนไหลบ่าเข้าโดยตรง ควบคุมรอบการทำงาน ตรวจสอบและกำจัดตะกอนส่วนเกิน ดูแลระบบเติมอากาศ และเตรียมแผนฉุกเฉินรองรับสถานการณ์น้ำท่วม จะช่วยลดความเสี่ยงที่ระบบต้องหยุดชะงัก โดยผู้ที่ทำงานด้านนี้แม้จะไม่ใช่นักวิชาการเฉพาะทาง แต่ก็สามารถดูแลระบบได้อย่างมีประสิทธิภาพได้ หากใช้แนวทางตามที่ผู้เขียนได้นำเสนอไว้ไปเป็นกรอบปฏิบัติ ซึ่งสิ่งสำคัญคือการไม่มองข้ามสัญญาณเล็กๆ และพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงในฤดูฝนอยู่เสมอค่ะ โดยจากที่ผู้เขียนได้มีประสบการณ์มานั้น มีโอกาสได้เห็นระบบเอสบีอาร์หลายแห่งล้มเหลว โดยเฉพาะระบบเอสบีอาร์ที่บำบัดน้ำเสียของโรงพยาบาลหลายแห่ง จนทำให้คุณภาพน้ำทิ้งไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนด และต้องเสียเวลามาเดินระบบใหม่ ซึ่งปัญหาส่วนหนึ่งเกิดจากระบบรวบรวมน้ำเสียไม่ได้เป็นระบบแบบแยก จึงทำให้มีน้ำฝนไหลเข้าสู่ระบบจำนวนมาก ประกอบกับการที่ระบบถูกตั้งให้ทำงานอัตโนมัติและไม่มีเวรยามช่วงฝนตก ถือเป็นจุดอ่อนได้ง่าย ที่จะทำให้สูญเสียตะกอนจุลินทรีย์ที่ทำหน้าที่บำบัดน้ำเสียหายไปในช่วงหน้าฝน เพราะในความเป็นจริงคือถ้าวันไหนฝนตกหนัก และยังไม่ได้แก้เรื่องระบบรวบรวมน้ำเสีย สิ่งที่ควรทำคือให้ปรับเปลี่ยนรอบการทำงานของระบบใหม่ชั่วคราวค่ะ ดังนั้นหากต้องการดูแลระบบบำบัดน้ำเสียชนิดนี้เชิงป้องกัน ยังไงนั้นก็ลองอ่านทำความเข้าใจดีๆ อีกสักรอบและนำไปปรับใช้ค่ะ ด้วยความตั้งใจ ผู้เขียนหวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์กับคุณผู้อ่านไม่มากก็น้อย หากสนใจเนื้อหาเช่นนี้อีก อย่าลืมกดติดตามหรือบุ๊กมาร์กโปรไฟล์ไว้ เพื่อรับข้อมูลใหม่ๆ ในบทความต่อไป ถ้าต้องการอ่านบทความทั้งหมดโดยผู้เขียน ให้กดดูโปรไฟล์ได้เลยค่ะ #ระบบบำบัดน้ำเสีย_แบบเอสบีอาร์ #SBR #SequencingBatchReactor #WasteWaterTreatmentPlant เครดิตรูปภาพประกอบบทความ รูปภาพทำหน้าปก โดย Bob Brewer จาก Unsplash และออกแบบหน้าปกโดยผู้เขียน ใน Canva รูปภาพประกอบเนื้อหา: ภาพที่ 1-ภาพที่ 2, ภาพที่ 4 ออกแบบใน Canva โดยผู้เขียน และภาพที่ 3 โดย Mark Kats จาก Unsplash เกี่ยวกับผู้เขียน ภัคฒ์ชาลิสา จำปามูล จบการศึกษา: พยาบาลศาสตรบัณฑิต จากวิทยาลัยพยาบาลศรีมหาสารคาม กระทรวงสาธารณสุข และสาธารณสุขศาสตรมหาบัณฑิต (อนามัยสิ่งแวดล้อม) จากมหาวิทยาลัยขอนแก่น มีความสนใจและประสบการณ์เกี่ยวกับ: สุขภาพ จิตวิทยาเชิงบวก การบำบัดน้ำเสียและกำจัดสิ่งปฏิกูล สารอินทรีย์ในน้ำวัดด้วยค่าอะไร ค่า BOD เกี่ยวกับน้ำเสียอย่างไร การย่อยสลายสารอินทรีย์ในน้ำเสีย ด้วยจุลินทรีย์แบบใช้อากาศ ค่าพีเอช (pH) ในน้ำเสีย คืออะไร ทำไมต้องวัด เปิดประสบการณ์ความบันเทิงที่หลากหลายสุดปัง บน App TrueID โหลดเลย ฟรี !