ทุกการลุกลามมีจุดเริ่มต้นจากเรื่องเล็กๆ เชื่อหรือไม่ว่าบางครั้งมันเริ่มต้นจากสิ่งที่ไม่น่าจะเกี่ยวข้องกันได้ กรณีศึกษาในอเมริกาหลายอย่างที่ผ่านการทดสอบด้วยงานวิจัยเชิงสังคมศาสตร์และวิทยาศาสตร์ชี้ให้เห็นถึงสิ่งที่เรามองข้าม แต่ส่งผลการลุกลามไปทั่วแบบเฉียบพลันทันด่วนแบบไม่ทันตั้งตัว สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้ทั้งในแบบที่เราไม่ได้ตั้งใจและแบบที่เราจงใจจะให้มันเกิด Malcolm Gladwell ได้อธิบายปรากฎการณ์ลุกลามนี้ (The Tipping Point) เพื่อให้เราเป็นฝ่ายใช้ประโยชน์จากมัน แทนที่จะถูกปรากฎการณ์ดังกล่าักนำเราเสียเอง แปลโดยพรเลิศ อิฐฐ์ และ วิโรจน์ ภัทรทีปกร ความรู้ความประทับใจในมุมมองของครีเอเตอร์ 1.มีองค์ประกอบหลายอย่างที่ทำให้การแพร่ระบาดมาถึงจุดพลิกผัน ไม่ว่าจะเป็นคนที่เป็นพาหะ ตัวเชื้อไวรัสเอง หรือสภาพแวดล้อม เมื่อใดก็ตามที่เกิดการเปลี่ยนแปลงบางอย่างขึ้นกับองค์ประกอบใดองค์ประกอบหนึ่ง (หรือสองหรือสามองค์ประกอบพร้อมๆ กัน) การแพร่ระบาดก็จะพลิกโฉมหน้าไปอย่างสิ้นเชิง เรียกองค์ประกอบทั้งสามอย่างนี้ว่า กฎว่าด้วยคนส่วนน้อย (Law of the Few) ปัจจัยติดหนึบ (Stickiness Factor) และพลังของบริบทแวดล้อม (Power of Context) 2.การแพร่ระบาดทางสังคมก็เกิดขึ้นในลักษณะเดียวกัน โดยได้รับแรงผลักดันจากความพยายามของคนที่เหนือธรรมดาเพียงหยิบมือเดียว ทว่าสิ่งที่ทำให้พิเศษกว่าคนอื่นนั้นไม่ใช่เสน่ห์ทางเพศ หากแต่เป็นความชอบเข้าสังคม ความกระตือรือร้น ความรู้สึกรู้จริง และอิทธิพลที่พวกเขามีต่อคนรอบข้าง 3.การแพร่ระบาดทางสังคมทุกรูปแบบต้องอาศัยคนที่มีพรสวรรค์ทางสังคมจึงจะเกิดขึ้นได้ ชีวิตเรารายล้อมไปด้วยบุคคลลักษณะนี้อยู่แล้ว เพียงแต่เราไม่เคยตระหนักว่าพวกเขามีอิทธิพลมากแค่ไหนเท่านั้น เราเรียกบุคคลเหล่านี้ว่าผู้เชื่อมโยง (Connector) ผู้รู้ (Maven) และนักขาย (Salesman) 4.ความติดหนึบอาจดูเหมือนเป็นเรื่องง่าย เพราะเวลาที่เราอยากให้ ผู้ฟังจดจําคําพูดของเราได้ เราก็จะเน้นย้ำสิ่งที่พูด โดยใช้เสียงดังและพูด ซ้ำแล้วซ้ำอีก นักการตลาดก็คิดแบบเดียวกัน กฎทองข้อหนึ่งในธุรกิจ โฆษณาก็คือคนเราต้องดูโฆษณาอย่างน้อยหกรอบถึงจะจดจํามันได้ 5.ข้อสันนิษฐานเกี่ยวกับ “ปัจจัยอื่น” ที่น่าสนใจที่สุดมีชื่อว่า ทฤษฎี หน้าต่างแตก (Broken Windows theory) ของนักอาชญาวิทยาชื่อเจมส์ คิว วิลสัน และจอร์จ เคลลิง ทั้งสองให้ความเห็นไว้ว่า อาชญากรรมเป็นผลลัพธ์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ของความไร้ระเบียบ กล่าวคือ ถ้าหน้าต่างบานหนึ่งแตก และถูกปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ซ่อมแซม ผู้คนที่เดินผ่านไปมาก็จะสรุปว่าไม่มีใครสนใจและปราศจากคนดูแล เพียงไม่นานหน้าต่างบานอื่นๆ ก็จะแตกตาม ไปด้วย และความไร้ระเบียบก็จะลุกลามจากอาคารหลังนั้นออกไปยังท้องถนน เป็นการส่งสัญญาณให้คนอื่นๆ รู้ว่าจะทําอะไรก็ได้ตามใจชอบใน ย่านนี้ ดังนั้นปัญหาเล็กๆ น้อยๆ ที่เกิดขึ้นในเมืองอย่างการขีดเขียนกําแพง ความไร้ระเบียบวินัยในที่สาธารณะ และการข่มขู่รีดไถเงินล้วนเปรียบเสมือนหน้าต่างแตกที่เปิดทางให้มีอาชญากรรมร้ายแรงเกิดขึ้นตามมา 6.อาชญากรรมเป็นผลลัพธ์จากความล้มเหลวด้านศีลธรรมของชุมชน โรงเรียน หรือพ่อแม่ที่ไม่สามารถเลี้ยงดูเด็กๆ ให้รู้จักผิดชอบชั่วดีต่างหาก แต่ไม่ว่าจจะเป็นคําอธิบายใดก็ล้วนบ่งบอกว่า อาชญากรคือผู้มีปัญหาทางด้านบุคลิกภาพโดยเป็นคนประเภทที่ไม่แยแสต่อบรรทัดฐานของสังคม เป็นผู้ด้อยพัฒนาการทางจิตใจที่ไม่รู้วิธีสร้างความสัมพันธ์อันดีกับผู้อื่น เป็นคนที่มีแนวโน้มติดตัวมาแต่กําเนิดว่าจะใช้ความรุนแรงและขาดสติในสถานการณ์ที่คนปกติจะครองสติเอาไว้ได้ เป็นคนที่ไม่ได้รับการอบรมสั่งสอนให้รู้จักแยกแยะผิดชอบชั่วดีจนไม่รู้ว่าพฤติกรรมใดที่เหมาะสมและไม่เหมาะสม ตลอดจนเป็นคนที่เติบโตขึ้นมาอย่างอัตคัด ไร้พ่อ และถูกเหยียดเชื้อชาติ จึงไม่เคารพ บรรทัดฐานของสังคมเท่ากับคนที่มาจากครอบครัวชนชั้นกลางที่อบอุ่น 7.เด็กคนหนึ่งจะเติบโตขึ้นมาเป็นคนอย่างไรนั้นขึ้นอยู่กับอิทธิพลจากคนรอบข้างและชุมชนมากกว่าอิทธิพลจากคนในครอบครัวเสียอีก ตัวอย่างเช่น ผลการวิจัยเรื่องอัตราการทําผิดกฎหมายของเยาวชนและอัตราการออกจากโรงเรียนมัธยมปลายกลางคันสะท้อนให้เห็นว่า เด็กจากครอบครัวที่มีปัญหา แต่อยู่ในชุมชนที่ดีจะมีความประพฤติดีกว่าเด็กจากครอบครัวที่ดีแต่อยู่ในชุมชนที่มีปัญหา 8.แวบแรกที่ได้รู้เช่นนี้ เราอาจคิดว่ามันเป็นเรื่องเหลือเชื่อ เพราะแต่ไหนแต่ไรมาเราเชื่อว่าครอบครัวมีความสําคัญและมีอิทธิพลกับ เด็กมากที่สุด ทว่าในความเป็นจริงแล้ว ผลการวิจัยดังกล่าวเพียงแต่ชี้ให้ เห็นถึงพลังของบริบทแวดล้อมในอีกรูปแบบหนึ่งเท่านั้น โดยบอกว่าเด็กๆ ได้รับการหล่อหลอมจากสภาพแวดล้อม และสิ่งที่เราพบเจอทุกเมื่อเชื่อวัน (เช่น ถนนที่เราเดินหรือผู้คนที่เราพบปะ) ล้วนมีบทบาทสําคัญในการกําหนด ตัวตนและพฤติกรรมของเรา 9.นักจิตวิทยาชื่อจอร์จ | มิลเลอร์ เขียนสรุปไว้ในบทความอันโด่งดังชื่อ “The Magical Number Seven (ตัวเลขเจ็ดมหัศจรรย์)” ว่า “ดูเหมือนคนเรามีขีดจํากัดบางอย่างอยู่ในตัว ไม่ว่ามันจะเกิดขึ้นจากการเรียนรู้หรือโครงสร้างของระบบประสาท ก็ตาม และมันก็ทําให้ขีดความสามารถในการรับข้อมูลของเราคงอยู่ในระดับเดิมตลอด” ด้วยเหตุนี้เอง หมายเลขโทรศัพท์จึงมี 7 หลัก 10.เมื่อเทียบกับบรรดาไพรเมตทุกชนิดแล้ว มนุษย์เราอยู่รวมกันเป็นกลุ่มขนาดใหญ่ที่สุด เพราะเราเป็นสิ่งมีชีวิตชนิดเดียวที่มีสมองใหญ่มากพอ จะรับมือกับความซับซ้อนระดับนี้ได้ ดันบาร์คิดค้นสมการขึ้นมาเพื่อคํานวณ จํานวนสมาชิกในกลุ่มที่ไพรเมตแต่ละชนิดจะรับมือไหว โดยเพียงแค่ป้อน อัตราส่วนระหว่างนีโอคอร์เทกซ์กับขนาดของสมองเข้าไป ทั้งนี้เมื่อป้อน ข้อมูลของมนุษย์ในสมการ ผลลัพธ์ที่ออกมาคือ 147.8 หรือราวๆ 150 คน 11.ตัวเลข 150 เป็นจํานวนสูงสุดของคนที่เราสามารถมีความสัมพันธ์อย่าง แท้จริงด้วยได้ นั่นคือ เรารู้ว่าพวกเขาเป็นใครและเกี่ยวข้องกับเราอย่างไร พูดง่ายๆ ก็คือ นี่เป็นจํานวนคนที่คุณจะไม่รู้สึกเคอะเขินเมื่อต้องนั่งดื่ม ด้วยกันหากบังเอิญเจอพวกเขาในบาร์นั่นเอง งานเขียนของ Malcolm Gladwell จะชี้ให้เห็นรายละเอียดของการทดลองค่อนข้างมาก ทำให้การอ่านค่อนข้างยากตามไปด้วย เพราะต้องเก็บรายละเอียด หากเป็นประเด็นสังคมแนวอาชญากรรมก็จะสนุกขึ้นมาหน่อย ทั้งหมดนี้ทำให้เราเข้าใจว่าที่ผ่านมาเราเข้าใจผิดถึงประเด็นของการทำตามคนอื่นๆไปเยอะเลย แท้จริงแล้วผู้ที่สร้างการลุกลามได้ต้องเป็นคนประเภทที่ใครๆก็รู้จัก หรือถ้าเป็นการกระทำผิดกฎหมายก็เกิดจากการทำตามๆกัน สิ่งเหล่านี้มีต้นเหตุที่ดูไม่น่าจะเกี่ยวข้องกัน เราจึงต้องพิจารณาเป็นกรณีเฉพาะไป โดยรวมหนังสือจะเน้นบริบทสภาพแวดล้อมเป็นหลักที่ทำให้เกิดการลุกลามได้ สภาพแวดล้อมเป็นส่วนหนึ่งของหลายสาเหตุที่ทำให้เกิดผลที่เกิดขึ้น ถือเป็นหนังสือ Classic Collection ที่ท้าทายความคิดพอสมควรครับ เครดิตภาพ ภาพปก โดย Skylar Kang จาก pexels.com ภาพที่ 1 และ 2 โดยผู้เขียน ภาพที่ 3 และ 4 โดย AI บทความอื่นๆที่น่าสนใจ รีวิวหนังสือ ความจริงที่โหดร้ายจนห้ามพูด รีวิวหนังสือ ชีวิตติดปีกด้วยศิลปะแห่งการช่างแ_่ง รีวิวหนังสือ 101 ESSAYS that will change the way you think เปิดประสบการณ์ความบันเทิงที่หลากหลายสุดปัง บน App TrueID โหลดเลย ฟรี !