แม้ว่าตัวเลขผู้ติดเชื้อ โควิด-19 ในบ้านเราจะดีขึ้นมากแล้ว แต่สถานการณ์ในภาพรวมของทั้งโลกยังถือว่ามีจำนวนที่สูง ระหว่างที่รอ วัคซีน ที่หลายประเทศกำลังพัฒนาคาดว่าอีกสัก 1-2 ปี เราจะได้ใช้กัน ดูข่าวตามสื่อต่าง ๆ หลายคนคงเคยได้ยินศัพท์คำว่า Herd Immunity หรือที่แปลเป็นไทยคือ ภูมิคุ้มกันหมู่ แล้วเกิดความสงสัยว่ามันคืออะไร ดูข่าวแล้วยังไม่เข้าใจสักที ถ้าอยากรู้ความหมายแบบง่าย ๆ ขอให้มากองรวมกันตรงนี้ จะขอพาไปทำความรู้จักกับศัพท์วิชาการที่คุ้นหูนี้แบบจบครบในหน้าเดียว และหาคำตอบกันว่าสามารถนำมาใช้กับ โควิด-19 ได้หรือไม่ แต่ก่อนอื่นเราต้องรู้จักคำว่า ภูมิคุ้มกัน กันก่อนนะ อยากให้นึกจินตนาการว่าเราเป็นเจ้าเมือง มีทหารไว้สู้รบ เคยมีแต่คนที่ถือหอกถือดาบมาสู้ กองทัพเรารู้วิธีจัดการกับอาวุธพวกนี้ได้แบบสบาย แต่วันหนึ่งมีข้าศึกจากยุโรปถือปืนมา ทหารของเราไม่รู้จักปืนวิ่งไปให้โดนยิงตายกันระนาวกว่าจะชนะได้ก็แทบแย่ แต่สิ่งที่ได้คือวันหน้าเมื่อมีข้าศึกถือปืนมาอีก เราจะรู้วิธีรับมือแล้วเพราะรู้จัก มีข้อมูล มีวิธีที่จะจัดการกับอาวุธปืน นั่นคือสิ่งที่เรียกว่า ภูมิคุ้มกัน เพราะร่างกายเราถ้าเปรียบเซลล์เม็ดเลือดขาวก็คือทหาร , เชื้อโรคคือข้าศึก เมื่อรู้วิธีจัดการกับเชื้อโรคนั่นก็คือ Immunity ที่เรียกกันว่าถูมิคุ้มกันของร่างกายนั่นเอง จากรายงานตัวเลขผู้ติดเชื้อ โควิด-19 ในแต่ละวันจะพบว่ามีทั้งผู้หายป่วยกลับบ้าน และมีผู้เสียชีวิต แต่สัดส่วนผู้ที่หายป่วยจะมากกว่า ที่หายเองแบบไม่ต้องรักษาก็มี จึงเกิดแนวคิดขึ้นว่าแทนที่จะป้องกันไม่ให้ติด แล้วเกิดความเสียหายกับเศรษฐกิจมากมาย เปลี่ยนเป็น ปล่อยให้คนติดเชื้อสิ พอหายป่วยก็ไม่กลับมาเป็น ให้คนติดเชื้อแล้วหายสัก 60 เปอร์เซ็นต์ให้ร่างกายจัดการกับโควิด-19 จนเหมือนเป็นโรคธรรมดาแค่นี้ก็จบปัญหาแล้ว ไม่ต้องลากยาวไปอีกหลายปี ฟังดูมันก็น่าจะดีนะ แต่คนค้านที่ล้วนแต่เป็นนักวิทยาศาสตร์ , นักวิชาการ และหมอที่เก่ง เป็นห่วงว่าวิธีนี้มันไม่ได้ผล และเสี่ยงเกินไป เพราะตัวเลขผู้ติดเชื้อตอนนี้ 5,701,477 คน ถ้าเทียบคนหายป่วย 2,445,435 คน กับเสียชีวิต 352,604 คน* นั่นคือมีคนเสียชีวิต 14 เปอร์เซ็นต์เลยนะ ถ้าควบคุมไม่ได้เทียบกับประชากรทั้งโลก 7.5 พันล้านคน ปล่อยให้ติดเชื้อ 60 เปอร์เซ็นต์ จะมีคนติดเชื้อ 4.5 พันล้านคน เสียชีวิต 637 ล้านคน มันเป็นการเดิมพันที่แพงเกินไป รออีกแค่ 2 ปีก็มีวัคซีนออกมาแล้ว ข้อมูลอัปเดต 27 พฤษภาคม 2563 จาก กรมควบคุมโรค และที่สำคัญยังมีรายงานจากหลายประเทศว่าอาจจะมีเคสที่ผู้เคยติดเชื้อไปแล้วกลับมาติดอีก ไม่ได้เป็นแล้วจะไม่มีทางกลับมาเป็นซ้ำ ตอนนี้ยังถกเถียงกันว่าที่ตรวจเจออาจเป็นแค่เชื้อที่ตายไปแล้วหรือเปล่าเลยตรวจเจอ สรุปคือเรายังไม่รู้รายละเอียดของเชื้อโควิด-19 แบบ 100 เปอร์เซ็นต์ว่าการทำงานของมันอาจมีการกลายพันธุ์ หรือปรับตัวหลบซ่อนในร่างกายหรือเปล่า ปล่อยให้คนติดเชื้อไปแล้วอาจเป็นเรื่องสูญเปล่าถ้ากลับมาติดอีกครั้ง สรุปคือ Herd Immunity ยังเป็นเพียงแค่แนวคิดที่ยังไม่มีการนำมาใช้จริง ด้วยความร้ายกาจของเชื้อโควิด-19 ถือว่าอันตรายเกินไปที่จะเสี่ยง แต่คำว่า Herd Immunity ที่จริงแล้วไม่ใช่ศัพท์ใหม่ เพราะภูมิคุ้มกันหมู่มันเกิดขึ้นรอบตัวเราอยู่ตลอดเวลา เช่นไข้หวัดธรรมดาที่เราเป็นกันอยู่นอนพักผ่อนสักคืนก็หาย เมื่อก่อนเคยเป็นโรคที่ทำให้คนบนโลกตายจำนวนมากเช่น ไข้หวัดสเปน เวลาต่อมาร่างกายมนุษย์เรียนรู้ เชื้อไวรัสก็กลายพันธุ์ไปเรื่อย ๆ จนหมดความน่ากลัว แต่การจะยอมให้มีคนเสียชีวิตมากมายขนาดนั้นกว่า 50 ล้านคนแบบไข้หวัดสเปน เมื่อนำมาเทียบกับขนาดของเศรษฐกิจในยุคนี้ไม่คุ้มค่าที่จะเสี่ยงแน่นอน ทางเลือกที่ดีที่สุดในตอนนี้คือใช้เทคโนโลยีความรู้สมัยใหม่พัฒนาวัคซีนให้เร็วที่สุด , ช่วยกันให้ความร่วมมือป้องกันตัวเองเช่นสวมหน้ากากอนามัย , เว้นระยะห่างทางสังคม Social Distance , ดูแลตัวเองรับผิดชอบต่อสังคม , ควบคุมตัวเลขผู้ติดเชื้อ และเสียชีวิตให้ได้น้อยที่สุดจนมีวัคซีนออกมา คงเป็นทางเลือกที่เหมาะสมที่สุด แต่จะสำเร็จหรือไม่ อยู่ที่ความร่วมมือของพวกเราทุกคนนี่เอง เมื่อทุกอย่างผ่านไป อนาคตเราจะเล่าให้ลูกหลานฟังอย่างภาคภูมิใจว่าครั้งหนึ่งโลกของเราเคยเจอวิกฤตแบบนี้ และมันจบลงได้ด้วยความสามัคคีของทุกคน ถ้าเห็นว่าบทความนี้เป็นประโยชน์ สามารถแชร์เรื่องราวดี ๆ แบบนี้ไปให้เพื่อนของเราได้เลย และท่องไว้ครับ เราต้องชนะมัน… ภาพประกอบจาก Pixabay ภาพหน้าปก / ภาพที่ 1 / ภาพที่ 2 / ภาพที่ 3