อากาศยิ่งร้อน คนยิ่งไม่ออกกำลังกาย อนาคตเสี่ยงปัญหาสุขภาพเรื้อรัง

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา หลายประเทศทั่วโลกเผชิญอุณหภูมิที่สูงทำลายสถิติ เมืองจำนวนมากมีอากาศร้อนอบอ้าวยาวนานขึ้น แม้แต่กิจกรรมธรรมดาอย่างการเดินไปทำงาน วิ่งออกกำลังกาย หรือปั่นจักรยานเริ่มกลายเป็นเรื่องยาก โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ขาดต้นไม้ ร่มเงา หรือโครงสร้างพื้นฐานช่วยลดความร้อน
งานวิจัยล่าสุดที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร The Lancet Global Health เปิดเผยว่า อุณหภูมิโลกที่เพิ่มสูงขึ้นมีแนวโน้มทำให้คนเคลื่อนไหวร่างกายน้อยลง และผลักดันวิกฤตการไม่ออกกำลังกายรุนแรงมากขึ้นทั่วโลก โดยนักวิจัยได้วิเคราะห์ข้อมูลจาก 156 ประเทศ ระหว่างปี 2000-2022 และพบว่า หากอุณหภูมิโลกยังคงเพิ่มขึ้น ภายในปี 2050 ผู้คนจำนวนมากจะมีกิจกรรมทางกายลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
ทุกๆ เดือนที่อุณหภูมิเฉลี่ยสูงเกิน 27.8 องศาเซลเซียส จะทำให้อัตราการไม่ออกกำลังกายเพิ่มขึ้นประมาณ 1.5% ทั่วโลก และอาจสูงถึง 1.85% ในประเทศรายได้ต่ำและปานกลาง ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศที่ไม่มีโครงสร้างพื้นฐานในการรับมือกับคลื่นความร้อนและอากาศที่ร้อนจัด
แม้ว่าตัวเลขนี้จะดูไม่สูงนัก แต่เมื่อคำนวณจากสัดส่วนของประชากรโลกอาจหมายถึงผู้คนจำนวนมหาศาลที่กำลังตกอยู่ในความเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพและมีแนวโน้มเสียชีวิตก่อนวัยอันควรเพิ่มขึ้นถึงปีละ 470,000-700,000 คน และอาจหมายถึงความสูญเสียทางเศรษฐกิจมหาศาลจากประสิทธิภาพการทำงานที่ลดลง
ปัญหาสภาพอากาศที่ร้อนจัดไม่ได้ทำให้ผู้คนหยุดการออกกำลังกายในทันทีทันใด แต่กำลังลดโอกาสการเคลื่อนไหวอย่างกระฉับกระเฉง การออกกำลังกายกลางแจ้งอย่างการวิ่งจ็อกกิ้งในที่สาธารณะหรือแม้แต่การเดินไปทำงานก็อาจกลายเป็นเรื่องยาก เมื่อต้องอยู่ท่ามกลางสภาพอากาศที่ร้อนจัด
นอกจากนี้แรงงานกลางแจ้ง เช่น คนงานก่อสร้าง เกษตรกร แม้กระทั่งพ่อค้าแม่ค้าริมถนน นับเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบอย่างไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ หลายคนต้องลดระยะเวลาการทำงานลง และใช้เวลาพักผ่อนในที่ร่มบ่อยขึ้น เพื่อป้องกันการเจ็บป่วยจากภาวะลมแดด หรือฮีทสโตรก และภาวการณ์ขาดแคลนน้ำ
ปัญหาการไม่ออกกำลังกายไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะเกี่ยวข้องโดยตรงกับการเจ็บป่วยด้วยโรคไม่ติดต่อ เช่น โรคหัวใจ เบาหวาน มะเร็ง และปัญหาสุขภาพจิตจากความเครียด และภาวะซึมเศร้า
แนวทางการรับมือกับวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภาวะโลกร้อนในอนาคต อาจไม่ใช่เพียงแค่การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเท่านั้น แต่การออกแบบเมืองและโครงสร้างพื้นฐานเพื่อช่วยให้ผู้คนได้อยู่อาศัยและปรับตัวเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ท่ามกลางอุณหภูมิโลกที่เพิ่มสูงขึ้นจึงเป็นแนวทางที่สำคัญไม่แพ้กัน