“ภัยพิบัติ” ก่อปัญหาเศรษฐกิจ ไทยต้องแก้อย่างไรถึงได้ผล?

TNN16 ร่วมกับ Bangkok Post จัดเวทีดีเบตพิเศษในหัวข้อ “ELECTION2026: DECODING THE ECONOMIC FUTURE เลือกตั้ง 69 ถอดรหัสอนาคตเศรษฐกิจ” เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2569 ณ SCBX NEXT STAGE สยามพารากอน โดยเปิดพื้นที่ให้ตัวแทนจากพรรคการเมืองทั้ง 9 พรรค ได้แก่ พรรครวมไทยสร้างชาติ พรรคประชาชน พรรคไทยก้าวใหม่ พรรคประชาธิปัตย์ พรรคโอกาสใหม่ พรรคเพื่อไทย พรรครักชาติ และพรรคไทยสร้างไทย ได้แลกเปลี่ยนแนวคิดเชิงนโยบายด้านเศรษฐกิจในมุมมองต่างๆ
หนึ่งในคำถามที่น่าสนใจด้านนโยบายการแก้ปัญหาเศรษฐกิจท่ามกลางวิกฤตสภาพภูมิอากาศ ตัวแทนจาก 8 พรรคการเมืองได้ตอบคำถาม “ท่านมีนโยบายในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติอย่างไร?”
ดร.คเณศ วังส์ไพจิตร พรรคไทยก้าวใหม่ ให้มุมมองว่า การเกิดภัยพิบัติเป็นโอกาสในการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจของจังหวัด โดยยกตัวอย่างก่อนเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมหาดใหญ่เมื่อปลายปี 2568 ที่ผ่านมา เศรษฐกิจในพื้นที่กิดการชะลอตัว ผลผลิตทางการเกษตรราคาถูก แรงงานหนุ่มสาวและคนรุ่นใหม่ในพื้นที่ไหลออกไปหางานทำในกทม. การแก้ปัญหาเศรษฐกิจหลังได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติจึงมุ่งไปที่การสร้างศูนย์กลางทางการแพทย์ของชาวมุสลิม และศูนย์กลางอาหารฮาลาล รวมถึงใช้เทคโนโลยีด้านการวิจัยเพื่อช่วยเหลือและพัฒนากลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจขนาดเล็กของไทย
ขณะที่ นายสุรเดช ทวีแสงสกุลไทย พรรคไทยสร้างไทย มุ่งเน้นการทำวิกฤตให้เกิดเป็นเศรษฐกิจ โดยลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานเพื่อการป้องกันภัยพิบัติขนาดใหญ่ที่เป็นต้นทางของภัยพิบัติธรรมชาติ การบริหารจัดการด้านภัยพิบัติต้องไม่มุ่งเน้นการป้องกันแบบฉาบฉวยแต่จำเป็นต้องลงทุนด้านการป้องกันขนาดใหญ่ในระยะยาว ตัวอย่างเช่นการสร้างทางเดินน้ำ และขยายร่องน้ำ เพื่อรองรับภัยพิบัติที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
ด้านนายอนุสรณ์ ธรรมใจ พรรคประชาชน ระบุว่า ภัยพิบัติธรรมชาติไม่ใช่ปัญหาที่เกิดขึ้นแค่ในประเทศไทย แต่ยังเป็นปัญหาที่ผู้คนทั่วโลกต้องเผชิญและยังเชื่อมโยงกับปัญหาภาวะโลกร้อน ดังนั้นประเทศไทยจำเป็นต้องเข้าร่วมกับประชาคมโลกเพื่อแก้ปัญหา ผ่านการลงทุนด้านเศรษฐกิจสีเขียว เศรษฐกิจหมุนเวียน และพลังงานสะอาด เพื่อบรรเทาผลกระทบจากวิกฤตภาวะโลกร้อน ซึ่งเป็นต้นเหตุสำคัญของภัยพิบัติ นอกจากนี้การแก้ไขปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพจำเป็นต้องมีระบบเตือนภัยที่ดี โดยอาศัยเทคโนโลยีในการคาดการณ์ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในพื้นที่เสี่ยง ขณะเดียวกันหลังจากเกิดภัยพิบัติแล้ว การเยียวยาของรัฐบาลต้องรวดเร็วเพื่อเกิดการฟื้นฟูโดยเร็วที่สุด
ขณะที่ ดร.อนุสรี ทับสุวรรณ พรรคโอกาสใหม่ มองว่า ภัยพิบัติส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง และผู้ที่ได้รับผลกระทบและเสียหายมากที่สุดคือประชาชน ดังนั้นการเยียวยาจึงเป็นเรื่องสำคัญและเร่งด่วน หากการเยียวยาไปไม่ทั่วถึงอาจส่งผลให้ชุมชนล้มทั้งระบบได้ นอกจากนี้ภาครัฐต้องให้ความช่วยเหลือด้านการฟื้นฟูและซ่อมแซม โดยเน้นการสร้างงานเพื่อให้เกิดรายได้ชุมชน ขณะเดียวกันการป้องกันภัยพิบัติจำเป็นต้องมีระบบการแจ้งเตือนที่ดี สร้างจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อม สนับสนุนเศรษฐกิจสีเขียว และให้ความรู้ความเข้าใจด้านภัยพิบัติเพื่อให้เกิดการเตรียมพร้อมรับมือและลดการสูญเสียในอนาคต ซึ่งทั้งหมดนี้จะไม่มีประสิทธิภาพหากขาดการบูรณาการระหว่างหน่วยงานตั้งแต่ภาครัฐไปจนถึงท้องถิ่น
ด้านนายเอกพิทยา เอี่ยมคงเอก พรรครักชาติ ระบุว่า งบประมาณด้านภัยพิบัติในแต่ละปีสูงถึง 5,500 ล้านบาท ซึ่งงบประมาณนี้สามารถนำไปลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานในการบริหารจัดการน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืนมากกว่าการแจกเงินที่กระจุกอยู่แต่กลุ่มคนจำนวนน้อย
ส่วนนายวีระพงษ์ ประภา พรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่า ภัยพิบัติสร้างผลกระทบและความสูญเสียอย่างหนักให้กับภาคธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจขนาดเล็กที่บางรายไม่สามารถเดินต่อได้ เนื่องจากความช่วยเหลือจากภาครัฐไม่เพียงพอและไม่ครอบคลุม ดังนั้นการสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำให้กับภาคธุรกิจขนาดเล็กจึงมีความสำคัญเพื่อช่วยให้เกิดการเข้าถึงเงินทุนและหมุนเวียนระบบเศรษฐกิจในพื้นที่ รวมถึงการยกระดับเตือนภัยที่มีประสิทธิภาพ ซ้อมรับมือการเกิดภัยพิบัติสร้างความตระหนักรู้และช่วยลดการสูญเสียที่อาจเกิดขึ้น และสร้างเมืองยืดหยุ่นรองรับภับพิบัติจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ด้านนายพิชัย นริพทะพันธุ์ พรรคเพื่อไทย ระบุว่า พรรคเพื่อไทยมองเห็นปัญหาด้านภัยพิบัติมาโดยตลอด
ประเทศไทยจึงจะเป็นต้องมีการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเพื่อยกระดับการป้องกันและลดผลกระทบและความเสียหายจากภัยพิบัติ โดยเฉพาะปัญหาน้ำท่วม ซึ่งมีตัวอย่างจากต่างประเทศที่นำเทคโนโลยีต่างๆ เข้ามาช่วยเหลือทั้งด้านข้อมูลและการวิเคราะห์เพื่อหาทางป้องกันอย่างมีประสิทธิภาพ
และปิดท้ายที่นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี พรรครวมไทยสร้างชาติ ให้มุมมองที่แตกต่างว่า งบประมาณจากภาครัฐไม่จำเป็นต้องลงทุนเฉพาะโครงสร้างพื้นฐานเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมั่นใจว่างบประมาณที่ใช้ไปนั้นก่อให้เกิดผลประโยชน์กับประชาชนอย่างแท้จริง สิ่งสำคัญเมื่อเกิดภัยพิบัติ การเยียวยาต้องถึงประชาชนอย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกันการปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำอาจไม่เกิดประโยชน์ต่อภาคธุรกิจขนาดเล็กมากเท่าที่คาดไว้ เนื่องจากยังมีกลุ่มผู้ประกอบการขนาดเล็กอีกมากมายที่ไม่สามารถกู้ยืมในระบบได้ ดังนั้นการเปลี่ยนระบบเครดิตบูโรเป็นระบบคะแนนจะช่วยเหลือผู้ประกอบการเข้าถึงสินเชื่อและฟื้นระบบเศรษฐกิจได้ดีที่สุด
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
