รีเซต

สทนช.จับตาฝนถล่มรอบใหม่ เฝ้าระวัง 22 เขื่อนน้ำเกินความจุ

สทนช.จับตาฝนถล่มรอบใหม่ เฝ้าระวัง 22 เขื่อนน้ำเกินความจุ
TNN ช่อง16
31 สิงหาคม 2569 ( 10:30 )
3

สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ หรือ สทนช. ออกประกาศฉบับที่ 1 แจ้งเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และน้ำล้นตลิ่งอย่างใกล้ชิด จนถึงวันที่ 2 กันยายนนี้ หลังคาดการณ์ว่าทั่วทุกภาคของประเทศไทยจะมีฝนเพิ่มขึ้น และมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางพื้นที่

ที่ประชุมคณะทำงานวิเคราะห์สภาพอากาศและคาดการณ์สถานการณ์น้ำ ซึ่งมีนายชยันต์ เมืองสง เลขาธิการ สทนช. เป็นประธาน เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม ได้กำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งบริหารจัดการน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดกลางและขนาดเล็ก 22 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งปัจจุบันมีปริมาณน้ำเกินความจุเก็บกัก

โดยสั่งการให้ปรับเกณฑ์การระบายน้ำให้สอดคล้องกับปริมาณฝนที่คาดว่าจะไหลเข้าอ่างตลอดช่วงฤดูฝน ควบคู่กับการตรวจสอบความมั่นคงแข็งแรงของเขื่อน รวมถึงเร่งกำจัดวัชพืชและสิ่งกีดขวางทางน้ำ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำลงสู่ลำน้ำสายหลัก

สำหรับสถานการณ์น้ำใน 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา ปัจจุบันเขื่อนภูมิพลมีปริมาณน้ำคิดเป็นร้อยละ 56 เขื่อนสิริกิติ์ร้อยละ 72 เขื่อนแควน้อยบำรุงแดนร้อยละ 41 และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ร้อยละ 40 โดยทั้ง 4 เขื่อนยังมีความสามารถในการรองรับปริมาณน้ำเพิ่มเติมได้

ขณะที่พื้นที่เสี่ยง สทนช. ได้ประสานกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เฝ้าระวังระดับน้ำในลำน้ำสายหลักและลำน้ำสาขาที่อาจเพิ่มสูงขึ้นจนล้นตลิ่ง โดยเฉพาะแม่น้ำยวม จ.แม่ฮ่องสอน แม่น้ำกก จ.เชียงราย แม่น้ำน่าน จ.น่าน และแม่น้ำยม ในพื้นที่ จ.แพร่ สุโขทัย และพิจิตร รวมถึงติดตามแนวโน้มระดับน้ำในแม่น้ำโขงอย่างใกล้ชิด

พร้อมกันนี้ ได้จัดตั้งศูนย์ติดตามสถานการณ์น้ำร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยประเมินสถานการณ์วันละ 2 รอบ เวลา 07.30 น. และ 16.30 น. เพื่อเตรียมความพร้อมและสามารถรับมือกับสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที

ด้านนายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงสถานการณ์ฝนตกหนักในพื้นที่ตอนบนของประเทศ ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก โดยเฉพาะ จ.น่าน ซึ่งเพิ่งประสบอุทกภัยครั้งใหญ่ ว่า แม้ระดับน้ำในลำน้ำสาขาหลายแห่งเริ่มลดลง แต่ยังจำเป็นต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

กระทรวงมหาดไทยจึงได้สั่งการให้เร่งกำจัดเศษวัชพืชและสิ่งกีดขวางทางน้ำ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ พร้อมกระจายเครื่องจักรและอุปกรณ์เข้าประจำการในพื้นที่เสี่ยง เพื่อให้สามารถเข้าช่วยเหลือประชาชนได้อย่างรวดเร็วหากเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน

นายเจเศรษฐ์ยังระบุว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้นำบทเรียนจากเหตุอุทกภัยในพื้นที่หาดใหญ่มาถอดบทเรียนร่วมกับกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เพื่อปรับปรุงแผนเผชิญเหตุและระบบการปฏิบัติงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งการสั่งการ การสนับสนุนเครื่องมือ และการเข้าถึงพื้นที่ประสบภัย

ขณะเดียวกัน ยังเตรียมยกระดับระบบแจ้งเตือนภัยโดยนำเทคโนโลยีมาใช้ร่วมกับเครือข่ายอาสาสมัครในพื้นที่ เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลและสามารถเตรียมรับมือกับสถานการณ์ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ลดความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินให้ได้มากที่สุด

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง