"ศึก AI" ดันอีเมล-แชตพนักงาน มีมูลค่าพุ่ง

บิซิเนส อินไซเดอร์ รายงานว่า ในขณะที่บริษัทปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) กำลังเร่งพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อให้ทำงานแทนพนักงานออฟฟิศได้มากขึ้น แต่ข้อมูลที่เอไอ ต้องใช้ฝึกฝนให้ทำงานได้จริงนั้น กลับมาจากการทำงานของมนุษย์เอง
ส่งผลให้ข้อมูลการทำงานของพนักงาน ที่เคยเป็นเพียงข้อมูลทั่วไปภายในองค์กร กลายเป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่าสูงขึ้นอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน โดยบริษัท เอไอ ไม่ว่าจะเป็น OpenAI , Anthropic , Meta และบริษัทอื่น ๆ ต่างกำลังต้องการข้อมูลเหล่านี้ เพื่อนำไปพัฒนา เอไอ เอเจนต์ สำหรับภาคธุรกิจ
ตามประมาณการของ Gartner คาดว่า การใช้จ่ายด้านข้อมูลสำหรับบริษัท เอไอ กำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และคาดว่าจะพุ่งขึ้นจากไม่ถึง 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2025 เป็นเกือบ 6,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2027
ขณะที่ Ali Ansari ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Micro1 สตาร์ตอัปด้านการฝึก เอไอ ระบุว่า การขายสิทธิให้บริษัท เอไอ นำข้อมูลไปใช้ อาจกลายเป็นแหล่งรายได้สำคัญที่ธุรกิจทั่วโลกทำกันอย่างแพร่หลาย
และคาดการณ์ว่า ในอนาคต กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการฝึกโมเดล เอไอ โดยใช้ข้อมูลจากภาคธุรกิจและความรู้ของผู้เชี่ยวชาญที่เป็นมนุษย์ อาจมีมูลค่าสูงถึงร้อยละ 10 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของสหรัฐฯ
รายงานข่าว ยังระบุว่า เจ้าของธุรกิจบางรายได้รับข้อเสนอซื้อข้อมูล เป็นมูลค่าหลักแสนดอลลาร์ โดยจะมีเวลาเพียง 48 ชั่วโมงในการตัดสินใจรับข้อเสนอ ขณะที่บนสื่อสังคมออนไลน์ มีโฆษณาชักชวนให้ขายข้อมูลเพื่อนำไปฝึก เอไอ พร้อมอ้างว่าสามารถสร้างรายได้หลายล้านดอลลาร์
ข้อมูลที่ซื้อขาย จะกำหนดราคาตามปริมาณเป็นเทราไบต์ และผ่านกระบวนการลบข้อมูลส่วนบุคคล หรือข้อมูลที่สำคัญออก ก่อนนำไปขายให้บริษัทเอไอรายใหญ่ ขณะที่บริษัทเทคโนโลยีบางราย ก็ได้เริ่มรวบรวมข้อมูลการทำงานของพนักงานตัวเองเพื่อนำไปฝึก เอไอ แล้วเช่นกัน
ความต้องการซื้อข้อมูลที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก ยังทำให้บริษัทนายหน้าค้าข้อมูล ซึ่งเดิมเน้นซื้อข้อมูลจากสตาร์ตอัปที่ปิดกิจการไปแล้ว ก็เริ่มขยายไปซื้อข้อมูลจากบริษัทที่ยังดำเนินธุรกิจอยู่ด้วย
และยังเปิดโอกาสให้ธุรกิจนายหน้าค้าข้อมูลเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยบริษัทเหล่านี้ จะทำหน้าที่เสาะหาธุรกิจขนาดเล็กที่มีข้อมูลจำนวนมาก แต่ขาดแคลนกระแสเงินสด และเมื่อลบข้อมูลส่วนบุคคลที่สำคัญ เช่น หมายเลขประกันสังคม และที่อยู่ ออกไปแล้ว ก็จะนำข้อมูลเหล่านั้นไปขายต่อให้กับบริษัทยักษ์ใหญ่ด้าน เอไอ ต่อไป
Ryan Lock ผู้ร่วมก่อตั้ง Polyshares ซึ่งเป็นนายหน้าซื้อขายข้อมูล เอไอ กล่าวว่า อุตสาหกรรมนี้แม้เพิ่งเกิดขึ้น แต่การแข่งขันกลับรุนแรงอย่างมาก
และยังเปรียบเทียบสถานการณ์นี้ว่า คล้ายกับยุคตื่นทองและน้ำมันในรัฐเท็กซัสช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 ที่นักสำรวจต่างเร่งซื้อที่ดินราคาถูกจากเกษตรกร โดยเจ้าของที่ดินไม่รู้เลยว่าที่ดินของตนอาจมีน้ำมันซ่อนอยู่อย่างมหาศาล
เช่นเดียวกับเจ้าของธุรกิจขนาดเล็กที่มีข้อมูลภายในจำนวนมาก แต่ยังไม่รู้ว่าไฟล์ธรรมดา ๆ ซึ่งดูเหมือนไม่มีอะไรพิเศษ อาจมีมูลค่าสูงขึ้นได้ และแสดงความเห็นว่า เจ้าของข้อมูลไม่ควรขายข้อมูลในราคาถูกเพียงเพราะไม่รู้มูลค่าที่แท้จริง แต่ควรมีข้อมูลเพียงพอที่จะประเมินราคาและได้รับผลตอบแทนที่เหมาะสม
ด้าน William Almeida (วิลเลียม อัลเมดา) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายรายได้ของ Micro1 กล่าวว่า ข้อมูลที่บันทึกการทำงานจริงจะมีมูลค่าสูง เพราะสามารถช่วยให้ เอไอ เข้าใจบริบทเบื้องหลังของการทำงาน เช่น เหตุใดจึงตัดสินใจเช่นนั้น หรือผลิตภัณฑ์ถูกพัฒนาขึ้นมาอย่างไร
โดยข้อมูลจะถูกนำไปใช้ฝึกเอเจนต์ เอไอ หรือเครื่องมือ เอไอ ที่สามารถใช้คอมพิวเตอร์และทำงานต่างๆ ได้ด้วยตนเอง ซึ่งเป็นหนึ่งในเป้าหมายสำคัญของบริษัทอย่าง Meta และ SpaceXAI โดยข้อมูลจากการทำงานจริงจะช่วยให้ เอไอ เรียนรู้ว่า ควรทำงานแต่ละประเภทอย่างไร เมื่อต้องพัฒนา เอไอ รุ่นใหม่ให้ทำงานได้ดีขึ้น
อัลเมดา กล่าวเพิ่มเติมว่า ผู้พัฒนา เอไอ ต้องการข้อมูลที่แสดงให้เห็นขั้นตอนการทำงานตั้งแต่ต้นจนจบมากขึ้น เพื่อให้เข้าใจภาพรวมของงานทั้งหมด ไม่ใช่แค่ข้อมูลบางส่วน โดยหากบริษัทไม่ขายข้อมูล เช่น บทสนทนาของพนักงาน ระบบบริหารความสัมพันธ์ลูกค้า (CRM) หรืออีเมล จะทำให้ข้อมูลส่วนอื่นๆ ที่ถูกนำมาขายจะมีมูลค่าลดลง
ด้าน Dan Novaes ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Mode.Inc สตาร์ตอัปที่ขายข้อมูล กล่าวว่า ปัจจุบันความต้องการซื้อข้อมูลสูงขึ้นอย่างมาก และราคาของข้อมูลขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ โดยปริมาณข้อมูลจะเป็นตัวชี้วัด คือยิ่งบริษัทมีพนักงานมากเท่าไหร่ ชุดข้อมูลของบริษัทก็ยิ่งมีมูลค่าสูงขึ้นเท่านั้น
นอกจากนี้ ความพิเศษเฉพาะของข้อมูลก็มีผลต่อมูลค่าเช่นกัน โดยหากบริษัท เอไอ คู่แข่งมีข้อมูลชุดเดียวกันอยู่แล้ว ความต้องการซื้อก็จะลดลง ขณะเดียวกัน ข้อมูลในสายงานที่ต้องการให้ เอไอ เข้าไปทำงานแทน เช่น กฎหมาย และบัญชี ก็จะเป็นที่ต้องการสูงเป็นพิเศษ
แต่โดยทั่วไปแล้วบริษัททุกประเภทไม่ว่าจะปิดกิจการไปแล้วหรือยังดำเนินธุรกิจอยู่ จะเป็นบริษัทขนาดใหญ่หรือขนาดเล็ก ก็สามารถขายข้อมูลของตนเองได้ ตราบใดที่มีข้อมูลมากเพียงพอ
อย่างไรก็ตาม ยังมีด้านที่น่ากังวลอยู่ เพราะพนักงานแทบไม่ได้รับผลตอบแทนจากการนำข้อมูลการทำงานของตนไปขายเลย ทั้งข้อความสนทนาในการทำงาน และเอกสารจาก PowerPoint หรือ Google Docs และหลายคนก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าข้อมูลเหล่านี้กำลังถูกนำไปขาย
นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่ากลุ่มแฮกเกอร์ต้องสงสัย นำฐานโค้ดที่ขโมยมาจากบริษัทขนาดใหญ่ไปเสนอขายในราคาหลายล้านดอลลาร์ อีกด้วย
ส่วนความพยายามของ Meta ในการรวบรวมข้อมูลการทำงานของพนักงาน เพื่อนำไปฝึกโมเดล เอไอ ก็ทำให้พนักงานบางส่วนแสดงความไม่พอใจ
ด้าน Ifeoma Ajunwa ศาสตราจารย์ด้านกฎหมายจากมหาวิทยาลัยเอมอรี กล่าวว่า ตลาดนี้กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่ยังไม่มีแนวทางกำกับดูแลชัดเจน จึงมีความเสี่ยงที่จะเผชิญกระแสต่อต้านครั้งใหญ่จากทั้งพนักงานและหน่วยงานกำกับดูแล
ปัจจุบัน สหรัฐฯ ยังไม่มีกฎหมายคุ้มครองความเป็นส่วนตัวที่ครอบคลุมเรื่องนี้อย่างเพียงพอ ทำให้บริษัทสามารถนำข้อมูลพนักงานไปใช้ฝึก เอไอ ได้โดยมีข้อจำกัดทางกฎหมายค่อนข้างน้อย
และเธอตั้งคำถามว่า การที่พนักงานยินยอมให้บริษัทเก็บข้อมูลของตน หมายความว่าพวกเขายินยอมให้บริษัทนำข้อมูลเหล่านั้นไปขายต่อด้วยหรือไม่ เรื่องนี้ยังเป็นประเด็นที่มีเส้นแบ่งทางจริยธรรมไม่ชัดเจน