เปิดมุมมอง 3 โบรกฯ ส่องกลยุทธ์ลงทุน พร้อมเสิร์ฟหุ้นเด่นวันนี้

#ทันหุ้น - บล.ฟินันเซียไซรัส มองแนวโน้มตลาดวันนี้ คาด SET Index จะแกว่งตัว Sideways to Sideways Up ในกรอบ 1,390-1,410 จุด โดยบรรยากาศการลงทุนในต่างประเทศยังคงค่อนไปในทางบวกจากหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่ฟื้นตัวต่อเนื่องหลังเผชิญแรงขายหนักช่วงกลางสัปดาห์ก่อน
ขณะที่ปัจจัยการเมืองในประเทศที่มีเสถียรภาพสูงขึ้นยังเป็นปัจจัยบวกหลัก อย่างไรก็ตามดัชนีที่ปรับตัวขึ้นแรงราว 14% ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ส่งผลให้ RSI เข้าเขต Overbought ค่อนข้างชัดเจน จึงอาจเห็นดัชนีแกว่งย่อตัวสลับในระยะสั้นได้บ้าง อย่างไรก็ตามหากไม่ย้อนกลับลงไปต่ำกว่าโซน 1,360+- จุด ภาพรวมแนวโน้ม SET Index ยังอยู่ในทิศทางขาขึ้น
ปัจจัยที่ตลาดรอติดตามสัปดาห์นี้ ได้แก่ ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรและเงินเฟ้อเดือน ม.ค. สหรัฐฯ ส่วนในประเทศเราให้น้ำหนักที่การประกาศกำไรบจ. 4Q25 ในเดือน ก.พ. หากไม่ได้ส่งผลให้มีการปรับลดประมาณการ EPS ปี 2026 อย่างมีนัยยะ เรามองว่าจะช่วยจำกัด Downside และคาดดัชนีมีแนวโน้มไต่ระดับขึ้นต่อจากปัจจัยการเมืองที่ในประเทศที่หนุน เราคาดว่าหุ้นกลุ่ม Domestic Play มีโอกาส Outperform ตลาด โดยได้อานิสงส์ทั้งมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น เช่น คนละครึ่งพลัสเฟส 2 รวมถึงมาตรการ Thailand Fast Pass และความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติที่สูงขึ้น จะช่วยหนุนเม็ดเงินลงทุนทางตรงให้เกิดขึ้นจริง รวมถึงกระแสเงินทุนที่คาดไหลกลับเข้าหาตลาดทุนต่อเนื่อง
กลยุทธ์ : เน้นหุ้น Domestic ที่โมเมนตัมกำไร 4Q25-1H26 แข็งแกร่งจากปัจจัยการเมืองที่ชัดเจน
หุ้นเด่นเดือน ก.พ. : BDMS, ERW, NSL, OSP, WHAUP
FSSIA Portfolio : BA, BDMS, CPALL, CPF, ERW, KTB, MTC, OSP, WHAUP
หุ้นเด่นวันนี้ : WHAUP
• แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 5.20 บาท
• เราคาดกำไรสุทธิ 4Q25 ที่ 261 ลบ. ชะลอลง -46% q-q จากรายได้ Excessive Charge และอัตรากำไรขั้นต้น SPP ที่ลดลงเล็กน้อย รวมถึงผลขาดทุนจาก GHECO-1 อย่างไรก็ตามยังเติบโตแข็งแกร่ง +11% y-y จบปี 2025 คาดกำไรปกติ +12% y-y
• เรายังคงมุมมองเชิงบวกระยะกลาง-ยาวต่อ Theme Data Center Boom ในประเทศไทย ซึ่งเริ่มทยอยก่อสร้างเสร็จและเปิดดำเนินงานในช่วงกลาง-ปลายปีนี้เป็นต้นไป เป็นบวกต่อธุรกิจขายไฟ เราคาดกำไรปกติปี 2026 +39% y-y ปัจจุบันยังเทรด PER เพียง 11 เท่าและคาด Dividend Yield ราว 6% ต่อปี
• แนวรับ 4.62//4.56 บาท แนวต้าน 4.80//5 บาท
ด้าน บล.ดาโอ คาดดัชนีฯมีโอกาสเดินหน้าต่อ แม้จะมีแรงขายทำกำไรช่วงสั้นๆเช้ามา แต่ด้วยมุมมองตลาดที่คนส่วนใหญ่เชื่อว่าการเมืองจะกลับมาหนุนตลาด โดยเป้าหมายแรกดัชนีฯ ให้ไว้ที่ 1420 จุด
ปัจจัยในประเทศ
- ผลการเลือกตั้งไทย: พรรคภูมิใจไทยมีคะแนนนำและเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล ส่งผลให้ตลาดตอบรับเชิงบวกอย่างมาก โดย SET Index วานนี้ปิดที่ 1400.89 จุด (+46.88 จุด) เรามองว่าการจัดตั้งรัฐบาลจะสำเร็จได้โดยเร็ว และมีความต่อเนื่องทางนโยบายเนื่องจากเป็นขั้วรัฐบาลเดิม ซึ่งจะช่วยเรียกความเชื่อมั่นของนักลงทุนกลับคืนมา
- นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง ยืนยันว่า รัฐบาลใหม่จะเดินหน้าโครงการ "คนละครึ่ง พลัส" อย่างแน่นอน แต่ต้องรอให้มีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ให้เรียบร้อยก่อน โดยระหว่างนี้ ยังมีเวลาในการออกแบบรายละเอียดของโครงการ ซึ่งจะเน้นความต่อเนื่องในการเพิ่มทักษะให้กับทั้งร้านค้าและประชาชน ผ่านการใช้เทคโนโลยี-AI
- Fund Flow: วานนี้ (9 ก.พ.) นักลงทุนต่างชาติ ซื้อสุทธิในตลาดหุ้นไทย 16,547 ล้านบาท และ ซื้อสุทธิในตลาดตราสารหนี้ 3,129 ล้านบาท สะท้อนความมั่นใจต่อเสถียรภาพทางการเมือง
- สถานการณ์การเมืองอื่นๆ: ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิดจริยธรรมร้ายแรง 44 สส. พรรคก้าวไกล (ปัจจุบันคือพรรคประชาชน) กรณีแก้ไข ม.112 เตรียมส่งฟ้องศาลฎีกาฯ ซึ่งอาจเป็นปัจจัยเสี่ยงทางการเมืองในระยะยาวที่ต้องติดตาม แต่ระยะสั้นตลาดให้น้ำหนักกับผลการเลือกตั้งมากกว่า
- MSCI Rebalance: จะประกาศรายชื่อหุ้นเข้า/ออกจากการคำนวณดัชนี MSCI รอบเดือน ก.พ. ในวันพรุ่งนี้(เช้า)
ปัจจัยต่างประเทศ
- สถานการณ์สหรัฐฯ-อิหร่าน: การเจรจานิวเคลียร์อิหร่านยังไม่ลุล่วง และมีความตึงเครียดสูง ด้านเนทันยาฮู ผู้นำอิสราเอล เตรียมเข้าพบทรัมป์ที่วอชิงตันในวันพุธนี้(11) เพื่อผลักดันให้ข้อตกลงกับอิหร่านครอบคลุมถึงการจำกัดขีปนาวุธและการสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธในภูมิภาค สถานการณ์ตึงเครียดอยู่มาก กดดันราคาน้ำมัน รวมถึงประเทศที่ทำธุรกิจกับอิหร่าน
- การเจรจาสหรัฐฯ-ยูเครน: เจ้าหน้าที่ยูเครน เตรียมจะพบกับตัวแทนสหรัฐฯ ที่เมืองไมอามีในเร็วๆ นี้ เพื่อหาทางยุติสงครามรัสเซีย-ยูเครน ขณะที่รัสเซียยังคงโจมตีโครงสร้างพื้นฐานยูเครนอยู่ต่อเนื่อง ติดตามความคืบหน้าดังกล่าว เนื่องจากหากสงครามไม่สามารถบรรลุสันติภาพได้ อาจมีผลต่อการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ
- ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ: ติตดามการประกาศข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ถูกเลื่อนจากความล่าช้าช่วงชัตดาวน์ ได้แก่ ในวันพุธ(11) ตัวเลข Nonfarm Payroll คาดเพิ่มขึ้น 69,000 ตำแหน่ง และ Unemployment Rate คาดทรงตัวที่ 4.4% ซึ่งจะเป็นสัญญาณเชิงบวกต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ ส่วน Christopher Waller แถลงเช้านี้แล้ว ระบุว่าแรงมองบวกคริปโตหลัง Trump ชนะเลือกตั้งเริ่มจาง เนื่องจากสถาบันการเงินปรับความเสี่ยง
- จีนลดถือครองพันธบัตรสหรัฐฯ: ทางการจีนให้สถาบันการเงินในประเทศลดการถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ เพื่อลดความเสี่ยงจากความผันผวน และกระจายสินทรัพย์สำรอง ทำให้ ราคาพันธบัตรสหรัฐฯ ปรับตัวลง Bond Yield ดีดตัวขึ้นก่อนกลับลงมาที่ระดับ 4.20% และดัชนีดอลลาร์อ่อนค่าแตะ 96.79 สะท้อนปัจจัยลบต่อความเชื่อมั่นพันธบัตรสหรัฐฯ รวมถึงนักลงทุนยังคงกังวลเรื่องวินัยทางการคลังด้วย ระวังหากทางการสหรัฐฯ ตอบโต้กลับ
ตัวเลขเศรษฐกิจและ Event
- US - Retail Sales Advance; (คาดการณ์: 0.45%, ครั้งก่อน: 0.60%)
- การประชุม ครม.
Strategy
- ตลาดหุ้นไทยได้รับแรงหนุนจากความชัดเจนทางการเมือง (Election Rally) หลังจากพรรคภูมิใจไทยนำการจัดตั้งรัฐบาล คาดว่า SET Index จะยังมี Momentum เชิงบวกต่อเนื่อง แม้ดัชนีจะปรับตัวขึ้นมาแรงทะลุ 1400 จุด แต่มองว่ายังมี Upside จาก Fund Flow ที่ไหลกลับเข้ามาอย่างหนาแน่น
- กลยุทธ์ แนะนำให้ "ถือ" หรือ "ซื้อเพิ่ม" โดยเน้นหุ้น Big Cap ที่เป็นเป้าหมายของ Fund Flow และหุ้นที่ได้ประโยชน์จากนโยบายภาครัฐที่มีความต่อเนื่อง
- ธีมการลงทุนหลัก:
- หุ้นใหญ่รับ Fund Flow: DELTA, ADVANC, PTT, AOT, GULF, SCB
2.หุ้นรับอานิสงส์นโยบายรัฐและกำลังซื้อในประเทศ: CRC, CPAXT, SAWAD, COM7*
- หุ้นในพอร์ตแนะนำ: เรานำ CPAXT เข้ามาในพอร์ต หุ้นในพอร์ตประกอบด้วย CPAXT(10%), TOP(10%), DELTA(10%), AOT(10%), SCB(10%), ADVANC(10%), HMPRO(10%), TRUE*(20%)
Technical : ADVANC, COCOCO
ขณะที่ บล.คิงส์ฟอร์ด ประเมินแนวรับดัชนี SET ที่ 1,390 แนวต้าน 1,428 – 1,457 (บน Forward P/E 15.2 – 15.5X) คาดดัชนียังได้แรงหนุนจาก Fund Flow ต่างชาติ กอปรดัชนี SET ยัง Laggard เมื่อเทียบกับดัชนีหุ้นอื่น ๆ ในกลุ่มเอเชีย แนะนำทยอยซื้อ ADVANC,GULF,PTT,SCC,BH,CPALL,AOT คาดได้แรงหนุนจาก Fund Flow / SCB,KTB,CPAXT,CRC,KTC,TIDLOR,AMATA,WHA,STECON ได้แรงหนุนจาก ม.กระตุ้นเศรษฐกิจ
TOA* (ซื้อเก็งกำไร / ราคาเป้าหมาย IAA Consensus 17.70 บาท) บริษัทรายงานกำไรสุทธิ 3Q68 ที่ 688 ล้านบาท +6%QoQ, +266%YoY หนุนจากยอดขายที่กลับมาเติบโต YoY จากตลาดต่างประเทศ ขณะที่ GPM อยู่ในระดับ 38% หนุนจากต้นทุน TiO2 และ Oil link ที่ปรับลดลง แนวโน้ม 4Q68 คาดว่าจะยังได้รับประโยชน์จากต้นทุนที่ลดลงอยู่ ส่วนรายได้คาดเติบโตได้ QoQ, YoY จากตลาดเมียนมาและเวียดนาม ส่วนประเทศไทยคาดมี demand ซ่อมแซมบ้านหลังน้ำท่วม สำหรับแนวโน้มปี 69 บริษัทตั้งเป้ารายได้ในไทย +2%ToT และต่างประเทศ +10%YoY ทั้งนี้ตลาดคาดกำไรปี 68-69 ที่ 2.7 พันล้านบาท +39%YoY และ 2.9 พันล้านบาท +9%YoY
MOSHI* (ซื้อ / ราคาเป้าหมาย Bloomberg Consensus 47.97 บาท) Consensus คาดกำไร 4Q68 ที่ 244 ลบ.(+19%YoY, +78% QoQ) การเติบโตดี้มาจากฝั่งรายได้ที่โตตามจำนวนสาขาที่สูงขึ้น และ SSSG ที่คาดว่าจะพอประคองตัวได้ผ่านการออกสินค้าใหม่ๆ Collection ลิขสิทธิ์ยอดนิยม อาทิ Care Bears, Zootopia, Stitch เป็นต้น ขณะที่ฝั่งต้นทุนค่าใช้จ่ายได้ประโยชน์จากบาทที่แข็งค่า สำหรับการดำเนินงานช่วงถัดไป ทาง MOSHI* เองวางเป้ารายได้ปี69 เติบโต 15-20% และยังเน้นกลยุทธ์ออกสินค้าใหม่ๆรวมถึงขยายสาขา ซึ่งวางแผนเปิดสาขาใหม่ปีนี้อีก 40 สาขา ทั้งนี้ ตลาดคาดกำไรสุทธิของ MOSHI* ปี68และ69 จะอยู่ที่ 634 ลบ.(+22%YoY) และ 746 ลบ.(+18%YoY)
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
