รีเซต

MEDEZE รุกเร็วต่างประเทศ ขึ้นชั้นไบโอเทคยาจากเซลล์

MEDEZE รุกเร็วต่างประเทศ ขึ้นชั้นไบโอเทคยาจากเซลล์
ทันหุ้น
12 กุมภาพันธ์ 2569 ( 02:30 )

               นพ.วีรพล เขมะรังสรรค์  ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมดีซ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ MEDEZE เปิดเผยกับ "ทันหุ้น" ว่า ปีนี้บริษัทตั้งเป้าหมายรายได้ที่จะเติบโตจนแตะระดับ 1,000 ล้านบาท โดยการที่ไทยมีรัฐบาลเสถียรภาพเข้มแข็ง และสถานะของไทยปลอดภัยจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลก จะเป็นปัจจัยบวกต่อธุรกิจในภาพรวมและทำให้ลูกค้ามีความกล้าที่จะจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น

               ขณะที่อัตรากำไรของบริษัทในปีนี้จะปรับตัวดีขึ้น นอกจากการเพิ่มขึ้นตามยอดขายแล้ว ยังมีปัจจัยบวกคือสิทธิประโยชน์จาก BOI ที่ได้รับยกเว้นภาษีเป็นเวลา 8 ปี ซึ่งจะทำให้อัตราภาษีจ่ายจริงลดลงจาก 12% เหลือเพียง 2% เท่านั้น ส่งผลโดยตรงให้อัตรากำไรสุทธิของบริษัทพุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

               นอกจากนี้ยังมีแผนลดต้นทุนผ่านการนำเข้าวัสดุพลาสติกทางการแพทย์โดยตรงจากต่างประเทศ และการสร้างโรงงานผลิตน้ำยาเลี้ยงเซลล์เอง

@ เบอร์ต้นอาเซียน

                ปัจจุบัน MEDEZE คือบริษัทที่ดำเนินธุรกิจ ธนาคารเซลล์ (Cell Banking) ผ่านขั้นตอนการตรวจประเมินมาตรฐานไปแล้ว จากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข กำลังอยู่ระหว่างตั้งเป้าหมายที่จะได้รับใบรับรอง GMP เป็นรายแรกของไทยภายในช่วงครึ่งปีแรกเพื่อต่อยอดสู่การผลิตยาต่อไป

               ปัจจุบันบริษัทมีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Cap) สูงที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สูงกว่าบริษัทจดทะเบียนในสิงคโปร์ถึง 5-6 เท่า แม้แต่ในประเทศผู้นำด้านเทคโนโลยีอย่างญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ MEDEZE บริษัทยังมีกำไรสุทธิที่โดดเด่นกว่าอย่างเห็นได้ชัด

               "ในประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างญี่ปุ่นหรือสิงคโปร์ เราชนะเขาขาดลอยในแง่ของผลกำไร และเรากำลังก้าวข้ามจากการเป็นแค่ธนาคารรับฝากเซลล์ไปสู่การเป็นบริษัท Biopharmaceutical (ยาที่ผลิตจากสเต็มเซลล์หรือเทคโนโลยีชีวภาพ) เต็มรูปแบบ" นพ.วีรพลกล่าว

               ทั้งนี้ บริษัทยังมีศักยภาพในการแข่งขันกับยักษ์ใหญ่ในจีนซึ่งดำเนินธุรกิจทั้งธนาคารเซลล์และ Biopharmaceutical โดย MEDEZE ถือไพ่เหนือกว่าด้วยสิทธิบัตรการผลิตสเต็มเซลล์จากรากผม (Hair Follicle Stem Cell) ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่จีนยังไม่มี อย่างไรก็ดีในเชิงของ พี/อี นั้นบริษัทยังถูกกว่าจีนมาก

               โดยจะเร่งในการนำเทคโนโลยีเข้าถึงในภูมิภาคให้รวดเร็ว ซึ่งเป็นสูตรในการขยายฐานของบริษัทเทคทั่วโลก

@ โกยรายได้ต่างแดนแบบ Asset-Light

               อย่างไรก็ดีแผนการขยายฐานธุรกิจสู่ต่างประเทศ MEDEZE ใช้โมเดล "Asset-Light" ซึ่งเป็นกลยุทธ์การขายองค์ความรู้ (Know-How) และนวัตกรรมของคนไทยออกสู่ตลาดโลกโดยไม่ต้องลงทุนเองเพื่อลดความเสี่ยง โดยบริษัทจะได้รับรายได้ ทั้ง ค่าที่ปรึกษา ค่ารอยัลตี้ การขายวัสดุอุปกรณ์และน้ำยาเลี้ยงเซลล์ ที่บริษัทผลิตเองและควบคุม Ecosystem ทั้งหมด รวมถึงค่าสิทธิบัตรและงานวิจัย

               โดยปีนี้เตรียมเปิดตลาดใหญ่ที่ ฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูงมาก ซึ่งมีการเจรจากับพันธมิตรที่จะลงทุนบ้างแล้ว เบื้องต้นจะมีการจัดเก็บเซลล์ที่ไทยก่อน ก่อนที่จะมีการดำเนินการเต็มรูปแบบคล้ายๆ ไทยมั่นใจการดำเนินการดังกล่าว จะช่วยดันรายได้ต่างชาติไหลเข้าต่อเนื่องโดยไม่มีค่าใช้จ่ายด้านการลงทุนเพิ่ม

@ ลุยนวัตกรรม

MEDEZE ยังเดินหน้าโครงการ Sandbox และการวิจัยเพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ในการรักษาโรค ร่วมกับสถาบันการแพทย์ชั้นนำอย่าง ศิริราช และ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยบริษัทควักกระเป๋าลงทุนวิจัยเองโรคละ 50 ล้านบาท เพื่อรักษาลิขสิทธิ์และส่วนแบ่งกำไรทั้งหมดไว้ที่บริษัท โดยคาดว่างานวิจัยในเฟส 3 และ 4 จะเสร็จสิ้นภายใน 1-2 ปี ซึ่งจะทำให้สามารถให้บริการในเชิงพาณิชย์ได้อย่างเต็มตัว

               "เราเน้นทำ Evidence-Based Medicine เพื่อพิสูจน์ให้วงการแพทย์เห็นว่าสเต็มเซลล์รักษาสามารถรักษาโรคข้อเข่าเสื่อม, SLE (พุ่มพวง), หรือฟื้นฟูตับไตได้จริง"

               นอกจากนี้บริษังยังเดินหน้าผลิต "หุ่นยนต์ผลิตเซลล์แห่งแรกของโลก" (Robot Cell Production) ในช่วงต้นปีหน้า ซึ่งเทคโนโลยีนี้จะเข้ามาพลิกโฉมการผลิตจากการใช้แรงงานคนมาเป็นระบบอัตโนมัติ ทำให้สามารถขยายกำลังการผลิตได้อย่างไร้ขีดจำกัด คล้ายกับการผลิตแบบอุตสาหกรรมที่ต้นทุนคงที่ (Fixed Cost) แต่รายได้สามารถเติบโตแบบก้าวกระโดด

@ Land of Biotechnology

               เป้าหมายสูงสุดของ MEDEZE คือการเปลี่ยนภาพลักษณ์ของประเทศไทยจาก Land of Smile ให้กลายเป็น Land of Biotechnology โดยการสร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) ของอุตสาหกรรม ATMP (Advanced Therapy Medicinal Products) ให้แข็งแกร่ง มุ่งเน้นตลาดการป้องกันโรค (Prevention) ที่มีสัดส่วนถึง 80% ของประชากร ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงและยั่งยืนกว่ากลุ่มผู้ป่วย

ข่าวที่เกี่ยวข้อง