9 ข้อน่ารู้เกี่ยวกับปรากฏการณ์เกาะความร้อนในเขตเมือง คืออะไร เขียนโดย ภัคฒ์ชาลิสา จำปามูล ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาหลายเมืองทั่วโลกต้องเผชิญกับอุณหภูมิที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ฤดูร้อนยาวนานขึ้น คลื่นความร้อนเกิดถี่ขึ้น และสภาพอากาศแปรปรวนมากกว่าที่เคยเป็น ซึ่งความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้มักถูกอธิบายว่าเป็นภาวะโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ซึ่งเป็นเรื่องระดับโลกที่กำลังส่งผลต่อวิถีชีวิตของผู้คนในทุกทวีปค่ะ แต่คุณผู้อ่านรู้ไหมคะว่า ในระดับที่ใกล้ตัวกว่านั้น ในชุมชนเมืองเองก็มีกลไกเพิ่มความร้อนของตัวเอง ที่ทำให้อุณหภูมิสูงกว่าพื้นที่รอบข้างด้วย โดยปรากฏการณ์นี้เราเรียกว่า “เกาะความร้อนในเขตเมือง” เมื่อเมืองมีพื้นผิวแข็ง อาคารหนาแน่น และการใช้พลังงานจำนวนมากร่วมกันกักเก็บและปล่อยความร้อนกลับสู่บรรยากาศ เมืองจึงไม่เพียงได้รับผลจากโลกร้อนค่ะ แต่ยังเสริมความร้อนให้ตัวเองโดยไม่รู้ตัว และการทำความเข้าใจเกี่ยวกับปรากฏการณ์นี้ จึงเป็นก้าวสำคัญในการออกแบบเมืองและวิถีชีวิตที่ตะรับมือกับความร้อนได้อย่างยั่งยืนนะคะ และต่อไปนี้คือสิ่งที่ควรรู้ค่ะ 1. เมือง “ดูดซับและกักเก็บความร้อน” มากกว่าธรรมชาติ เมืองที่เต็มไปด้วยวัสดุอย่างคอนกรีต ยางมะตอย และกระจก มีคุณสมบัติดูดซับพลังงานแสงอาทิตย์และกักเก็บความร้อนได้ดีค่ะ เพราะพื้นผิวเหล่านี้มีค่าการสะท้อนแสงต่ำ เมื่อรับแสงแดดในตอนกลางวันจึงสะสมพลังงานความร้อนไว้จำนวนมาก ซึ่งต่างจากพื้นที่ธรรมชาติที่มีต้นไม้ ดิน และแหล่งน้ำ เพราะช่วยดูดซับความร้อนบางส่วนและระบายออกผ่านกระบวนการคายไอน้ำ ผลคือในช่วงกลางคืน เมืองจะยังคงคายความร้อนสะสมออกมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้อุณหภูมิสูงกว่าในพื้นที่ชนบท และนี่คือกลไกสำคัญของปรากฏการณ์เกาะความร้อนในเขตเมืองค่ะ และในชีวิตประจำวันเราสามารถลดการสะสมความร้อนในพื้นที่ของตนเองได้ด้วยการ “เพิ่มการสะท้อน ลดการดูดซับ และเพิ่มพื้นที่สีเขียว” เช่น เลือกสีหลังคาและผนังโทนอ่อนหรือวัสดุสะท้อนความร้อน ปลูกต้นไม้หรือไม้กระถางเพื่อให้ร่มเงา จัดวางต้นไม้ริมระเบียงหรือหน้าต่างเพื่อลดแสงแดดโดยตรง ใช้ผ้าม่านกันความร้อน เปิดช่องลมให้ลมไหลเวียนได้ดี หรือแม้แต่หลีกเลี่ยงการใช้พื้นคอนกรีตโล่งขนาดใหญ่ในบ้าน ซึ่งการปรับใช้แนวทางเหล่านี้ไม่เพียงช่วยให้บ้านเย็นขึ้นและประหยัดพลังงาน แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของการบรรเทาความร้อนในระดับชุมชนด้วยค่ะ 2. ต้นไม้และพื้นที่สีเขียวคือเครื่องปรับอากาศธรรมชาติ ต้นไม้ไม่ได้แค่ให้ร่มเงาค่ะ แต่ทำหน้าที่คล้ายเครื่องปรับอากาศธรรมชาติผ่านสองกลไกสำคัญ คือ การบังแสงแดดโดยตรงและการคายไอน้ำ โดยเรือนยอดของต้นไม้ช่วยลดอุณหภูมิพื้นผิวถนนและผนังอาคารได้หลายองศา ในขณะที่กระบวนการคายน้ำของพืชจะดูดซับพลังงานความร้อนจากอากาศโดยรอบ จึงทำให้พื้นที่ใกล้ต้นไม้เย็นลงอย่างเป็นธรรมชาติ ดังนั้นการมีพื้นที่สวนสาธารณะสามารถมีอุณหภูมิต่ำกว่าพื้นที่คอนกรีตใกล้เคียงอย่างชัดเจนค่ะ โดยเฉพาะในช่วงบ่ายที่แดดจัด โดยในชีวิตประจำวันจริงๆ ของเรา การเพิ่มพื้นที่สีเขียวถึงแม้จะเพียงแค่เล็กน้อย ก็สร้างความต่างได้นะคะ เช่น ปลูกต้นไม้ให้ร่มเงาทางทิศตะวันตกของบ้าน จัดสวนแนวตั้งหรือไม้กระถางที่ระเบียง เลือกปลูกไม้พุ่มคลุมดินแทนพื้นซีเมนต์โล่ง หรือสนับสนุนการเพิ่มต้นไม้ในชุมชน เพราะการคิดถึงร่มเงาและพื้นผิวที่มีมีชีวิตมากขึ้น ไม่เพียงช่วยลดความร้อนและค่าไฟ แต่ยังช่วยฟื้นฟูคุณภาพอากาศและสุขภาวะของคนเมืองในระยะยาวได้ค่ะ 3. กลางคืนร้อนกว่า “ผิดปกติ” คุณผู้อ่านรู้ไหมคะว่า หนึ่งในลักษณะเด่นของปรากฏการณ์เกาะความร้อน คือ อุณหภูมิกลางคืนในเมืองไม่ลดลงเท่าที่ควร แต่หลังพระอาทิตย์ตก พื้นที่ธรรมชาติอย่างทุ่งหญ้า ดิน และแหล่งน้ำจะคายความร้อนออกอย่างรวดเร็ว ทำให้อากาศเย็นลง แต่ในเมือง พื้นผิวคอนกรีตและยางมะตอยที่สะสมพลังงานไว้ตลอดวัน จะค่อยๆ ปล่อยความร้อนออกมาอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับอาคารสูงที่ขวางการไหลเวียนของลม ทำให้ความร้อนถูกกักอยู่ในพื้นที่เมือง ส่งผลให้อุณหภูมิกลางคืนสูงกว่าพื้นที่รอบนอกอย่างชัดเจนค่ะ ซึ่งความร้อนที่ไม่ยอมลดในตอนกลางคืนนั้น สามารถส่งผลโดยตรงต่อสุขภาพและคุณภาพของการพักผ่อน เพราะร่างกายต้องการอุณหภูมิที่ลดลงเล็กน้อยเพื่อเข้าสู่การนอนหลับลึก หากกลางคืนยังร้อนจัด ความเสี่ยงมีภาวะอ่อนเพลีย ขาดน้ำ และความเครียดจากความร้อนจะเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในช่วงคลื่นความร้อน ดังนั้นการมีต้นไม้ใกล้บ้าน เปิดหน้าต่างรับลมเมื่ออากาศเอื้ออำนวย ใช้วัสดุสะท้อนความร้อน และลดการสะสมความร้อนภายในบ้านในตอนกลางวัน จึงเป็นกลยุทธ์สำคัญที่ช่วยให้ “กลางคืนกลับมาเย็นได้มากขึ้น” ทั้งในระดับบ้านและระดับเมืองค่ะ 4. ยิ่งเมืองหนาแน่น ยิ่งร้อน หลายคนยังไม่รู้ว่า ความหนาแน่นของอาคารคือปัจจัยสำคัญที่เร่งให้เมืองร้อนขึ้น เพราะเมื่ออาคารสูงตั้งเรียงชิดกัน จะเกิดลักษณะที่เรียกว่า หุบเขาเมือง โดยช่องว่างระหว่างตึกแคบทำให้ลมไหลเวียนได้ยาก ทำให้ความร้อนจากพื้นถนน ผนังอาคาร และกิจกรรมของมนุษย์จึงสะสมอยู่ภายในพื้นที่นั้น อีกทั้งผนังและกระจกจำนวนมากยังสะท้อนและดูดซับความร้อนซ้ำไปมา คล้ายเตาอบขนาดใหญ่ที่คายความร้อนออกช้า จึงส่งผลให้อุณหภูมิในย่านที่หนาแน่นมักสูงกว่าพื้นที่ที่โปร่งโล่งและมีพื้นที่สีเขียวค่ะ ในสถานการณ์จริงแม้เราไม่สามารถเปลี่ยนผังเมืองไม่ได้ แต่สามารถปรับพื้นที่เล็กๆ ให้โปร่งและหายใจได้มากขึ้นค่ะ เช่น จัดบ้านให้มีช่องลมตรงกัน ลดการกั้นผนังทึบที่ขวางลม ใช้วัสดุที่ไม่สะสมความร้อนมากเกินไป เพิ่มต้นไม้หรือสวนแนวตั้งเพื่อช่วยดูดซับความร้อน และสนับสนุนการออกแบบอาคารที่คำนึงถึงทิศทางลมและแสงแดด เพราะการมองเมืองในมิติของการไหลเวียนอากาศ จะช่วยให้เราเข้าใจว่าความเย็นไม่ใช่แค่เรื่องเครื่องปรับอากาศ แต่คือเรื่องพื้นที่ที่เปิดให้ธรรมชาติทำงานร่วมกับเรา 5. การใช้พลังงานในเมืองยิ่งเติมเชื้อไฟ ในเมืองพลังงานที่เราใช้ไปจำนวนมากไม่ได้เปลี่ยนเป็นงานที่มีประสิทธิภาพทั้งหมดค่ะ แต่ส่วนหนึ่งสูญเสียออกมาในรูปของของเสียในรูปของความร้อน โดยคำนี้หมายถึงพลังงานความร้อนที่เหลือจากกระบวนการทำงานของเครื่องจักร เครื่องใช้ไฟฟ้า หรือการเผาไหม้ แล้วถูกปล่อยออกสู่สิ่งแวดล้อมโดยไม่ได้ถูกนำไปใช้ประโยชน์ต่อ ตัวอย่างชัดเจน เช่น เครื่องปรับอากาศที่ดูดความร้อนจากภายในห้องแล้วระบายออกด้านนอก รถยนต์ที่ปล่อยไอร้อนจากเครื่องยนต์ โรงงานผลิตไฟฟ้าที่มีความร้อนส่วนเกินจากกระบวนการผลิตไฟฟ้า ยิ่งเมืองใช้พลังงานมาก ความร้อนที่สะสมในบรรยากาศเมืองก็ยิ่งมากขึ้น จึงกลายเป็นอีกแรงเสริมของปรากฏการณ์เกาะความร้อนค่ะ ซึ่งการลดความร้อนที่สะสมได้นั้น เราต้องเริ่มจากการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น ตั้งอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศที่ 25–26°C ใช้พัดลมช่วยกระจายลมเพื่อลดภาระคอมเพรสเซอร์ เลือกเครื่องใช้ไฟฟ้าเบอร์ประหยัดพลังงาน ลดการใช้รถยนต์ส่วนตัว และเพิ่มฉนวนกันความร้อนในบ้านเพื่อลดการเปิดแอร์นานเกินจำเป็น ถึงแม้ว่าการเปลี่ยนแปลงจะดูเล็กน้อย แต่เมื่อเกิดขึ้นพร้อมกันในระดับชุมชน ก็สามารถลดได้ทั้งการใช้พลังงาน การปล่อยก๊าซเรือนกระจก และของเสียในรูปของความร้อนที่ย้อนกลับมาทำให้เมืองของเราร้อนขึ้นได้อย่างมีนัยสำคัญค่ะ 6. กระทบสุขภาพโดยตรง ความร้อนที่สะสมในเมืองไม่ได้กระทบแค่ความสบายตัวนะคะ แต่ยังส่งผลต่อระบบการทำงานของร่างกายโดยตรง เพราะเมื่ออุณหภูมิสูงเกินไป ร่างกายต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อระบายความร้อนผ่านการขับเหงื่อและการขยายหลอดเลือด หากสูญเสียน้ำมากโดยไม่ได้ทดแทนเพียงพอ อาจเกิดภาวะขาดน้ำ อ่อนเพลีย เป็นลมแดด หรือในกรณีรุนแรงอาจเกิด โรคลมแดดชนิดรุนแรงซึ่งเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ นอกจากนี้ความร้อนยังเพิ่มภาระต่อหัวใจและหลอดเลือด โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ เด็กเล็ก หญิงตั้งครรภ์ และผู้ที่มีโรคประจำตัวค่ะ โดยการป้องกันให้เริ่มจากเรื่องพื้นฐานที่หลายคนมองข้ามค่ะ เช่น ดื่มน้ำให้เพียงพอแม้ไม่รู้สึกกระหาย หลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งช่วงแดดจัด (ประมาณ 10.00–16.00 น.) สวมเสื้อผ้าระบายอากาศดี พักในที่ร่มหรือพื้นที่อากาศถ่ายเท และสังเกตสัญญาณเตือนของร่างกาย เช่น ปวดศีรษะ หน้ามืด คลื่นไส้ หรือหัวใจเต้นเร็ว เพราะการดูแลตัวเองในวันที่อากาศร้อนจัดไม่ใช่เรื่องเล็กๆ แต่สุขภาพของเราคือด่านแรกที่ได้รับผลกระทบจากเมืองที่ร้อนขึ้นค่ะ 7. เพิ่มภาระค่าไฟและการปล่อยคาร์บอน เมื่ออุณหภูมิในเมืองสูงขึ้นความต้องการใช้เครื่องปรับอากาศและพัดลมก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วยค่ะ จึงส่งผลให้การใช้ไฟฟ้าพุ่งสูง โดยเฉพาะช่วงบ่ายถึงหัวค่ำที่เป็นช่วงสูงสุดของระบบไฟฟ้า โดยภาระค่าไฟของครัวเรือนจึงสูงขึ้น ขณะเดียวกันหากไฟฟ้ายังผลิตจากเชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นหลัก การใช้พลังงานที่มากขึ้นย่อมหมายถึงการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และก๊าซเรือนกระจกเพิ่มขึ้นด้วยนะคะ โดยสิ่งที่น่ากังวลคือวงจรย้อนกลับที่จะเกิดขึ้น นั่นคือเมืองร้อนขึ้น → ใช้แอร์มากขึ้น → ปล่อยคาร์บอนมากขึ้น → ภาวะโลกร้อนรุนแรงขึ้น → เมืองยิ่งร้อนกว่าเดิม ดังนั้นการรับมือจึงต้องทำทั้งในระดับบุคคลและระบบค่ะ เช่น ปรับอุณหภูมิแอร์อย่างเหมาะสม เพิ่มฉนวนกันความร้อนในอาคาร ใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าประหยัดพลังงาน และสนับสนุนพลังงานหมุนเวียนในระดับนโยบาย เพราะเมืองที่ออกแบบให้เย็นลงตามธรรมชาติ ไม่เพียงช่วยลดค่าไฟ แต่ยังช่วยลดปริมาณคาร์บอนในระยะยาวด้วยค่ะ 8. กระทบคุณภาพอากาศและเพิ่มโอโซนระดับพื้นดิน อุณหภูมิที่สูงขึ้นในเขตเมืองไม่ได้ทำให้แค่รู้สึกร้อนค่ะ แต่ยังเร่งปฏิกิริยาทางเคมีในบรรยากาศ โดยเฉพาะการก่อตัวของโอโซนระดับพื้นดิน ซึ่งแตกต่างจากโอโซนในชั้นบรรยากาศด้านบนนะคะ ที่ช่วยป้องกันรังสีอัลตราไวโอเลต โดยโอโซนระดับพื้นดินเกิดจากปฏิกิริยาของไอเสียรถยนต์และอุตสาหกรรม เมื่อได้รับแสงแดดและความร้อนสูง ปฏิกิริยาจะยิ่งเกิดได้ดี ทำให้วันที่อากาศร้อนจัดมักมาพร้อมค่ามลพิษโอโซนที่สูงขึ้นด้วย ซึ่งโอโซนระดับพื้นดินเป็นส่วนสำคัญของหมอกควันค่ะ และส่งผลกระทบต่อระบบทางเดินหายใจ ทำให้ระคายเคืองตา ไอ แน่นหน้าอก และอาจกระตุ้นอาการในผู้ป่วยโรคหอบหืดหรือโรคปอดเรื้อรังได้ ในชีวิตประจำวันของเราสามารถลดความเสี่ยงได้นะคะ ด้วยการติดตามค่าดัชนีคุณภาพอากาศ หลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งหนักๆ ในวันที่ค่ามลพิษสูง ลดการใช้รถยนต์ส่วนตัว และสนับสนุนการเดินทางที่ปล่อยมลพิษต่ำ ซึ่งเมืองที่ร้อนขึ้นจึงไม่ใช่แค่เรื่องอุณหภูมิค่ะ แต่คือเรื่องอากาศที่เราหายใจทุกวันด้วยค่ะ 9. แก้ได้ด้วยการออกแบบเมืองใหม่ แม้ปรากฏการณ์เกาะความร้อนจะเป็นผลจากการพัฒนาเมืองในอดีต แต่ก็เป็นปัญหาที่ออกแบบใหม่ได้ค่ะ ซึ่งการวางผังเมืองที่คำนึงถึงสภาพภูมิอากาศ สามารถลดอุณหภูมิในระดับพื้นที่ได้จริง เช่น เพิ่มสวนสาธารณะและแนวต้นไม้ตามถนนเพื่อสร้างร่มเงา ใช้หลังคาสะท้อนความร้อน หรือหลังคาที่ลดการดูดซับพลังงานแสงอาทิตย์ เลือกวัสดุปูพื้นที่มีค่าการสะท้อนแสงสูง และออกแบบอาคารให้สอดคล้องกับทิศทางลมเพื่อช่วยระบายความร้อนตามธรรมชาติ ในระดับชุมชนและนโยบาย เมืองสามารถกำหนดมาตรฐานอาคารประหยัดพลังงาน เพิ่มสัดส่วนพื้นที่สีเขียวต่อประชากร ส่งเสริมระบบขนส่งสาธารณะที่ลดการปล่อยความร้อนและมลพิษ รวมถึงฟื้นฟูพื้นที่รกร้างให้กลายเป็นพื้นที่เย็นสำหรับคนเมือง เมื่อการออกแบบเมืองมองทั้งสุขภาพ สิ่งแวดล้อม และความเป็นอยู่ควบคู่กัน เมืองจะไม่ใช่แค่ที่อยู่อาศัย แต่เป็นระบบนิเวศที่ช่วยปกป้องเราจากความร้อนในระยะยาวได้ค่ะ ที่โดยสรุปแล้วปรากฏการณ์เกาะความร้อนไม่ใช่แค่เรื่องอากาศร้อนขึ้นค่ะ แต่คือสัญญาณสะท้อนรูปแบบการพัฒนาเมืองที่กำลังส่งผลต่อสุขภาพ คุณภาพอากาศ ค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระยะยาว โดยเมื่อเมืองกักเก็บความร้อนมากขึ้น กลางคืนไม่เย็นลงตามธรรมชาติ ความเสี่ยงโรคจากความร้อนก็เพิ่มขึ้น ระบบไฟฟ้าต้องรับภาระหนักขึ้น และวงจรโลกร้อนยิ่งทวีความรุนแรง ปัญหานี้จึงไม่ใช่เรื่องไกลตัวค่ะ แต่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของคนเมืองทุกคน โดยในภาพรวมคนทั่วไปอาจเปลี่ยนผังเมืองไม่ได้ แต่สามารถเป็นส่วนหนึ่งของทางออกได้ เช่น เพิ่มพื้นที่สีเขียวรอบบ้าน ใช้วัสดุสะท้อนความร้อน ลดการใช้พลังงานที่ไม่จำเป็น เลือกการเดินทางที่ปล่อยมลพิษต่ำ และสนับสนุนนโยบายหรือโครงการที่ทำให้เมืองเย็นลง เมื่อการปรับตัวจากการลงมือทำเล็กๆ น้อยๆ เกิดขึ้นพร้อมกันในระดับครัวเรือน ชุมชน และสังคม เมืองก็มีโอกาสฟื้นสมดุล และกลับมาเป็นพื้นที่ที่เอื้อต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตในระยะยาวได้ค่ะ สำหรับผู้เขียนนั้นเคยมีประสบการณ์ใช้ชีวิตมาในชุมชนหลายแบบค่ะ แบบชุมชนเมืองสุดๆ ก็เคยมาแล้วค่ะ และแบบบ้านนอกสุดๆ ก็ได้รู้ได้เห็นมาแล้วเหมือนกันว่าเป็นยังไง ซึ่งจริงค่ะในเมืองจะร้อนอบอ้าวกว่ามาก เมื่อเทียบกับแถวทุ่งนา ริมพื้นที่ที่เป็นแหล่งน้ำ สวนสาธารณะและอื่นๆ อีกที่เป็นบรรยากาศแบบธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมดีและมีพื้นที่สีเขียวค่ะ ที่โดยปกติแล้วผู้เขียนเป็นคนที่ชอบจัดระเบียบสิ่งแวดล้อมรอบตัวค่ะ ชอบเพิ่มพื้นที่สีเขียวที่เป็นไปได้ในตอนนั้น พยายามหาทางจัดการเพื่อลดการปล่อยคาร์บอนในแต่ละวันที่ตัวเองจะทำได้ค่ะ ถึงแม้ว่าตอนนี้จะอยู่ในชุมชนกึ่งเมืองกึ่งชนบทนะคะ จึงอยากเชิญชวนคนไทยทุกคนหันมาร่วมด้วยช่วยกัน ทำในสิ่งที่ทำได้ เริ่มจากเรื่องใกล้ตัว เริ่มจากจุดที่เราสนใจ มาช่วยกันเพิ่มพื้นที่สีเขียว มาช่วยกันลดการปล่อยคาร์บอนและอื่นๆ อีกตามที่จะทำได้ค่ะ เพราะสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบตัวเราสามารถส่งผลต่อสุขภาพได้ และความร้อนสะสมในเขตเมืองคืออีกหนึ่งตัวอย่างของสิ่งที่คุกคามคนเราได้ค่ะ เราจึงต้องหันมารักษ์โลกให้มากขึ้นทุกวันนะคะ #สุขาภิบาลสิ่งแวดล้อม #อนามัยสิ่งแวดล้อม #ปรากฏการณ์เกาะความร้อนในเขตเมือง #สิ่งแวดล้อมน่ารู้ #ภาวะโลกร้อน เครดิตรูปภาพประกอบบทความ รูปภาพทำหน้าปก ถ่ายภาพโดย TravelScape จาก FREEPIK และออกแบบหน้าปกโดยผู้เขียน ใน Canva รูปภาพประกอบเนื้อหา: ภาพที่ 1 ถ่ายภาพโดย TravelScape จาก FREEPIK, ภาพที่ 2-3 ถ่ายภาพโดยผู้เขียน และภาพที่ 4 ถ่ายภาพโดย Evening_tao จาก FREEPIK เกี่ยวกับผู้เขียน ภัคฒ์ชาลิสา จำปามูล จบการศึกษา: พยาบาลศาสตรบัณฑิต จากวิทยาลัยพยาบาลศรีมหาสารคาม กระทรวงสาธารณสุข และสาธารณสุขศาสตรมหาบัณฑิต (อนามัยสิ่งแวดล้อม) จากมหาวิทยาลัยขอนแก่น มีความสนใจและประสบการณ์เกี่ยวกับ: สุขภาพ จิตวิทยาเชิงบวก การบำบัดน้ำเสียและกำจัดสิ่งปฏิกูล 9 แนวทางลดการปล่อยคาร์บอน แบบง่ายๆ ด้วยการกักเก็บไว้ในดิน 9 วิธีลดผลกระทบจากคลื่นความร้อน ในคนทำงานกลางแจ้ง มีอะไรบ้าง 9 แนวทางใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน เพื่อลดผลกระทบในสิ่งแวดล้อม