PPM โดดรับโซลาร์ครัวเรือน รุกคอมเมอร์เชียลทำเงิน

#PPM #ทันหุ้น - PPM รับอานิสงส์รัฐหนุนโซลาร์ครัวเรือน 5 หมื่นบาทต่อหลัง! สบช่องดีมานด์แผงโซลาร์เซลล์ทะลัก เล็งโกยยอดขายผ่านตัวแทนจำหน่าย ฟากผู้บริหาร “กฤษณ์ พรพิไลลักษณ์” เดินเกมรุกตลาดคอมเมอร์เชียลเต็มสูบ พร้อมปักธงรายได้รวมใกล้เคียงพันล้าน
นายกฤษณ์ พรพิไลลักษณ์ กรรมการ บริษัท พรพรหมเม็ททอล จำกัด (มหาชน) หรือ PPM เปิดเผยกับ “ทันหุ้น” ว่า กรณีภาครัฐมีแนวทางสนับสนุนการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาที่อยู่อาศัย (โซลาร์รูฟท็อป) สำหรับภาคครัวเรือน โดยสนับสนุนเงินจำนวน 50,000 บาทต่อครัวเรือน จากมูลค่าการติดตั้งระบบประมาณ 140,000 บาท ซึ่งผู้บริโภคจะต้องรับภาระค่าใช้จ่ายส่วนที่เหลืออีกราว 90,000 บาทนั้น บริษัทมองว่าเป็นปัจจัยบวกต่อภาพรวมอุตสาหกรรมพลังงานแสงอาทิตย์ และเป็นโอกาสในการขยายช่องทางจำหน่ายแผงโซลาร์เซลล์เพิ่มเติม ซึ่ง PPM ดำเนินธุรกิจพลังงานแสงอาทิตย์ผ่านบริษัทย่อย คือ บริษัท โซลาร์ พีพีเอ็ม จำกัด (SPPM)
ทั้งนี้ บริษัทมีแผนสนับสนุนการจำหน่ายแผงโซลาร์เซลล์ผ่านเครือข่ายตัวแทนจำหน่าย (Distributor) ที่มีอยู่หลายแบรนด์ เพื่อกระจายสินค้าไปยังผู้รับเหมาติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ที่ขึ้นทะเบียนกับการไฟฟ้า ช่วยเพิ่มความสะดวกในการจัดหาอุปกรณ์และรองรับความต้องการติดตั้งระบบโซลาร์รูฟท็อปของภาคครัวเรือนที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น
อย่างไรก็ดี บริษัทประเมินว่าโครงการดังกล่าวถือเป็นโอกาสสร้างรายได้เพิ่มเติม (Upside) แต่ผลกระทบโดยตรงต่อรายได้รวมอาจไม่ได้มีนัยสำคัญมากนัก เนื่องจากมูลค่าแผงโซลาร์เซลล์ต่อหนึ่งโครงการติดตั้งอยู่ที่ประมาณ 45,000–50,000 บาท จากมูลค่าโครงการรวมราว 140,000 บาท อย่างไรก็ตาม หากโครงการได้รับการผลักดันอย่างเป็นรูปธรรม จะช่วยกระตุ้นความต้องการใช้แผงโซลาร์เซลล์ในตลาดโดยรวมให้เพิ่มขึ้น
สำหรับแผนการจำหน่ายแผงโซลาร์เซลล์ผ่านเครือข่ายตัวแทนจำหน่าย บริษัทประเมินว่าจะสามารถสร้างยอดขายเพิ่มเติมได้ประมาณ 60–70 ล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วนรายได้ราว 10–15% ของยอดขายทั้งหมด
@รุกคอมเมอร์เชียล
ส่วนภาพรวมธุรกิจโซลาร์เซลล์ของ PPM ในปัจจุบัน พบว่าความต้องการติดตั้งระบบพลังงานแสงอาทิตย์ในกลุ่มโรงงานอุตสาหกรรม (Industrial) มีแนวโน้มชะลอตัวลง เนื่องจากผู้ประกอบการบางอุตสาหกรรมมีการปรับเปลี่ยนหรือย้ายฐานการผลิตไปยังต่างประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ ขณะที่อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์ไฟฟ้าบางส่วนสามารถปรับย้ายฐานการผลิตได้ค่อนข้างรวดเร็ว
สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้โรงงานที่มีแผนย้ายฐานการผลิตชะลอการลงทุนเพิ่มเติมในประเทศไทย ขณะที่โรงงานที่ยังคงดำเนินธุรกิจในประเทศมีแนวโน้มลงทุนระบบพลังงานแสงอาทิตย์อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้บริษัทประเมินว่าสัดส่วนงานติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ในภาคอุตสาหกรรมอาจทยอยปรับตัวลดลงในระยะถัดไป
ดังนั้น บริษัทจึงให้ความสำคัญกับการขยายตลาดกลุ่มอาคารพาณิชย์และธุรกิจบริการ (Commercial) มากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มศูนย์การค้า ห้างสรรพสินค้า อาคารพาณิชย์ และโครงการที่อยู่อาศัย ซึ่งยังมีความต้องการใช้พลังงานไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง รวมถึงโครงการศูนย์การค้าเปิดใหม่ที่มีโอกาสลงทุนติดตั้งระบบพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารต้นทุนพลังงาน
ปัจจุบันบริษัทอยู่ระหว่างเข้าร่วมเสนอราคาและประมูลงานติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ในกลุ่ม Commercial อย่างต่อเนื่อง โดยบริษัทมีรายได้จากกลุ่มดังกล่าวประมาณ 200–300 ล้านบาท โดยคาดหวังว่าจะได้รับงานเพิ่มเติม เพื่อเข้ามาชดเชยสัดส่วนรายได้จากกลุ่ม Industrial ที่มีแนวโน้มปรับตัวลดลง พร้อมผลักดันให้กลุ่ม Commercial กลายเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์สำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจระยะต่อไป
@รายได้ใกล้พันล้าน
สำหรับภาพรวมผลการดำเนินงาน บริษัทประเมินว่ารายได้มีโอกาสอยู่ในระดับใกล้เคียง 1,000 ล้านบาท ขณะที่อัตรากำไร (Margin) คาดว่าจะทรงตัว เนื่องจากการแข่งขันในตลาดติดตั้งระบบพลังงานแสงอาทิตย์ยังอยู่ในระดับสูง
อย่างไรก็ตาม บริษัทมองว่าการขยายตัวของโครงการโซลาร์ภาคครัวเรือนจะช่วยเพิ่มโอกาสทางธุรกิจให้กับผู้ประกอบการในอุตสาหกรรม โดยเฉพาะผู้รับเหมาที่มีความเชี่ยวชาญด้านการติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์สำหรับที่อยู่อาศัยและโครงการขนาดต่าง ๆ ซึ่งอาจขยายการให้บริการเข้าสู่ตลาดใหม่เพิ่มเติม
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
