เคยสงสัยไหมว่าทำไมทุกครั้งที่เรากดเข้าแอปพลิเคชัน Netflix บนหน้าจอทีวีหรือสมาร์ตโฟน แล้วได้ยินเสียง "ตาดำมมม..." (Ta-Dum) เด้งขึ้นมาเพียง 3 วินาที หัวใจของเราถึงรู้สึกตื่นเต้นและพร้อมที่จะเข้าสู่โลกแห่งความบันเทิงทันที? เสียงเปิดตัวสุดไอคอนิกนี้ได้กลายเป็นหนึ่งใน Sonic Branding หรือแบรนด์ทางเสียงที่ทรงพลังและมีชื่อเสียงที่สุดในโลกยุคปัจจุบัน แต่รู้หรือไม่ว่าเบื้องหลังเสียงสั้นๆ เพียงไม่กี่วินาทีนี้ มีเรื่องราวประวัติศาสตร์ที่น่าตื่นเต้น ผิดคาด และเกือบจะไม่ใช่เสียงที่เราคุ้นเคยกันในทุกวันนี้เลยด้วยซ้ำ! แรงบันดาลใจจากเสียงเคาะไม้และการเลียนแบบหัวใจเต้น จุดเริ่มต้นของเสียงนี้เกิดขึ้นในปี 2015 เมื่อ Todd Yellin รองประธานฝ่ายผลิตภัณฑ์ของ Netflix ในขณะนั้น ต้องการสร้างเสียงเปิดตัวบทเพลงความบันเทิงที่จะทำให้ผู้ใช้รู้สึกว่า "กำลังจะได้ชมอะไรที่พิเศษสุดๆ" เขาจึงได้ดึงตัว Lon Bender นักออกแบบเสียง (Sound Designer) ดีกรีรางวัลออสการ์เข้ามาร่วมงาน โจทย์หลักคือต้องเป็นเสียงที่สั้น จดจำง่าย และสื่อถึงอารมณ์ของการชมภาพยนตร์ ในตอนแรก Lon Bender พยายามทดลองหลากหลายวิธี จนกระทั่งเขาพบกับไอเดียสุดแปลก นั่นคือการนำ "แหวนแต่งงาน" ของตัวเอง มาเคาะเข้ากับตู้ไม้มะฮอกกานีข้างเตียงนอนในห้องนอนของเขาเอง! จากนั้นก็นำเสียงเคาะไม้นั้นมาผสมผสานเข้ากับเสียงทุบ และเสียงเบสความถี่ต่ำ เพื่อเลียนแบบจังหวะ "เสียงหัวใจเต้น" ของคนที่กำลังตื่นเต้นก่อนหนังจะเล่นนั่นเอง ตัวเลือกสุดพีค... ที่เกือบกลายเป็นเสียงแพะและสุนัขเห่า! ในกระบวนการคัดเลือกเสียงรอบสุดท้าย ทีมงานได้รวบรวมตัวเลือกเสียงต่างๆ ไว้มากกว่า 20-30 เสียง เพื่อนำไปทดสอบกับกลุ่มผู้บริโภค (Focus Group) สิ่งที่น่าทึ่งและชวนขำที่สุดคือ หนึ่งในตัวเลือกที่เกือบจะได้รับเลือกชนะเลิศ มีเสียง "สุนัขเห่า" รวมอยู่ด้วย! โดยได้แรงบันดาลใจย้อนยุคมาจากโลโก้ของบริษัทภาพยนตร์โบราณอย่าง MGM ที่มีสิงโตคำราม นอกจากนี้ยังมีตัวเลือกที่เป็นเสียงแพะร้อง และเสียงดนตรีแนวลึกลับอีกหลายแบบ แต่สุดท้าย Todd Yellin และทีมงานก็มองว่าเสียงสัตว์อาจฟังดูตลกและไม่เหมาะกับภาพลักษณ์สตรีมมิ่งระดับโลกที่ครอบคลุมหลากหลายแนวคอนเทนต์ พวกเขาจึงตัดสินใจเลือกเสียงเคาะไม้มะฮอกกานีเป็นหลัก แล้วเพิ่มลูกเล่นด้วยเสียงสายกีตาร์ไฟฟ้าแบบถอยหลัง (Reverse Guitar) ในช่วงท้ายเข้าไป เพื่อเพิ่มมิติความรู้สึกของการทะยานไปข้างหน้าอย่างสมบูรณ์แบบ เวอร์ชันออร์เคสตราสุดยิ่งใหญ่โดย Hans Zimmer สำหรับโรงภาพยนตร์ ความน่าสนใจยังไม่จบลงเพียงเท่านี้ เพราะเมื่อ Netflix เริ่มขยายอุตสาหกรรมเข้าสู่การผลิตภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์เพื่อส่งเข้าประกวดรางวัลและฉายในโรงภาพยนตร์ พวกเขาก็พบกับปัญหาใหม่ นั่นคือเสียง "Ta-Dum" ความยาว 3 วินาทีเดิมนั้น "สั้นเกินไป" สำหรับบรรยากาศของจอภาพยนตร์ขนาดใหญ่ในโรงหนัง มันผ่านไปรวดเร็วมากจนผู้ชมในโรงยังไม่ทันตั้งตัว ด้วยเหตุนี้ Netflix จึงได้ติดต่อไปหา Hans Zimmer คีตกวีและประพันธ์เพลงประกอบภาพยนตร์ระดับตำนานของ Hollywood ให้มาช่วยรีมิกซ์เสียงนี้ใหม่ โดย Hans Zimmer ได้นำเพลงสั้น 3 วินาที มาขยายโครงสร้างและใส่เครื่องดนตรีออร์เคสตราเต็มวงเข้าไป กลายเป็นเสียง Ta-Dum เวอร์ชัน Extended ความยาว 16 วินาที ที่ฟังดูยิ่งใหญ่ ทรงพลัง และให้ความรู้สึกเหมือนกำลังนั่งอยู่ในโรงภาพยนตร์ระดับพรีเมียมอย่างแท้จริง บทสรุปและเรื่องน่ารู้ใกล้ตัว จากเสียงเคาะตู้ไม้ข้างเตียงแบบง่ายๆ สู่การพัฒนาจนกลายเป็นเอกลักษณ์ระดับโลกที่ผู้คนนับร้อยล้านคนจดจำได้ทันทีที่ได้ยิน เสียง Ta-Dum ไม่เพียงแต่ทำหน้าที่เป็นสัญญาณเตือนว่าความบันเทิงกำลังจะเริ่มขึ้นเท่านั้น แต่ยังเป็นบทเรียนราคาแพงของการสร้างแบรนด์ผ่านเสียง (Sonic Branding) ที่พิถีพิถันและเบื้องหลังเต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์อย่างยิ่ง ครั้งหน้าที่คุณเปิดดูซีรีส์เรื่องโปรดกับเพื่อนหรือคนรัก แล้วได้ยินเสียง "ตาดำมมม..." นี้ขึ้นมา อย่าลืมเล่า Trivia สั้นๆ เรื่องเสียงหมาเห่าและตู้ไม้ข้างเตียงนี้ให้พวกเขาฟัง รับรองว่าจะเปลี่ยนการดูหนังธรรมดาให้มีเรื่องคุยสนุกๆ เพิ่มขึ้นอีกเยอะแน่นอนครับ! รูปภาพทั้งหมดโดย A.I. เปิดประสบการณ์ความบันเทิงที่หลากหลายสุดปัง บน App TrueID โหลดเลย ฟรี !