คำถามนี้ตอบง่ายมากเลยใช่ไหมครับ? สมมติว่าเราเป็นคนธรรมดาทั่วไป เงินเดือนสักสองหมื่น ไม่ได้เกิดมาบนกองเงินกองทอง แล้วอยู่ๆ ก็กลายเป็นคนที่มีเงิน 50 ล้าน (ซึ่งนั่นทำให้เรารวยกว่าคน 99% บนโลกใบนี้แล้ว) แน่นอนแหละ… เราก็ต้องมีความสุขอยู่แล้วใช่ไหมล่ะ แต่ถ้าคุณคือมหาเศรษฐีอันดับ 1 ของโลก มีทรัพย์สินระดับ 5 ล้านล้านบาท แล้ววันหนึ่งเงินของคุณหายไปจนเหลืออยู่ 50 ล้านบาท คุณจะยังมีความสุขไหม? 50 ล้านเท่ากัน ซื้อของได้เหมือนกัน และก็ยังรวยกว่าคนอีกตั้งเยอะในโลกใบนี้ แต่ทำไมคนหนึ่งถึงรู้สึกเหมือน "ขึ้นสวรรค์" แต่อีกคนกลับรู้สึกเหมือน "ตกนรก"? ผมว่ามันชี้ให้เห็นอะไรบางอย่างที่หลายคนอาจจะไม่เคยนึกถึง “ความสุขของเรามาจากความรู้สึกของเราที่มีต่อเงิน ไม่ใช่จำนวนเงิน” สิ่งที่เราต้องการจริง ๆ ไม่ใช่เงิน เวลาเราบอกว่า “อยากรวย” ลองถามตัวเองลึก ๆ ดูครับว่าเพราะอะไร? คำตอบก็อาจจะประมาณว่า ก็จะได้ซื้อของที่อยากได้ หรือชีวิตจะได้สบายขึ้น หรืออาจจะเป็นความรู้สึกว่ามีคนยอมรับ ฯลฯ แต่ถ้ามาลองคิดกันให้ดี เราไม่ได้อยากได้ "เงิน" กันหรอกครับ สิ่งที่เราอยากได้คือ “ความรู้สึก” ที่เราเชื่อว่าเงินจะมอบให้ เช่น ความมั่นคง ความปลอดภัย การได้รับการยอมรับ อิสรภาพ ซึ่งสุดท้ายทุกอย่างมันก็นำมาซึ่งความสุข เงินเป็นแค่ "ตัวแทน" ของสิ่งเหล่านั้น Abraham Maslow นักจิตวิทยาชื่อดัง ได้อธิบายไว้ว่า ความต้องการของคนเรามันมีหลายระดับ ตั้งแต่เรื่องพื้นฐานอย่างอาหาร ที่อยู่อาศัย ความปลอดภัย ไปจนถึงเรื่องที่ลึกกว่านั้นอย่างความรัก ความภาคภูมิใจ หรือความรู้สึกว่าชีวิตเรามีคุณค่า เงินตอบโจทย์ข้อแรก ๆ ได้ดีมาก แต่ยิ่งเป็นความต้องการในข้อหลัง ๆ เงินกลับมอบให้เราได้น้อยลงเรื่อย ๆ สรุปก็คือ เงินช่วยให้เราพ้นจากความทุกข์พื้นฐานได้ดี แต่มันไม่ได้รับประกันว่าเราจะมีความสุขเลย ถ้าอย่างนั้น ทำไมเราถึงยังเชื่อว่า รวย = สุข? เพราะโลกบอกเราแบบนั้นตลอดเวลา โฆษณาบอกว่าซื้อสิ่งนี้แล้วจะมีความสุข โซเชียลมีเดียโชว์ภาพคนรวยที่ดูมีชีวิตสมบูรณ์แบบ เพราะสังคมวัดค่าคนด้วยว่า "ใครมีอะไรบ้าง" จนเราซึมซับความเชื่อที่ว่า “ถ้ามีมากพอ เดี๋ยวทุกอย่างก็ดีเอง…” แต่ถ้ามันจริง ทำไมมหาเศรษฐีหลายคนถึงยังไม่หยุดหาเงินเพิ่ม? ทั้ง ๆ ที่เขาก็สามารถซื้อแทบจะทุกอย่างบนโลกได้แล้ว ในโลกธุรกิจ ใคร ๆ ก็รู้ว่าธุรกิจที่ดีต้องใช้ต้นทุนให้น้อยที่สุด เพื่อให้ได้กำไรมากที่สุด เราเลือกรถก็ต้องดูว่าคันไหนกินน้ำมันน้อยแต่วิ่งได้ไกล เลือกเครื่องใช้ไฟฟ้าก็ต้องดูว่ารุ่นไหนกินไฟน้อยแต่ทำงานได้เต็มที่ ดังนั้นถ้าเราลองมองว่า 'ความสุข' คือ 'กำไร' แล้ว 'เงิน' ที่ต้องหาคือ 'ต้นทุน' สิ่งที่ควรจะเป็นก็คือเราควรที่จะ “หาความสุขให้ได้มากที่สุด ด้วยเงินที่น้อยที่สุด” ใช่ไหมครับ? แต่โลกของเรากลับเลือกให้ค่ากับคนที่มีเงินมาก ใครมีเงินมากก็จะมีความสุขมาก ยิ่งมาก ยิ่งดี นั่นแปลว่า เราต้อง “ใช้เงินมาก ๆ มาเป็นต้นทุน เพื่อจะเอาไปแลกเป็นความสุข" โดยที่อาจจะลืมกันไปว่าเราต้องเอาอะไรไปแลกมาบ้าง เช่น สุขภาพ เวลา ความสัมพันธ์ ความสงบในจิตใจ ฯลฯ ถ้าใครทำธุรกิจแบบนี้ เจ๊งแน่นอน.. เมื่อวิทยาศาสตร์บอกว่า "ความสุขมีจุดอิ่มตัว" งานวิจัยของ Daniel Kahneman นักจิตวิทยารางวัลโนเบลพบว่ารายได้ที่เพิ่มขึ้นช่วยให้คนมีความสุขเพิ่มขึ้นจริง แต่เมื่อถึงจุดหนึ่งแล้วมันจะเริ่มหยุด เมื่อความต้องการพื้นฐานถูกตอบสนองได้แล้ว และมันจะมีปรากฏการณ์นึงที่เรียกว่า Hedonic Treadmill หรือ "ลู่วิ่งแห่งความสุข" ลองนึกภาพวันที่เราได้เงินเดือนก้อนแรก หรือได้เลื่อนตำแหน่งดูสิครับ วันแรกเราดีใจแค่ไหน แต่ผ่านไปไม่กี่เดือน เงินเท่าเดิม งานตำแหน่งเดิม เรากลับรู้สึกเฉย ๆ ไปแล้ว มัน "ไม่พอ" อีกแล้ว เราจะอยากได้เงินเดือนมากกว่านี้ ตำแหน่งสูงกว่านี้ และเมื่อเราทำสำเร็จอีก เราก็จะดีใจอีก และพอผ่านไปอีกสักพัก เราก็จะเกิดความอยากได้ขึ้นอีกครั้ง เราจะมองหาเป้าหมายต่อไป อีกครั้ง และอีกครั้ง และอีกครั้ง... เหมือนวิ่งบนลู่วิ่งที่ไม่มีเส้นชัย ไม่ว่าจะมีเท่าไหร่ ถ้าใจยังรู้สึก "ขาด" เราก็จะต้องวิ่งหาเส้นชัยใหม่ ไม่มีวันได้หยุด แล้วเราไม่ควรรวยหรอ? ไม่ใช่แบบนั้นครับ เงินไม่ใช่ผู้ร้าย การมีฐานะดี มันช่วยให้ชีวิตเรามั่นคง ปลอดภัย ดูแลคนที่เรารักได้ ช่วยให้เราแบ่งปันคืนสู่สังคมได้ด้วย ปัญหาไม่เคยอยู่ที่ตัวเงินเลย แต่มันอยู่ที่ "ความรู้สึก" ที่เรามีต่อมันต่างหาก ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ว่า "มีเงินเท่าไร" แต่คือความที่เรารู้สึกว่า "มันยังไม่พอ" ความอยากได้เป็นเหมือนไฟที่ยิ่งเติมเชื้อก็ยิ่งลุก ยิ่งสนองมันมาก มันก็ยิ่งอยากมากขึ้น มันจะมองหาสิ่งต่อไปอยู่เสมอ เพราะจิตใจของเราถูกฝึกมาให้มองหาความสุขจากสิ่งภายนอกเสมอ คิดว่าความสุขอยู่ “ตรงนั้น” เสมอ ไม่เคยอยู่ “ตรงนี้” ซึ่งตราบใดที่เรายังเชื่อแบบนั้น มันก็ยากที่จะรู้สึกพอสักที แล้วคำตอบอยู่ตรงไหน? ผมว่าสิ่งที่ช่วยได้จริง ๆ คือการหาจุดสมดุล ทำมาหากินอย่างเต็มที่ แต่ไม่ปล่อยให้ความอยากลากเราไปจนหมดแรง ขยันหา แต่รู้จักพอ ตั้งใจทำ ไม่สร้างความเสี่ยงจนเกินตัว และยอมรับว่าความผิดพลาด ความไม่สมหวังเป็นเรื่องธรรมชาติ ไม่ยึดว่าจะต้องได้ผลลัพธ์ตามที่ใจวาดไว้เท่านั้นเราถึงจะมีค่า เคยสังเกตกันไหมครับว่า ช่วงเวลาที่เรามีความสุขจริง ๆ บางครั้งกลับเป็นช่วงเวลาที่เรียบง่ายที่สุด? การได้ดื่มกาแฟดี ๆ สักแก้ว, การได้หัวเราะกับเพื่อนสนิท, หรือการได้นอนหลับเต็มตื่นโดยไม่มีเรื่องกังวลใจ ในทางพุทธเรียกสิ่งนี้ว่า "สันโดษ" ซึ่งไม่ได้แปลว่าขี้เกียจหรือห้ามพัฒนาตัวเอง แต่มันคือการรู้จักมองเห็นคุณค่าในสิ่งที่มีอยู่แล้ว ไม่ต้องรอให้มีครบก่อนถึงจะยอมมีความสุข ถ้าวันนี้คุณยังไม่มี 50 ล้าน แต่คุณตื่นมาพร้อมสุขภาพที่ดี มีเพื่อนให้คุยด้วย มีครอบครัวที่รักคุณ ไม่แน่ว่าคุณอาจจะกำลังถือครอง "ความมั่งคั่ง" ที่เศรษฐีพันล้านบางคนยอมแลกทุกอย่างเพื่อให้ได้มาอยู่ก็ได้ครับ เครดิต: ภาพปกและภาพประกอบทั้งหมดสร้างโดย A.I. และ Affinity Photo 2 เปิดประสบการณ์ความบันเทิงที่หลากหลายสุดปัง บน App TrueID โหลดเลย ฟรี !