ทำความรู้จัก kospi index: ดัชนีตลาดหุ้นที่ร้อนแรงที่สุดในช่วงนี้ หากพูดถึงความเคลื่อนไหวในแวดวงการเงินการลงทุนในรอบเดือนที่ผ่านมา แน่นอนว่าประเด็นที่ร้อนแรงที่สุดก็คงจะหนีไม่พ้นตลาดหุ้นเกาหลี หรือดัชนี kospi index ที่ผันผวนรุนแรง จนสั่นสะเทือนแวดวงการเงินทั่วโลกนั่นเอง ในวันนี้เราจึงจะพากันมาทำความรู้จักว่าดัชนีตัวดังกล่าวนี้คืออะไร ? และสาเหตุ ที่มาที่ไปที่ทำให้ดัชนีหุ้นตัวนี้ถูกพูดถึงอย่างร้อนแรงไปทั่วโลกคืออะไร ? ดัชนี kospi index คือ ? kospi index ก็คือตัวเลขชี้วัดสภาพตลาดหุ้นหลักของเกาหลีใต้ ซึ่งคำนวณมาจากตัวเลขความเคลื่อนไหว มูลค่าการซื้อขายของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นเกาหลีทุกตัว เปรียบเทียบง่าย ๆ ได้กับ ดัชนี SET index ของบ้านเรานั่นเอง กล่าวคือหากเราจะดูว่าจะสภาพตลาดหุ้นเกาหลี ณ เวลานั้น ๆ ดี หรือไม่ดี เราก็สามารถดูได้จากดัชนี kospi หากมีแรงซื้อหุ้นในตลาดจากนักลงทุนเยอะ ก็จะสะท้อนมาเป็นตัวเลขที่บวกขึ้นของ kospi index หากมีแรงเทขายหุ้นออกเยอะก็จะสะท้อนมาเป็นตัวเลขที่ลบลงของ kospi index เช่นเดียวกับ set index ของเรา อย่างไรก็ตามหากเทียบกับขนาด หรือมูลค่ารวมแล้วก็ต้องบอกว่า kospi index ของเกาหลีใต้มีขนาดใหญ่กว่าตลาดหุ้นบ้านเราเยอะ โดยข้อมูลล่าสุดในปี 2026 kospi index ติดอันดับดัชนีมูลค่าสูงสุดอันดับ 6 ของเอเชีย และนั่นก็ทำให้ความเคลื่อนไหวของตลาดได้รับความสนใจมากเป็นพิเศษ บริษัทที่น่าสนใจในตลาดหุ้นเกาหลี อย่างที่ทราบกันว่าเศรษฐกิจเกาหลีใต้ถือเป็นหนึ่งในประเทศที่เติบโตสูงสุดในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา ดังนั้นตลาดหุ้นเกาหลีจึงมีบริษัทยักษ์ใหญ่ที่มูลค่าสูงจดทะเบียนอยู่มากมาย แต่กลุ่มธุรกิจที่น่าสนใจมากที่สุดก็แน่นอนว่าเป็นกลุ่มเทคโนโลยี และอุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งมีบริษัทชั้นนำจดทะเบียนอยู่ดังนี้ Samsung บริษัทผู้นำด้านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และหน่วยความจำ ซึ่งนับรวมถึงสมาร์ทโฟนยอดนิยมที่ได้รับความนิยมใช้งานในกลุ่มผู้ใช้งานในบ้านเราเป็นอันดับต้น ๆ ด้วย Sk Hynix บริษัทผู้นำการผลิตชิปหน่วยความจำรายใหญ่ ซึ่งเป็นเสมือนแหล่งซัพพลายให้กับบริษัทที่พัฒนาระบบ AI และ Data Center Hyudai Motor บริษัทผลิตรถยนต์ยักษ์ใหญ่ ที่มีการวางจำหน่ายรถยนต์ไปทั่วโลก และกำลังเป็นหนึ่งในผู้นำการผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้าและนวัตกรรมด้านยานยนต์ Naver Crop หนึ่งในบริษัทชั้นนำด้านแพลตฟอร์มดิจิทัล โดยมีทั้งแพลตฟอร์มค้นหาข้อมูล และแพลตฟอร์มบันเทิงยอดนิยมอย่างเว็บตูนที่ฐานผู้ในงานเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่และวัยทำงานจำนวนมากทั่วโลก ช่วงเดือนที่ผ่านมาเกิดอะไรขึ้นกับตลาดหุ้นเกาหลี ? จุดเริ่มต้นที่ทำให้ดัชนี kospi และตลาดหุ้นเกาหลีถูกพูดถึงไปทั่วโลก ต้องบอกว่าเป็นการถล่มลงของราคาหุ้นในกลุ่มผู้ผลิตชิป AI และเซมิคอนดักเตอร์นั่นเอง โดยก่อนหน้านี้หุ้นกลุ่มดังกล่าวถือว่าเป็นตัวชูโรงของตลาดหุ้นเกาหลีที่ช่วยสร้างเศรษฐีใหม่ในเกาหลีขึ้นหลายราย การปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องของหุ้นกลุ่มดังกล่าวช่วยทำให้ทรัพย์สินของนักลงทุนในเกาหลี โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับนักลงทุนเจเนอเรชั่นใหม่ ๆ ที่สนใจเรื่องเทคโนโลยีเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ทว่าช่วง 40 วันที่ผ่านมา ราคาหุ้นกลุ่มนี้กลับปรับตัวลงอย่างรุนแรง จนฉุดดัชนี kospi ลงกว่า 40% เซเลปสายลงทุนพอร์ตแตกระนาวจนกลายเป็นไวรัล สิ่งที่ทำให้การถล่มลงของดัชนี kospi กลายเป็นกระแสต่อเนื่องในโลกออนไลน์ก็คือการที่บรรดาเซเลป หรืออินฟลูเอนเซอร์สายลงทุนในเกาหลีออกมาแชร์ประสบการณ์พอร์ตแตกผ่านแพลตฟอร์มโซเชียลต่าง ๆ นั่นเอง บ้างก็ถูกบังคับขาย บังคับปิดสถานะเทรดขณะกำลังไลฟ์สดเทรดให้แฟน ๆ ชมกันอยู่ หลังมีการใช้ Leveraged(ตัวคูณ) ในการเทรด หรือบ้างก็เทรดด้วยบัญชี Margin ซึ่งเป็นลักษณะของการกู้ยืมเงินจากโบรกมาเทรดก่อน โดยมีการวางหลักประกันเพียงบางส่วนนั่นเอง ทำให้เวลาที่ตลาดเคลื่อนไหวลงอย่างรวดเร็ว ความเสียหายจากการลงทุนจะเกินตัวไปหลายเท่าตัวลยนั่นเอง รีแอคชั่นจากการพอร์ตแตกของเหล่าอินฟลูฯเกาหลีจึงถูกแชร์ต่อออกไปทั่วโลกออนไลน์ เกาหลีรับมืออย่างไร หลังตลาดถล่มลงและนักลงทุนจำนวนมากเสียหายหนัก เบื้องต้นหลังจากที่กระแสพอร์ตแตกของนักลงทุนเกาหลีกระจายไปทั่วโลก ทาง ก.ล.ต. ได้ออกมาตรการรับมือเร่งด่วน โดยระงับการออก Leveraged ETF ที่อ้างอิงหุ้นรายตัวในตลาด เพื่อป้องกันความเสียหายจากตราสารที่มีตัวคูณผลตอบแทน พร้อมทั้งเพิ่มจำนวนเงินฝากขั้นต่ำสำหรับเข้าบัญชีหลักทรัพย์ เพื่อให้มั่นใจได้มากขึ้นว่านักลงทุนมีเงินสดเพียงพอที่จะรับความเสี่ยงจากความเสียหายในการลงทุน เพราะอะไรการใช้ Leveraged และ Margin ถึงทำให้นักลงทุนขาดทุนหนักจนหมดตัว ? หลายคนอ่านความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นเกาหลีแล้วก็อาจจะยังรู้สึกงง ๆ ว่าทำไมการเทรดด้วยสิ่งที่เรียกว่า Leveraged และบัญชี Margin จึงทำให้นักลงทุนเสียหายหนักจนหมดตัว หรือเรียกว่าพอร์ตแตกได้ ก็ต้องอธิบายกันแบบนี้ว่า - Leveraged เป็นตราสารการลงทุนที่มีตัวคูณผลตอบแทน เช่น X2, X3, X5 เป็นต้น ซึ่งนับเป็นเครื่องมือการลงทุนชิ้นนึงที่ทำให้นักลงทุนมีโอกาสทำกำไรได้มากกว่ากำไรที่ปรับตัวขึ้นจริงจากราคาสินทรัพย์นั้น ๆ ตัวอย่างเช่น หากราคาหุ้นตัวใด ๆ ปรับขึ้น 100% แต่นักลงทุนเลือกลงทุนในตราสารอ้างอิงหุ้นตัวดังกล่าวที่มี Leveraged เป็น X5 แทนที่นักลงทุนจะได้รับกำไร 100% นักลงทุนก็จะได้รับกำไรจริงสูงถึง 500% นั่นเอง อย่างไรก็ตามความน่ากลัวมันอยู่ตรงที่หากราคาหุ้นปรับลงสวนทางกันตัวคูณดังกล่าวก็จะทำงานในรูปแบบเดียวกัน นั่นคือหากราคาปรับลง -100% ด้วย Leveraged X5 ก็จะทำให้นักลงทุนขาดทุนสูงถึง -500% นั่นเอง - บัญชี Margin การเทรดด้วยบัญชีมาร์จิ้นจะเป็นลักษณะของการที่บริษัทหลักทรัพย์ หรือโบรกเกอร์อนุมัตเครดิตให้นักลงทุนนำไปเทรดได้ โดยที่มีการวางเงินประกันลงไปบางส่วน ยังไม่ต้องจ่ายเงินค่าซื้อสินทรัพย์ทั้งหมด ตัวอย่างเช่น ในการลงทุนซื้อหุ้นตัวใด ๆ นักลงทุนอาจฝากเงินเข้าไปเพียง 20% ของมูลค่าที่ต้องจ่ายจริง เท่ากับว่าเงินส่วนที่เหลืออีก 80% เป็นเงินที่ยืมจากโบรกเกอร์มาซื้อก่อนนั่นเอง ในกรณีที่ราคาหุ้นปรับตัวสูงขึ้นก็จะถือเป็นข้อดีที่นักลงทุนสามารถทำกำไรได้โดยใช้เงินตัวเองลงทุนไปเพียงเล็กน้อย ทว่าในทางตรงกันข้ามหากราคาหุ้นปรับลงรุนแรง บริษัทหลักทรัพย์ก็มีสิทธิ์ที่จะบังคับขาย หรือบังคับปิดสถานะเพื่อป้องกันความเสี่ยงที่จะสูญเงินที่ให้นักลงทุนยืมไปนั่นเอง กรณีแบบนี้เท่ากับนักลงทุนอาจจะสูญเงินหลักประกันที่วางไปทั้งหมด และอาจต้องชดเชยด้วยกาจ่ายเงินเพิ่มส่วนที่เป็นเงินยืมจากบริษัทหลักทรัพยด์ด้วยนั่นเอง ณัฐนันท์ ภาพปก/ภาพประกอบ 1-3 โดยผู้เขียน (Design Element on Canva) ภาพประกอบ 4 จาก Pixabay.com เปิดประสบการณ์ความบันเทิงที่หลากหลายสุดปัง บน App TrueID โหลดเลย ฟรี !