รีเซต

“เอกนิติ” ชูไทย Trusted Connector สร้างเชื่อมั่น ดึง FDI รับโลกแบ่งขั้ว

“เอกนิติ” ชูไทย Trusted Connector สร้างเชื่อมั่น ดึง FDI รับโลกแบ่งขั้ว
ทันหุ้น
13 ตุลาคม 2569 ( 14:50 )
2

#ทันหุ้น ”เอกนิติ”ชูไทยสร้างบาทบาท "Trusted Connector" เร่งสร้างความเชื่อมั่นใน-นอกประเทศดึง FDI ยกระดับเศรษฐกิจไทย   IMF ชี้การแบ่งขั้วสร้างต้นทุนสูง แนะสร้างความไว้ใจระหว่างกัน ขณะที่ เวิลด์แบงก์ชี้การค้าโลกเปลี่ยนทิศ ประเทศกำลังพัฒนาค้าขายกันเองพุ่ง 50%

ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังกล่าวในเวทีสัมมนาหัวข้อ Building Resilience in a Fragmented World ในงาน 2026 IMF-WBG Annual Meetings ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพว่า ประเทศไทยเสนอตัวรับบทบาท"Trusted Connector"หรือสื่อกลางเชื่อมโยงที่ได้รับความไว้วางใจในระดับสากล เพื่อทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างประเทศขนาดใหญ่และประเทศขนาดเล็ก พร้อมเร่งสร้างความเชื่อมั่นทั้งในและนอกประเทศ เพื่อเปลี่ยนเงินทุนจากการลงทุนตรงจากต่างประเทศ (FDI) ให้เป็นศักยภาพในการแข่งขันของคนในประเทศอย่างยั่งยืน

รับมือภาวะเศรษฐกิจ K-Shape 

เขากล่าวว่า สภาวการณ์เศรษฐกิจโลกในปัจจุบันส่งผลกระทบในลักษณะ K-Shaped Impact โดยประเทศขนาดใหญ่และบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่อยู่ในฝั่ง K ขาขึ้นที่ได้รับประโยชน์ ขณะที่ประเทศขนาดเล็ก ผู้ประกอบการ SME และประชาชนระดับฐานรากกลับตกอยู่ในฝั่ง K ขาลงซึ่งยากต่อการปรับตัว ประเทศไทยซึ่งตั้งอยู่ในตำแหน่งตรงกลางจึงวางบทบาทเป็นสื่อกลาง (Trusted Connector) เพื่อเชื่อมประสานระหว่างประเทศกลุ่มต่างๆ และลดช่องว่างดังกล่าว

สร้างความเชื่อมั่นระดับโลก-เชื่อมโยงภูมิภาค

ในการสร้างความเชื่อมั่นในระดับนานาชาติ ประเทศไทยยังคงยึดมั่นในระเบียบโลกสากลและระบบกติการะหว่างประเทศ (Rules-based system) นอกจากนี้ ไทยยังทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมโยงความร่วมมือในภูมิภาคอาเซียน เพื่อเปลี่ยนความหลากหลายให้เป็นความยืดหยุ่นในการรับมือกับวิกฤต

“ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือการรับมือกับวิกฤตพลังงานและผลกระทบจากราคาน้ำมันแพง ซึ่งไทยเป็นประเทศนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ประเทศไทยร่วมกับมาเลเซียได้ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมโยงการส่งผ่านพลังงานไฟฟ้าพลังน้ำจากสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป. ลาว) ส่งต่อไปยังประเทศสิงคโปร์ที่มีความต้องการพลังงานสูง ซึ่งเป็นการดึงจุดแข็งด้านพลังงานสะอาดในภูมิภาคมาตอบสนองความต้องการได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

สร้างเชื่อมั่นภายในดึง FDI แปลงทุนสู่ศักยภาพ

นอกจากการสร้างความเชื่อมั่นภายนอกแล้ว การสร้างความเชื่อมั่นให้กับคนภายในประเทศ (Local Trust) ถือเป็นหัวใจสำคัญที่ไม่สามารถแยกขาดจากกันได้ โดยประเทศไทยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพจัดงานประชุมใหญ่ระดับโลกด้านการเงินอีกครั้งในรอบ 35 ปี นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2534 (ค.ศ. 1991) ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญในการเปิดรับการลงทุนจากต่างประเทศ 

เขากล่าวด้วยว่า ที่ผ่านมา ประเทศไทยได้รับประโยชน์จากการเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานโลกอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการส่งออกในกลุ่มอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ (AI Industry) ที่เติบโตสูงถึง 40% ในช่วงครึ่งแรกของปี อย่างไรก็ตาม โจทย์สำคัญของไทยคือการเปลี่ยนเงินทุน (Capital) ให้กลายเป็นศักยภาพ (Capabilities) ของคนไทย ด้วยการเชื่อมต่อห่วงโซ่อุปทานท้องถิ่น (Local Supply Chains) เข้ากับห่วงโซ่อุปทานโลก (Global Supply Chains)

ทั้งนี้ เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน ประเทศไทยได้ผลักดันมาตรการยกระดับทักษะแรงงานไทย (Reskill/Upskill) ผ่านโครงการ"SkillBridge“ ซึ่งเป็นกลไกเชื่อมโยงความต้องการทักษะแรงงานของนักลงทุนต่างชาติ (FDI) เข้ากับหลักสูตรและการผลิตบุคลากรของมหาวิทยาลัยในประเทศ

นอกจากนี้ ในการให้สิทธิประโยชน์ทางการลงทุน (FDI Incentives) แก่นักลงทุนรายใหม่ ประเทศไทยได้กำหนดเงื่อนไขให้นักลงทุนต่างชาติต้องมีการถ่ายทอดเทคโนโลยี (Technology Transfer)และร่วมมือกับสถาบันอุดมศึกษาในการฝึกอบรมและพัฒนาทักษะของคนไทย ซึ่งนับเป็นการใช้โอกาสจากการลงทุนข้ามชาติมาพัฒนาเศรษฐกิจและศักยภาพของคนในประเทศอย่างครบวงจร

IMF ชี้การแบ่งขั้วสร้างต้นทุนสูง

นางคริสตาลินา กอร์เกียวา (Kristalina Georgieva) กรรมการผู้จัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ(IMF)กล่าวในเวทีเดียวกันว่า ความแตกแยกทางเศรษฐกิจโลกสร้างต้นทุนที่สูงอย่างมีนัยสำคัญและส่งผลกระทบที่น่ากังวล โดยผลกระทบจากการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายอาจสูงถึง 7% ของ GDP โลก แม้ปัจจุบันสถานการณ์จะยังไม่เลวร้ายถึงระดับนั้น แต่ต้นทุนดังกล่าวยังคงปรับตัวสูงขึ้นเรื่อยๆ

“สิ่งสำคัญที่ผู้คนมักมองข้ามคือ ค่าเสียโอกาสจากการขาดความร่วมมือ ซึ่งส่งผลเสีย 3 ประการหลักได้แก่ การทำงานซ้ำซ้อน ในหลายพื้นที่แทนที่จะทำเพียงครั้งเดียวร่วมกันเพื่อทุกคน, การค้นพบและนวัตกรรมใหม่ๆ ที่ล่าช้าลง เนื่องจากทีมวิจัยขาดการทำงานร่วมกันอย่างคล่องตัว และ การสูญเสียความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างมนุษย์ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญต่อสวัสดิภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของมนุษยชาติ”

ประเทศกำลังพัฒนาค้าขายกันเองพุ่ง 50%

ด้านนายอเจย์ บังกา (Ajay Banga) ประธานกลุ่มธนาคารโลกกล่าวว่า รูปแบบการค้าโลกกำลังเปลี่ยนผ่านจากการพึ่งพาประเทศพัฒนาแล้ว ไปสู่การสร้างห่วงโซ่อุปทานและการค้าระหว่างกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาด้วยกันเอง ซึ่งปัจจุบันมีสัดส่วนสูงถึง 50% ของการค้าทั้งหมดในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา 

“แม้ในทศวรรษที่ผ่านมาจะมีการลงนามข้อตกลงการค้าทั้งในระดับภูมิภาคและสองฝ่ายมากกว่า 100 ฉบับ แต่กุญแจสำคัญคือการนำไปปฏิบัติจริง การลดอุปสรรคทางการค้า และการอำนวยความสะดวกทางศุลกากร โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียใต้ แอฟริกา และลาตินอเมริกา ที่ยังมีสัดส่วนการค้าภายในภูมิภาคในระดับต่ำเมื่อเทียบกับกลุ่มอาเซียนที่สูงถึง 50-55% ขณะเดียวกัน ด้านการลงทุนพบว่าเงินทุนภาคเอกชนที่ระดมเข้าสู่ตลาดเกิดใหม่พุ่งสูงขึ้นแตะ 1.12 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ จากเดิม 3.2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐเมื่อ 3 ปีก่อน เนื่องจากนักลงทุนแสวงหาการกระจายความเสี่ยงและผลตอบแทนที่เหมาะสม”

ทั้งนี้ การเติบโตในอนาคตยังต้องควบคู่ไปกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ โดยการเปิดโอกาสให้บุคลากรที่มีความสามารถจากประเทศกำลังพัฒนาได้เข้าถึงโอกาสในระดับสากลอย่างเท่าเทียม

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง