ขัตติยา ชู 5 KPI วัดเศรษฐกิจไทยรอบด้าน มุ่งพ้นกับดักรายได้ปานกลาง

นางสาวขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยถึงความสำคัญของเวทีการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) ประจำปี 2569 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 12–18 ตุลาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร โดยประเทศไทยรับหน้าที่เป็นเจ้าภาพในรอบ 35 ปี นี้ว่า
ในฐานะผู้บริหารธนาคารพาณิชย์ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของเศรษฐกิจการเงินไทย รู้สึกภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ประเทศไทยได้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุม IMF เป็นครั้งที่ 2 ซึ่งมีเพียงไม่กี่ประเทศทั่วโลกที่ได้รับโอกาสนี้ โดยเห็นได้จากตัวเลขสถิติต่าง ๆ ที่สะท้อนว่าประเทศไทยพัฒนามาได้ไกล และมีแนวโน้มไปในทิศทางที่ดี
ในครั้งนี้ในฐานะธนาคารพาณิชย์และประเทศเจ้าภาพ หวังว่าผู้แทนและผู้เข้าร่วมงานจะได้รับความมั่นใจว่าประเทศไทยมีความพร้อม ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน ระบบการเงินที่แข็งแกร่ง และศักยภาพของประเทศที่พัฒนามาไกลแล้ว
รวมถึงต้องการแบ่งปันทิศทางการดำเนินงานในอนาคตของรัฐบาลภายใต้แนวคิด Reinvent Thailand ซึ่งสอดคล้องกับรายงานของ IMF และ World Bank ที่จำแนกอุตสาหกรรมเป้าหมายไว้ 5 กลุ่ม ขณะที่ประเทศไทยกำหนดไว้ 7 กลุ่ม แม้จำนวนกลุ่มจะแตกต่างกัน แต่มีลักษณะใกล้เคียงกัน ดังนั้น หากทุกฝ่ายมุ่งมั่นดำเนินงานและร่วมมือกัน ก็มีโอกาสที่จะบรรลุเป้าหมายได้
จากการแถลง Outlook ซึ่งคาดการณ์แนวโน้มเศรษฐกิจ นอกจากตัวเลข GDP แล้ว ยังมีมิติด้านเศรษฐกิจและสังคมที่ควรมองให้กว้างขึ้น โดยคุณขัตติยาเห็นด้วยว่า การขับเคลื่อนประเทศไทยไปข้างหน้าต้องมีเป้าหมาย ซึ่งการพ้นกับดักรายได้ปานกลางเพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอ
หากตั้งเป้าหมายให้ประเทศไทยพ้นกับดักรายได้ปานกลางภายในปี 2037 ต้องกำหนดตัวเลขเป้าหมายให้ชัดเจน เช่น GDP ต้องเติบโตมากกว่า 5% และ GNI ต้องอยู่ที่ระดับเท่าใด อย่างไรก็ตาม ตัวเลขเหล่านี้เป็น Lagging Indicators จึงต้องมี KPI ที่เป็น Leading Indicators ควบคู่กัน เช่น ดัชนีผลิตภาพ (Productivity Index) ที่สะท้อนว่าประเทศไทยมีพัฒนาการดีขึ้นอย่างต่อเนื่องหรือไม่
นอกจากนี้ การหาตลาดใหม่เพื่อลดการพึ่งพาตลาดเดิม โดยมีตัวชี้วัดจากยอดขายและรายได้ของธุรกิจหรือภาคเอกชนที่มาจากตลาดใหม่ ซึ่งตัวเลขเหล่านี้ต้องมีนัยสำคัญต่อ GDP ด้วย
สำหรับ Firm of the Future หรือธุรกิจแห่งอนาคต ภายใต้ 7 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ต้องมีองค์ประกอบสำคัญ ได้แก่
1. การเพิ่มผลิตภาพ (Productivity)
2. ความรู้ความสามารถด้านเทคโนโลยี
3. การเข้าถึงตลาด (Market Access) ที่กว้างขึ้น
4. การบริหารความเสี่ยง (Risk Management) โดยมองการณ์ไกลและปรับตัวให้สอดคล้องกับห่วงโซ่อุปทานโลก (Global Supply Chain) ที่เปลี่ยนแปลงไป
อีกตัวชี้วัดสำคัญคือการพัฒนาคน ทั้งด้านการศึกษาและการพัฒนาทักษะ เพื่อสะท้อนว่าในแต่ละปีประเทศไทยพัฒนาคนไปอย่างไร ซึ่งถือเป็น Leading Indicators ที่ใช้ติดตามความก้าวหน้าได้
ส่วน KPI ที่ช่วยสะท้อนความสมดุลคือความเหลื่อมล้ำทางรายได้ เนื่องจากปัจจุบันช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจน รวมถึงธุรกิจขนาดเล็กและขนาดใหญ่ อาจยังมีอยู่มาก หากดำเนินการได้สำเร็จ การเติบโตจะไม่เป็นลักษณะ K-shaped ที่มีทั้งขาขึ้นและขาลง แต่จะเป็นการเติบโตไปด้วยกัน โดยธุรกิจขนาดเล็กและขนาดใหญ่เติบโตสอดคล้องกัน ขณะที่ช่องว่างระหว่างคนรวยกับผู้มีรายได้น้อยจะค่อย ๆ แคบลง
อีกหนึ่งตัวชี้วัดคือเรื่องสิ่งแวดล้อม เนื่องจากเราไม่สามารถเติบโตได้อย่างรวดเร็วโดยทำลายสิ่งแวดล้อม เพราะจะทำให้การเติบโตไม่ยั่งยืน ดังนั้น ตัวชี้วัดเหล่านี้จึงต้องสะท้อนถึงความสมดุลของการเติบโต เพื่อให้เกิดการเติบโตอย่างยั่งยืน
จากประเด็น The New Horizon หรือขอบฟ้าใหม่ของประเทศไทย ตามธีมของ IMF และ World Bank คุณขัตติยา ในฐานะผู้บริหารธนาคารกสิกรไทย อยากเห็นทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ธนาคารพาณิชย์ ธนาคารของรัฐ ฟินเทค ผู้ประกอบการ สถาบันการศึกษา และพันธมิตรด้านเทคโนโลยี ร่วมมือกันวางแผนเพื่อนำพาประเทศไทยให้พ้นกับดักรายได้ปานกลาง โดยยังคงเชื่อมั่นในศักยภาพของประเทศไทยอย่างเต็มที่
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
