เว็บวิชาการด้านการทหาร แนะกองทัพ 6 วิธี ทำไอโอยังไง ไม่ให้โดนแบน!

เว็บวิชาการด้านการทหาร แนะกองทัพ 6 วิธี ทำไอโอยังไง ไม่ให้โดนแบน!
มติชน
5 มีนาคม 2564 ( 14:17 )
10
เว็บวิชาการด้านการทหาร แนะกองทัพ 6 วิธี ทำไอโอยังไง ไม่ให้โดนแบน!

จากกรณีเฟสบุ๊ก ผู้ให้บริการโซเชียลมีเดียรายใหญ่ที่สุดในโลก ออกมาเปิดเผยว่าได้ทำการปิดเพจเฟซบุ๊กและกลุ่มเฟซบุ๊กมากกว่า 185 บัญชี ซึ่งเป็นบัญชีอวตาร และพบหลักฐานอย่างชัดเจนว่าโยงกับกองทัพไทย มีลักษณะการเป็นบัญชีส่วนหนึ่งของปฎิบัติการด้านข้อมูลข่าวสาร หรือสงครามจิตวิทยา โดยมีเป้าหมายพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้

 

โดยก่อนหน้านี้ไม่นาน ทวิตเตอร์ ก็เพิ่งประกาศปิดบัญชีที่ใช้ในปฎิบัติการข้อมูลข่าวสาร หรือ ไอโอ เป็นจำนวนมากในไทย ซึ่งให้ข้อมูลโจมตีฝั่งตรงข้ามรัฐบาลและเชื่อมโยงกับกองทัพเช่นกันจนมีข่าวดังไปทั่วโลก รวมถึง การอภิปรายทั่วไป อภิปรายพรบ.งบประมาณ และการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ครั้งล่าสุด ก็มีการเปิดเผยข้อมูลหลักฐานจำนวนมากเกี่ยวกับการสั่งการทำปฎิบัติการไอโอในไทยโจมตีทางการเมืองในไทย

 

เล่าสุดเว็บไซต์ ThaiArmedForce.com เพจความรู้ด้านการทหาร ได้ออกมาให้ความเห็นและข้อมูล แนะนำการทำปฎิบัติการข้อมูลข่าวสาร โดยมีข้อสรุป 6 ข้อ อาทิ

 

1.หลีกเลี่ยงการใช้ระบบแม่ข่าย-ลูกข่าย หรือการเปิดบัญชีกลางหรือสำนักกลางและให้บัญชีต่าง ๆ แชร์หรือคัดลอกบทความหรือสื่อไปซ้ำ ๆ ซึ่งยังไงก็มีความเสี่ยงสูงที่จะผิดกฎ CIB ไม่ว่าเนื้อหาจะเป็นอย่างไรก็ตาม

 

2.เราเข้าใจดีว่าการผลิตสื่อแม่แบบเพื่อกระจายไปยังหน่วยงานต่าง ๆ ให้โพสนั้นเป็นวิธีการที่ง่ายและมีประสิทธิภาพ สามารถควบคุมผลลัพธ์ของสารที่จะสื่อได้ รวมถึงกำลังพลในหน่วยต่าง ๆ อาจจะไม่มีคนที่มีความสามารถมากพอที่จะผลิตสื่อได้ทุกหน่วย แต่ที่จะบอกก็คือวิธีนี้มักใช้ในยุคที่ใบปลิวใช้งานได้ผล ซึ่งไม่ใช่ปัจจุบันที่เป็นยุคดิจิตอล

 

3.หยุดการตั้ง KPI ในเชิงปริมาณ เน้นที่ KPI ในเชิงคุณภาพ เช่น ในปัจจุบันเราทราบกันดีว่าจำนวนคนกดไลน์หรือยอดแชร์ไม่ใช่สิ่งที่จะวัดความสำเร็จของเนื้อหา หากแต่เป็นปฏิสัมพันธ์หรือ Engagement ต่างหากที่วัดได้จริง เพราะถ้าเราจะสังเกตก็คือ หลายเพจหลายกลุ่มของหน่วยงานรัฐมีการโพสเนื้อหาเป็นจำนวนมาก แต่มีคนที่มามีปฏิสัมพันธ์ด้วยน้อยมาก การตอบแบบใส่ภาพ GIF หรือตอบแบบใช้ข้อความซ้ำ ๆ กันเช่น โพสซ้ำ ๆ ว่าเป็นกำลังใจให้เจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วน นอกจากจะไม่ช่วยให้ปฏิสัมพันธ์ดีขึ้นแล้ว ยังอาจถูก Algorithm ของ Facebook จับได้ว่าเป็น Spam ด้วย

 

4.พัฒนากำลังพลอย่างต่อเนื่อง ซึ่งตรงนี้เราเข้าใจดีกว่าเป็นเรื่องยาก เพราะการบริหารงานของกองทัพและหน่วยงานความมั่นคงนั้นมักเป็นระบบ Top-Down คือสั่งการให้ปฏิบัติและรับไปปฏิบัติ ซึ่งผู้สั่งการก็เป็นนายทหารชั้นผู้ใหญ่ที่มักจะใช้งาน Social Media ไม่คล่องหรือตามไม่ทันความเปลี่ยนแปลงนี้ คำสั่งที่ออกมาจึงไม่ได้ประสิทธิภาพเท่าที่ควร และยิ่งผู้ปฏิบัติต้องรับมาปฏิบัติอย่างเดียว เสนอความเห็นแย้งไม่ได้ จึงทำให้การดำเนินการไม่เกิดผล

 

5.หนทางหนึ่งที่จะทำได้คือ ส่งเจ้าหน้าที่ไปสอบใบรับรองหรือ Certificate ของเจ้าของผลิตภัณฑ์อย่าง Facebook ถือเป็นทางเลือกที่ดีมาก เพราะข้อสอบก็ไม่ใช่ง่าย ๆ ทำให้ก่อนจะสอบได้ กำลังพลจะต้องไปเรียนรู้และฝึกฝนตนเองจนมีความรู้พอจะมาสอบ ซึ่งสามารถทำได้โดยการใช้งบฝึกอบรมไปลงเรียนหลักสูตรต่าง ๆ ที่ภาคเอกชนมีเปิดสอนเป็นจำนวนมาก เมื่อได้ความรู้มาแล้วก็มาสอบจนได้รับใบรับรอง ซึ่งก็จะทำให้เรามีความรู้ในระดับที่สามารถวางแผนการใช้ Facebook ได้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ คุ้มค่ากับเงินภาษีประชาชน เงิน 350 เหรียญสหรัฐที่ กอ.รมน.เคยจ่ายไปในการซื้อโฆษณา ก็จะได้ผลลัพธ์ที่ดีขึ้น

 

6.สุดท้าย เราคงแนะนำไม่ได้ละเอียดมาก เพราะจะนอก Topic ของเพจของเราและเรามีกฎข้อห้ามอยู่ว่าเราเราพูดอะไรได้หรือไม่ได้ แต่เราจะขอแนะนำสั้น ๆ ก็คือ กองทัพและหน่วยงานความมั่นคง ควรกลับมาทำงานตามหน้าที่ของตน อย่าทำงานนอกเหนือหน้าที่ หรือไปทำงานในที่ที่ไม่ใช่หน้าที่ หรือไปเข้าใจเอาเองว่างานนั้นคือหน้าที่ของตนครับ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง