เตือนหน้าร้อนระวัง “ฮีทสโตรก” ภัยเงียบใกล้ตัว

ในช่วงฤดูร้อนของประเทศไทย อากาศร้อนจัดอาจทำให้เกิดภาวะ "โรคลมร้อน" หรือ "ฮีทสโตรก" ซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพที่อาจนำไปสู่การเสียชีวิตหากไม่ได้รับการรักษาทันที โดยเฉพาะในเดือนมีนาคมและเมษายนที่อากาศร้อนจัดที่สุดในรอบปี ล่าสุด นายแพทย์มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค เปิดเผยว่า ข้อมูลจากระบบเฝ้าระวังโรคดิจิทัล (Digital Disease Surveillance: DDS) กรมควบคุมโรค ในปี พ.ศ. 2568 พบผู้ป่วยโรคที่เกี่ยวข้องกับความร้อน 182 ราย ส่วนใหญ่เป็นเพศชาย ร้อยละ 59.3 พบมากในวัยทำงานอายุระหว่าง 15 – 34 ปี จำนวน 78 ราย ร้อยละ 42.8 และผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป จำนวน 29 ราย ร้อยละ 15.9
ส่วนใหญ่เป็นผู้ที่ทำงานกลางแจ้ง เช่น ทหาร และคนงานรับจ้างทั่วไป ร้อยละ 53.3 ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่อการสัมผัสความร้อนสูง ทั้งนี้ ผู้ป่วยที่รายงานส่วนใหญ่มีภาวะเพลียแดด (Heat exhaustion) มากที่สุด จำนวน 62 ราย รองลงมา คือ การเป็นลมจากความร้อน จำนวน 43 ราย และตะคริวจากความร้อน (Heat cramp) จำนวน 26 ราย ขณะที่โรคลมร้อน (Heat stroke) ซึ่งเป็นภาวะรุนแรง พบรายงานทั้งหมด 17 ราย
สำหรับการเฝ้าระวังการเสียชีวิตที่เกี่ยวเนื่องจากภาวะอากาศร้อน (Hot Weather related Deaths Surveillance) ของกองระบาดวิทยา ในปี พ.ศ. 2568 พบผู้เสียชีวิตทั้งสิ้น 21 ราย อายุระหว่าง 27 – 79 ปี ประกอบอาชีพรับจ้าง ร้อยละ 28.5
นอกจากนี้ พบว่า ผู้เสียชีวิตมีโรคประจำตัวร่วมด้วย ร้อยละ 24 เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน เป็นต้น มีพฤติกรรมและปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ คือ การดื่มสุรา อีกทั้งพบว่าเป็นการเสียชีวิตกลางแจ้ง ร้อยละ 67 หากจำแนกรายเดือน พบว่า มีรายงานการเสียชีวิตมากที่สุดในเดือนเมษายน ร้อยละ 57 ซึ่งเดือนเมษายนเป็นเดือนที่มีอุณหภูมิสูงถึง 41 องศาเซลเซียส
ทั้งนี้ “โรคลมร้อน” หรือ “ฮีทสโตรก” (Heat Stroke) จะเกิดขึ้นเมื่อมีอุณหภูมิสูงมาก โดยเฉพาะอุณหภูมิที่มากกว่า 40 องศาเซลเซียส จนทำให้ร่างกายไม่สามารถปรับตัวได้ อาการสำคัญของฮีทสโตรก ได้แก่ ตัวร้อนจัด ผิวหนังร้อนแดง ไม่มีเหงื่อ เวียนศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน ใจสั่น สับสน อ่อนเพลีย หรือหมดสติ อาจมีอาการทางระบบประสาท เช่น ชัก พูดจาสับสน หากพบผู้มีอาการดังกล่าว ควรรีบนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลโดยเร็วสำหรับการปฐมพยาบาลเบื้องต้น ควรให้ผู้ป่วยนอนราบ คลายเสื้อผ้าให้หลวม ใช้ผ้าชุบน้ำเย็นเช็ดตามตัว ซอกคอ รักแร้ และศีรษะ ร่วมกับใช้พัดลมเป่าระบายความร้อน หากผู้ป่วยหมดสติ ให้จับนอนตะแคงเพื่อป้องกันไม่ให้โคนลิ้นอุดตันทางเดินหายใจ และให้รีบนำส่งโรงพยาบาล
สำหรับการป้องกันฮีทสโตรกสามารถทำได้ โดยหลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมกลางแจ้งในช่วงแดดจัด ระหว่างเวลา 11.00 – 15.00 น. ผู้ที่ทำงานกลางแจ้งพยายามหาที่ร่มพักผ่อนเป็นระยะ เพื่อให้ร่างกายได้ระบายความร้อนสะสม หลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ คาเฟ และเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอ และควรสวมเสื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ดี
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
