วาบิ นามแฝงของผู้เขียนเคยทำงานอยู่ใน กองกำลังป้องกันตนเอง ซึ่งเป็นหน่วยงานทางทหารในญี่ปุ่น เคยฝึกหนักในภาคสนามและจัดการสถานการณ์วิกฤติอย่างเหตุการณ์ภัยพิบัติน้ำท่วม แผ่นดินไหวได้ แต่เมื่อทำงานประจำเกี่ยวกับเอกสารและคัดกรองข่าวสารทางทหาร เขากลับถูกหัวหน้ากลั่นแกล้งว่าทำงานไม่ได้เรื่อง ทั้งที่ความจริงเขาทำงานเต็มประสิทธิภาพ นั่นคือการแกล้งให้เขาเข้าใจผิดจนซึมเศร้า เพราะพิสูจน์ตัวเองไม่มีที่สิ้นสุดจนเป็นพิษทางจิตใจ เมื่อการกลั่นแกล้งไม่เคยทุเลา วาบิจึงยอมรับว่าความตายเคยเป็นทางออกของเขา ทั้งที่เคยผ่านการฝึกทหารหนักอย่างยากลำบาก แต่วาบิกล่าวว่านั่นไม่เกี่ยวกันเลย การทำงานทุกอย่างย่อมต้องการผลลัพธ์ที่ดี การถูกกลั่นแกล้งและตำหนิด้วยน้ำเสียงข่มเหง เราย่อมโกรธเคืองหรือไม่ก็โทษตัวเอง (คนที่ตั้งใจดีส่วนใหญ่จะเป็นอย่างหลัง) เพื่อไม่ให้น้องใหม่วัยทำงานเจอแบบที่วาบิเจอ หนังสือเล่มนี้จะช่วยเป็นไกด์หาทางออกให้ได้ครับ แปลโดยวรพร สิงขรอาจ ความรู้ความประทับใจในมุมมองของครีเอเตอร์ 1.ประสบการณ์ส่วนตัวทำให้ผมในตอนนรูแล้วว่าอำนาจกลั่นแกล้งคุกคามคนอื่นมักไม่ค่อยมีความสามารถ ที่เขาทำแบบนี้ก็เพราะมันเป็นวิธีเดียวที่จะแสดงความเหนือกว่าได้ และมักเล็งเป้าไปที่คนที่มีสถานะต่ำกว่าหรือคนที่ดูไม่น่าต่อต้านขัดขืน 2.ส่วนคนที่ตกเป็นเป้าของการกลั่นแกล้งได้ง่ายมักไม่ใช่คนที่ทำงานไม่เก่ง แต่เป็นคนที่ไม่ต่อต้านไม่ว่าจะถูกต่อว่าหรือถูกทำอะไรก็ตาม ยิ่งยอมก้มหน้าก้มตาทำตามคำสั่งที่ไม่มีเหตุผล คนกลั่นแกล้งก็จะยิ่งได้ใจและใช้อำนาจข่มเหงหนักขึ้น 3.ความรู้สึกของคนอื่น” เป็นสิ่งที่เราไม่สามารถควบคุม ต่อให้คุณพยายามอย่างเต็มที่เพื่อคนอื่น ก็ใช่ว่าคนคนนั้นจะรู้สึกดีกับคุณเสมอไป ดังนั้นหันมาใจดีกับตัวเองให้มากขึ้นแทนการไปพะวงกับความรู้สึกของคนอื่นดีกว่า อาจฟังดูแล้งน้ำใจไปสักหน่อยเมื่อให้ใส่ใจแต่ความรู้สึกของตัวเอง อันที่จริงคุณยังแสดงน้ำใจช่วยเหลือคนอื่นได้ แต่มันไม่ใช่การเอาแต่กังวลว่า “คนอื่นจะคิดกับเรายังไง” 4.ผู้ที่มี “จิตใจแข็งแกร่งระดับสุดยอด” ที่ผมได้พบใน กองกําลังป้องกันตนเองมีวิธีคิดเหมือนกันอยู่ 3 ข้อนั่นคือ ไม่เสพติดงานมากเกินไป / ไม่ยึดติดกับสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ และมีสิ่งที่เชื่อมั่น 5.หากชีวิตคุณมีแต่การเดินทางไปกลับระหว่างบ้านกับบริษัทหรือโรงเรียนแทบทุกวัน ความทรงจําแย่ๆ ที่เกิดขึ้นในสถานที่เหล่านั้นจะวนเวียนอยู่ในหัวจนรู้สึกแย่ตลอดเวลา เพื่อให้หลุดพ้นจากมัน คุณจําเป็นต้องมี “พื้นที่พักใจ” 6.สิ่งหนึ่งที่ผมสังเกตเห็นหลังถูกผู้บังคับบัญชากลั่นแกล้ง ก็คือคนที่ตกเป็นเป้าได้ง่ายมักมีบุคลิกลักษณะร่วมกันอย่างหนึ่ง คนจํานวนไม่น้อยเข้าใจผิดว่าคนที่ถูกกลั่นแกล้งคือคนที่ทํางานไม่เก่ง แต่จริงๆ แล้วมันไม่เกี่ยวอะไรกับความสามารถในการทำงานเลย คนที่ตกเป็นเป้าได้ง่ายคือคนที่ “ไม่ว่าจะโดนว่าอะไรก็นิ่ง" ต่างหาก 7.หากเป็นงานที่สมควรทํา เราจะพยายามทําอย่างเต็มที่ แต่หากเป็นงานที่สั่งอย่างไม่สมเหตุสมผล เราจะแสดง ท่าทีต่อต้านเล็กน้อย เช่น ไม่ตอบรับว่า “ได้ครับ” และหากเป็น งานที่ไม่มีทางทําได้ก็จะไม่ลงมือทําเลย 8.สิ่งสำคัญที่สุดในการทำงานคืออะไร คำตอบของแต่ละคนคงแตกต่างกันไป เช่น มันสมอง ทักษะการพูด ทักษะการทำงาน หรือลักษณะนิสัย แต่จริงๆแล้วไม่มีอะไรสำคัญยิ่งไปกว่า “ข้อมูล” อีกแล้ว ข้อมูลคือสิ่งที่ช่วยให้เราอยู่รอดในโลกของการทำงาน โดยเฉพาะสำหรับคนที่ดูภายนอกแล้วเอียงไปทางกระต่ายมากกว่าหมาป่า 9.ผลงานเป็นสิ่งที่มองเห็นได้ ส่วนความรับผิดชอบรับรู้ได้จากตำแหน่งหน้าที่ หากไม่มีทั้งประสบการณ์และตำแหน่งหน้าที่ ไม่มีทั้งผลงานและความรับผิดชอบมาสนับสนุนคำพูดของตัวเองละก็ต่อให้อธิบายดีแค่ไหนอีกฝ่ายก็ไม่อาจเชื่อเราได้ง่ายๆ 10.หากต้องเจรจากับคนที่ให้ความสำคัญกับ “คนพูด”มากกว่า “เรื่องที่พูด” คุณไม่จำเป็นต้องเสียเวลาพูดเองโดยตรง แต่ขอให้ “คนที่มีประสบการณ์หรือตำแหน่งหน้าที่สูงกว่า”อย่างรุ่นพี่หรือหัวหน้ามาพูดแทนจะช่วยให้ทำงานได้ราบรื่นขึ้น 11.กินอะไรก็ไม่อร่อย / ไม่ทำอะไรเลยในวันหยุดเข้านอนแต่นอนไม่หลับ / ความทรงจำเลวร้ายวนเวียนอยู่ในหัว / จู่ๆ น้ำตาก็ไหลออกมา / “ความตาย” เป็นหนึ่งในตัวเลือกที่ผุดขึ้นมาในหัว.....อาการข้างต้นเป็นสัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้ามเป็น หากคุณรู้สึกเป็นทุกข์อย่างหนักจนแทบไม่อยากมีชีวิตอยู่อีกต่อไป นั่นแสดงว่าถึงเวลาต้องหนีเอาตัวรอดออกมาแล้ว 12.“การพัฒนาแบบก้าวกระโดด” ไม่ต้องอาศัยเทคนิคพิเศษอะไรทั้งนั้น ขอเพียงมี “แรงบันดาลใจอันยิ่งใหญ่” คุณจะฮึดสู้ขึ้นมาในแบบที่ไม่ว่าอะไรก็หยุดไม่อยู่ ดังนั้นอย่าเพิ่งกังวลไปว่า “ไม่เห็นพัฒนาขึ้นเลย...” บางทีที่คุณยังพัฒนาตัวเองไม่ได้เร็วเท่าที่ต้องการอาจเพราะคุณยังไม่พบ “แรงบันดาลใจอันยิ่งใหญ่” ของตัวเองก็ได้ลองคิดทบทวนดูว่าสิ่งที่จะเป็นแรงบันดาลใจอันยิ่งใหญ่ให้กับคุณได้มีอะไรบ้าง 13.หัวใจสำคัญของการสนทนาที่ราบรื่นมีอยู่ 3 ข้อ ได้แก่ (1) เรื่องสำคัญตั้งใจฟังสิ่งที่อีกฝ่ายพูด (2) พูดให้เข้าใจง่าย (3) พูดย้ำเรื่องสำคัญ 14.หนังสือเรื่อง “สโตเรส ฟรี โชไทเซ็น (วิธีคลายเครียดฉบับสมบูรณ์)” มีตอนหนึ่งกล่าวไว้ว่า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตามจะมีคนไม่ชอบเรา 10 เปอร์เซ็นต์ชอบเรา 20 เปอร์เซ็นต์ และเฉยๆ กับเรา 70 เปอร์เซ็นต์เสมอ คนกลุ่มนี้จะไม่มีวันเข้าใจหรือชอบเราได้ เราจึงควรเลิก พยายามทําให้เขา “เข้าใจเราในสักวันหนึ่ง เพราะนอกจากจะเสียเวลามากมายไปโดยเปล่าประโยชน์ แล้วยังบั่นทอนจิตใจตัวเองโดยใช่เหตุด้วย สู้เอาเวลากับพลังใจไปให้ความสําคัญกับคน 20 เปอร์เซ็นต์ที่ชอบเราดีกว่า นี่คือแนวคิดการทำงานที่สำคัญมากสำหรับน้องใหม่ที่ถูกรังแกในที่ทำงาน ไม่น่าเชื่อว่า Gaslighting จะยังคงเกิดขึ้นกับองค์กรใด แผนกไหนก็ได้ หนังสือยึดหลักว่าเราเป็นคนตั้งใจทำงานจริงๆ ไม่ได้เข้าข้างตัวเอง... เครดิตภาพ ภาพปก ภาพที่ 1 2 โดยผู้เขียน ภาพที่ 3 และ 4 โดย AI บทความอื่นๆที่น่าสนใจ รีวิวหนังสือ ตัวท็อปออฟฟิศ รีวิวหนังสือ How to Make Work not Suck เมื่อเส้นทางการทำงานโรยไปด้วยเปลือกทุเรียน รีวิวหนังสือ PRINCIPLES FOR SUCCESS โดย Ray Dalio เปิดประสบการณ์ความบันเทิงที่หลากหลายสุดปัง บน App TrueID โหลดเลย ฟรี !