คงต้องบอกว่ากระแส สำหรับภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ "The Odyssey" (2026) ซึ่งเป็นผลงานกำกับเรื่องล่าสุดของ คริสโตเฟอร์ โนแลน (Christopher Nolan) ที่มีกำหนดเข้าฉายในไทยวันที่ 16 กรกฎาคม 2026 นี้ดัดแปลงมาจากมหากาพย์กรีกโบราณอันยิ่งใหญ่ของโฮเมอร์ (Homer) ผู้แต่งมหากาพย์กรีกโบราณสองเรื่องยิ่งใหญ่ นั่นคือ อีเลียด (Iliad) และ โอดีสซีย์ (Odyssey) ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญของวรรณกรรมตะวันตกและอารยธรรมกรีกโบราณ หลังจากที่มีการปล่อยตัวอย่างใหม่ออกมาในช่วงต้นเดือนพฤษภาคม 2026 กระแสวิพากษ์วิจารณ์และการพูดคุยในหมู่คอหนังทั้งไทยและต่างประเทศ (เช่น ใน Reddit หรือคอมมูนิตี้สายรางวัล) สามารถแบ่งออกเป็นประเด็นหลักๆ คือ กระแสฝั่งคาดหวัง >>> คอหนังและนักวิเคราะห์ต่างประเทศเริ่มทำนายผลออสการ์ล่วงหน้า (สำหรับงานปี 2027) โดยยกให้ The Odyssey เป็นตัวเก็งอันดับต้น ๆ ในสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม (Best Picture) และผู้กำกับยอดเยี่ยม (Best Director) เนื่องจากนี่คือ "เช็คเปล่า" ใบใหญ่ที่โนแลนได้รับหลังจากความสำเร็จถล่มทลายของ Oppenheimer กระแสโต้กลับ >>> มีแฟนหนังอีกกลุ่มที่มองต่างออกไป โดยเห็นว่าการที่โนแลนจะชนะรางวัลใหญ่ซ้ำอีกรอบในเวลาไล่เลี่ยกันเป็นเรื่องยาก และเริ่มมีเสียงวิจารณ์ว่าจากตัวอย่างที่ปล่อยออกมา หนังอาจจะเน้นไปทางงานภาพและเทคนิคตระการตาอารมณ์คล้าย Interstellar มากกว่าจะมาแนวล่ารางวัลสายดราม่าเข้มข้นแบบ Oppenheimer ก่อนที่จะเข้าเรื่องของภรรยาผู้ซื่อสัตย์ที่อดทนรอสามีกลับบ้านเป็นเวลาถึง 20 ปีนั้น ขอพาทุกคนไปทำความรู้จักคร่าวๆ เกี่ยวกับตัวสามีของเธอ ว่าเหตุการณ์คร่าวๆ เป็นไปเป็นมาอย่างไรที่ทำให้ภรรยาต้องรอถึง 20 ปี มหากาพย์ โอดิสซีย์ ของโฮเมอร์ที่เรากล่าวไปข้างต้น เรื่องราวการผจญภัยของ โอดิสซุส ( Odysseus ) ที่ใช้เวลาผจญภัยไป 20 ปี หลังจบเหตุการณ์ที่สงครามกรุงทรอยอันยาวนานถึง 10 ปี และเหตุการณ์การผจญภัยตอนเดินทางกลับบ้านอีก 10 ปี กว่าจะกลับถึงบ้านได้ และยังต้องไปจัดการปัญหาที่บ้านเกิดอีก สาเหตุที่ทำให้กลับบ้านช้าเกิดจากความที่ไปประกาศศักดาของโอดิซุสเอง ที่เป็นต้นเหตุของการผจญภัยอันแสนยากลำบาก และยังต้องสูญเสียลูกเรือไปทั้งหมดอีกด้วย นี่คือคำพูดในวันที่โอดิสซุสประกาศก่อนหนีกลับบ้านหลังจากที่ไปแวะที่เกาะของพวกไซคลอปส์ และได้ทำให้ดวงตาของไซคลอปส์บอดไปหนึ่งข้าง " ไซคลอปส์! หากใครถามว่าใครทำให้ตาของเจ้าบอด จงบอกพวกเขาสิว่าคือ โอดิสซุส ผู้ทำลายเมือง บุตรแห่งลาเออร์ทีส ซึ่งมีบ้านเกิดอยู่ที่อิทากา! " จากเหตุการณ์นี้ทำให้ไซคลอปส์ โพลีเฟมัสรู้ชื่อจริงและที่อยู่ของศัตรู มันจึงคุกเข่าลงชูมือขึ้นฟ้าและสวดอ้อนวอนต่อ โพไซดอน บิดาของตนว่า: " ขออย่าให้โอดิสซุสได้กลับบ้านเกิดที่อิทากาอีกเลย แต่หากชะตากรรมกำหนดไว้ว่าเขาต้องได้กลับ ขอให้เขาต้องสูญเสียลูกเรือทั้งหมด ต้องเดินทางอย่างทุกข์ทรมานโดดเดี่ยวบนเรือของคนอื่น และกลับไปเจอกับความหายนะที่บ้านของตนเอง " โพไซดอนได้ยินคำขอของบุตรชายและรับฟังคำสาปแช่งนั้น จึงเป็นที่มาของการตามล้างตามเช็ดและพายุร้ายตลอดการเดินทางอีก 10 ปีของโอดิสซุส ภรรยาผู้ซื่อสัตย์ของโอดิสซุส "เพเนโลปี" (Penelope) เพเนโลปี เป็นเจ้าหญิงแห่งเมืองสปาร์ตา เธอเป็นธิดาของกษัตริย์อิคาริอุส (Icarius) และพรายน้ำเปริบอยอา (Periboea) และยังมีศักดิ์เป็นลูกพี่ลูกน้องกับ นางเฮเลนแห่งทรอย (หญิงงามผู้เป็นชนวนเหตุแห่งสงครามกรุงทรอย) เมื่อถึงวัยแต่งงาน มีเจ้าชายและบุรุษสูงศักดิ์มากมายมาแข่งขันเพื่อประมูลขอเธอแต่งงาน กษัตริย์อิคาริอุสจึงจัดให้มีการแข่งขันวิ่งขึ้น ซึ่งผู้ชนะคือ โอดิสซุส (Odysseus) เจ้าชายแห่งเกาะอิทากา (Ithaca) ผู้มีชื่อเสียงด้านสติปัญญาและไหวพริบ ทั้งสองรักกันมากและย้ายไปพำนักที่เกาะอิทากา จนกระทั่งมีบุตรชายด้วยกันหนึ่งคน นามว่า เทเลมาคัส (Telemachus) หลังจากเทเลมาคัสลืมตาดูโลกได้ไม่นาน สงครามกรุงทรอยก็ปะทุขึ้น โอดิสซุสถูกบังคับให้เข้าร่วมกองทัพพันธมิตรกรีกเพื่อไปรบที่กรุงทรอย เขาจำใจต้องทิ้งเพเนโลปีและลูกน้อยไว้เบื้องหลัง ก่อนเดินทาง โอดิสซุสได้สั่งเสียไว้ว่า " หากฉันยังไม่กลับมา และเจ้าเห็นหนวดเคราของเทเลมาคัสเริ่มขึ้นแล้ว เจ้าจงแต่งงานใหม่และย้ายออกจากวังนี้ไปเสีย " เมื่อเวลาผ่านไปเนิ่นนาน ข่าวคราวของโอดิสซุสก็เงียบหายไป เหล่าขุนนางและเจ้าชายจากแคว้นรอบๆ เกาะอิทากากว่า 100 คน ต่างพากันเข้ามาจับจองพื้นที่ในพระราชวังของโอดิสซุส พวกเขาทำตัวเป็นสกาหรือ "กลุ่มผู้ขอแต่งงาน" (Suitors) คอยล้างผลาญทรัพย์สมบัติ ฆ่าสัตว์เลี้ยงในวังมาจัดงานเลี้ยงฉลองทุกวัน และกดดันให้เพเนโลปีเลือกใครคนใดคนหนึ่งเป็นสามีใหม่ เพื่อจะได้ครอบครองบัลลังก์แห่งอิทากา เพเนโลปีตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก เพราะเธอเป็นผู้หญิงตัวคนเดียว ส่วนลูกชายก็ยังเด็กเกินกว่าจะสู้กับขุนนางนับร้อยได้ เธอจึงต้องใช้ "สติปัญญา" ในการยื้อเวลาเพื่อรอสามี โดยมีอุบายที่โด่งดังที่สุดคือ: อุบายผ้าห่อศพ เพเนโลปีประกาศแก่กลุ่มผู้ขอแต่งงานว่า เธอจะยอมเลือกสามีใหม่ก็ต่อเมื่อเธอทอ "ผ้าห่มศพ" ให้แก่ ลาเออร์ทีส (Laertes) บิดาชราของโอดิสซุสเสร็จสิ้นก่อน เพื่อเป็นการทำหน้าที่ลูกสะใภ้ที่ดีเป็นครั้งสุดท้าย โดยในตอนกลางวัน เพเนโลปีจะนั่งทอผ้าอย่างตั้งใจต่อหน้าทุกคน แต่ในตอนกลางคืน เมื่อทุกคนหลับหมดแล้ว เธอจะจุดตะเกียงและแอบ "รื้อเส้นไหมที่ทอไว้ในตอนกลางวันออกทั้งหมด" เธอบริหารอุบายนี้ลวงตาชายเหล่านั้นได้นานถึง 3-4 ปี จนกระทั่งมีนางรับใช้คนหนึ่งทรยศ นำความลับนี้ไปบอกพวกผู้ขอแต่งงาน ทำให้เธอถูกจับได้และถูกบังคับให้ต้องทอผ้าผืนนั้นให้เสร็จ หลังจากถูกจับได้เธอก็ได้ออกอุบายใหม่เพื่อยื้อเวลาต่อไปอีก อุบาย "ติดสินบนด้วยเสน่ห์" และทวงของหมั้น (The Dowry Stratagem) เมื่อแผนทอผ้าล่มและถูกพวกผู้ขอแต่งงานกดดันหนักขึ้น เทพีอาเธน่าได้ดลใจให้เพเนโลปีปรากฏตัวต่อหน้าชายเหล่านั้นด้วยรูปลักษณ์ที่งดงามสะดุดตาเป็นพิเศษ เพเนโลปีไม่ได้ปฏิเสธพวกเขาทั้งหมดในทันที แต่เธอใช้เสน่ห์ของเธอในการทำข้อตกลงใหม่เพื่อซื้อเวลา โดยเธอตำหนิพวกผู้ขอแต่งงานกลางห้องโถงว่า: " ตามธรรมเนียมโบราณ หากพวกท่านปรารถนาจะแต่งงานกับสตรีผู้สูงศักดิ์ พวกท่านต้องเป็นฝ่ายนำของขวัญล้ำค่า ม้า และวัวควายมามอบให้ตระกูลของฝ่ายหญิง ไม่ใช่มานั่งกินล้างผลาญทรัพย์สมบัติในวังของเจ้าบ้านโดยไม่จ่ายอะไรเลยเช่นนี้! " อุบายนี้ฉลาดมาก เพราะนอกจากจะช่วย ยื้อเวลา ออกไปให้พวกนั้นต้องกลับแคว้นของตนเพื่อไปรวบรวมของขวัญและอัญมณีล้ำค่ามาประชันกันแล้ว เธอยังสามารถ กู้คืนทรัพย์สิน ที่สูญเสียไปจากการโดนรุมกินโต๊ะตลอดหลายปีที่ผ่านมากลับคืนมาได้ส่วนหนึ่งด้วย และยังมีเทคนิคอุบายอื่นๆ อ้างคำสั่งเสียเรื่องหนวดเคราของลูกชาย เพเนโลปีนำคำสั่งเสียสุดท้ายของโอดิสซุสก่อนไปรบมาเป็นเกราะป้องกันตัว โดยเธอมักจะยกอ้างต่อหน้าขุนนางทั้งหลายว่า โอดิสซุสเคยสั่งไว้ว่าให้รอจนกว่า เทเลมาคัส (Telemachus) ลูกชายจะเติบโตจนมีหนวดเคราขึ้น (เป็นผู้ใหญ่เต็มตัว) เธอถึงจะยอมแต่งงานใหม่ได้ เธอใช้ข้ออ้างนี้ในการบ่ายเบี่ยงมาตลอดตั้งแต่วัยเด็กของเทเลมาคัส จนกระทั่งเทเลมาคัสเริ่มเติบโตเป็นหนุ่มเต็มที่ ข้ออ้างนี้จึงเริ่มหมดพลังลง แต่มันก็ช่วยซื้อเวลาให้เธอได้นานนับสิบปี อุบายเงื่อนไขที่เป็นไปไม่ได้ (The Request for Signs) ในระหว่างที่รอคอย เพเนโลปีมักจะอ้างเรื่องความฝัน ลางบอกเหตุ หรือต้องการคำทำนายที่แน่ชัดจากนักพยากรณ์ก่อนที่จะตัดสินใจเลือกใคร เธอมักจะเก็บตัวอยู่แต่ในห้องชั้นบนของพระราชวัง ร้องไห้คิดถึงสามี และปฏิเสธที่จะลงมาพบปะพูดคุยโดยอ้างว่ายังทำใจไม่ได้หรือกำลังรอสัญญาณจากเทพเจ้า ซึ่งเป็นการตัดช่องทางการเข้าถึงตัวเธอและยื้อเวลาไปวันต่อวัน เมื่อหมดมุขจะถ่วงเวลา ประกอบกับโอดิสซุสที่แอบปลอมตัวเป็นขอทานชรากลับมาถึงวังพอดี (โดยบอกความจริงกับลูกชาย แต่ยังไม่ได้บอกเพเนโลปี) เพเนโลปีจึงตัดสินใจจัด "การประลองยิงธนู" ขึ้น อุบายการประลองยิงธนูผ่านห่วงขวาน (The Contest of the Bow) แม้ว่าอุบายนี้จะดูเหมือนเป็นจุดสิ้นสุดของการรอคอยและเป็นการเปิดฉากเลือกสามีใหม่จริงๆ แต่ในแง่หนึ่งมันคือ อุบายซื้อเวลาเฮือกสุดท้าย ที่ออกแบบมาอย่างรอบคอบที่สุด เพราะเพเนโลปีรู้ดีว่า คันธนูเหล็กโบราณของโอดิสซุสนั้นหนักและโก่งสายยากมาก ไม่มีมนุษย์หน้าไหนในห้องโถงนั้นที่จะมีแรงโก่งมันได้ และต่อให้โก่งได้ ก็ไม่มีใครมีสายตาเด็ดเดี่ยวพอที่จะยิงทะลุช่องขวาน 12 เล่มได้นอกจากสามีของเธอ เธอตั้งเงื่อนไขนี้ขึ้นมาเพื่อกะให้พวกผู้ขอแต่งงานพ่ายแพ้ทั้งหมด ซึ่งจะช่วยยื้อเวลาให้เธอได้ปฏิเสธพวกนั้นได้อย่างชอบธรรมต่อไป หลังจากนั้นโอดิสซุสในคราบขอทานชนะการประลองและเผยตัวตน พร้อมกับฆ่าล้างบางพวกขุนนางจนหมดสิ้นแล้ว แต่เพเนโลปีก็ยังไม่ได้กระโดดกอดสามีทันที เพราะเธอแยกจากเขาไปถึง 20 ปี และกลัวว่าอาจจะเป็นเทพเจ้าจำแลงกายมาหลอก หรือเป็นคนหน้าเหมือน เธอจึงขอ "ลองใจ" เป็นครั้งสุดท้าย อุบายลองใจเรื่องเตียงนอน เพเนโลปีหันไปสั่งคนรับใช้ให้ "ยกเตียงนอนแต่งงาน" ของเธอออกจากห้องนอน เพื่อเอามาปูผ้าให้แขกผู้มีเกียรตินอน พอโอดิสซุสได้ยินแบบนั้นก็โกรธทันทีและพูดขึ้นว่า "ใครเอาเตียงของฉันย้ายไปไหน?! เตียงนั้นมันย้ายไม่ได้ เพราะตอนที่ฉันสร้างวัง ฉันเป็นคนแกะสลักมันมาจาก 'ตอต้นมะกอก' ที่รากยังฝังลึกอยู่ใต้ดินด้วยตัวเอง ไม่มีใครยกมันได้นอกจากฉัน!" เมื่อได้ยินคำตอบนั้น เพเนโลปีก็หลั่งน้ำตาและโผเข้ากอดโอดิสซุสทันที เพราะความลับเรื่องเตียงไม้ที่สร้างจากตอมะกอกนี้ มีเพียงเธอกับสามีเท่านั้นที่รู้ ถือเป็นการยืนยันตัวตนที่แท้จริงอย่างสมบูรณ์ จะเห็นได้ว่า ตลอดเวลา 20 ปี เพเนโลปีไม่ได้ใช้กำลังเข้าสู้ แต่เธอใช้ สติปัญญาและเล่ห์เหลี่ยมอันชาญฉลาด ยื้อเวลาและปั่นหัวผู้ชายเป็นร้อยคนให้จนมุม เพื่อรักษาความซื่อสัตย์ที่มีต่อสามีจนวินาทีสุดท้าย เครดิตภาพ : AI Generative ( Gemini ) เปิดประสบการณ์ความบันเทิงที่หลากหลายสุดปัง บน App TrueID โหลดเลย ฟรี !