กรมอุตุนิยมวิทยาประกาศฝนตกหนักต่อเนื่องทั่วไทยช่วง 19–25 ตุลาคมนี้ หมายความว่าราวผ้าข้างนอกจะว่างเปล่า และผ้าทั้งบ้านต้องย้ายเข้ามาอยู่ในห้องเป็นสัปดาห์ ปัญหาที่ตามมาคือผ้าแห้งช้า กลิ่นอับติดเนื้อผ้าจนต้องซักซ้ำ เปลืองทั้งเวลาและน้ำยา บทความนี้รวม 4 เรื่องที่จัดการได้ทันทีด้วยของที่มีอยู่แล้วในบ้าน ไม่ต้องซื้อเครื่องอบหรืออุปกรณ์พิเศษเพิ่ม เลือกจุดตากให้ถูกตำแหน่ง อากาศไหลผ่านได้ จุดตากผ้าที่ดีในบ้านไม่ใช่ "จุดที่ว่าง" แต่คือ "จุดที่อากาศเคลื่อนผ่านได้" ห้องที่อากาศนิ่งสนิทแม้จะกว้างก็ทำให้ผ้าค้างบนราวนานกว่าเท่าตัว วิธีหาจุดที่ใช่ในห้องตัวเอง คือจุดไฟก้านธูปหรือแผ่นทิชชูบางๆ แล้วชูขึ้นดู ถ้าควันหรือกระดาษไหวอยู่ตลอด แสดงว่าอากาศมีการเคลื่อนไหว ตำแหน่งเหล่านั้นเหมาะกว่ามุมอับที่ดูกว้างแต่อากาศไม่ไหล ในคอนโดหรือห้องแคบ มักพบว่าพื้นที่ใกล้ช่องทางเดินระหว่างห้อง หรือตรงใต้ช่องลมแอร์ที่ตั้งโหมดพัดลม มีการหมุนเวียนอากาศดีกว่ามุมห้องนอนทุกครั้ง ย้ายราวมาตรงนั้นก่อนเป็นขั้นตอนแรกที่ต้องทำ แขวนผ้าให้ถูกวิธี ไม่พับซ้อน ไม่แออัด ผ้าที่แขวนชิดกันจนแตะกัน หรือพับทบก่อนแขวน จะแห้งช้ากว่าผ้าที่กางออกเต็มที่ถึง 2–3 ชั่วโมง เพราะพื้นที่สัมผัสอากาศหายไปครึ่งหนึ่ง เทคนิคแขวนให้แห้งเร็ว: เสื้อยืด — คว่ำด้านในออก แขวนด้วยไม้แขวนเต็มตัว อย่าพับริมแขนทิ้งไว้ กางเกง — แขวนเปิดขาออกทั้งสองข้าง ถ้าราวสั้นให้ตะขอไว้ที่เอวและดึงขาออกจากกัน ผ้าขนหนู — กางออกเป็นแผ่นเดียวบนราว ไม่พับกลางผืน ส่วนที่พับทบมักยังชื้นอยู่แม้ส่วนอื่นจะแห้งแล้ว เทคนิคราวสองชั้นจากไม้แขวนปกติ — เอาไม้แขวนอีกอันสอดแขวนห้อยกับอันแรก ได้ระดับต่างกันสองชั้นจากราวเดิมชั้นเดียว ช่วยเพิ่มระยะห่างระหว่างผ้าโดยไม่ต้องซื้อราวเพิ่ม หลักง่ายๆ คือผ้าทุกชิ้นต้องไม่แตะชิ้นข้างๆ ถ้าแขวนแล้วแน่นเกิน ให้แบ่งซักรอบละน้อยลงดีกว่าแขวนรวมกันหมดในคราวเดียว ใช้พัดลมและหน้าต่างให้เป็นประโยชน์ พัดลมที่ตั้งผิดทิศหรือไกลเกินไปแทบไม่ต่างจากไม่มีพัดลมเลย วิธีที่ได้ผลคือตั้งพัดลมห่างจากราวผ้าประมาณ 1–1.5 เมตร ให้ลมพัดผ่านผ้าในแนวขนาน ไม่ใช่พัดตรงเข้าหาผ้าแบบชนฝา เพราะลมที่แล่นผ่านผืนผ้าจะพาความชื้นออกได้มากกว่าลมที่ชนแล้วสะท้อน วิธีสร้าง cross ventilation โดยไม่เปิดไฟเพิ่ม: เปิดหน้าต่างสองด้านของห้อง (ถ้ามี) หรือเปิดประตูห้องค้างไว้เพื่อให้อากาศจากห้องอื่นเข้ามาหมุนเวียน ถ้าห้องมีหน้าต่างด้านเดียว ให้เปิดประตูห้องน้ำค้างไว้ด้วย ช่องระบายอากาศในห้องน้ำช่วยดูดความชื้นออกได้พอสมควร ตั้งพัดลมให้ลมพัดออกจากห้องที่ตากผ้า เพื่อดูดอากาศชื้นออก แทนที่จะพัดเข้ามาเพิ่ม การใช้แอร์ในโหมดพัดลม (Fan only) โดยไม่เปิดความเย็นก็ช่วยหมุนเวียนอากาศในห้องได้ดีโดยประหยัดไฟกว่าเปิดทำความเย็น ซักให้ถูก สิ่งที่ทำก่อนตากช่วยได้มากกว่าที่คิด ผ้าที่ยังแฉะมากเมื่อออกจากเครื่องจะใช้เวลาบนราวนานขึ้นอีกหลายชั่วโมง และยิ่งอยู่บนราวนานก็ยิ่งมีโอกาสได้กลิ่นอับ สิ่งที่ทำได้ก่อนแขวน: เพิ่มรอบปั่นแห้ง — ถ้าเครื่องซักผ้าเลือกรอบได้ ให้ตั้งรอบปั่นแห้งสูงสุดหรือรันรอบปั่นแห้งเพิ่มอีกรอบ น้ำที่เครื่องดึงออกได้ก่อน คือเวลาที่ไม่ต้องเปลืองในราว ลดปริมาณผงซักฟอก — ผงซักฟอกมากเกินไปล้างออกยาก สารซักฟอกที่ค้างอยู่ในเนื้อผ้าดูดความชื้นในอากาศได้ดีกว่าผ้าเปล่า ทำให้ผ้ารู้สึกชื้นและมีกลิ่นติดค้างแม้จะแห้งแล้ว ปริมาณที่ถูกต้องคือตามช่องวัดที่ฝาฝักบัว ไม่ใช่ตาม "ความรู้สึกว่าต้องใส่เยอะเพราะผ้าเยอะ" บิดผ้าขนหนูก่อนแขวน — หลังออกจากเครื่อง ม้วนผ้าขนหนูแล้วบิดให้แน่นสักครั้ง ดึงน้ำส่วนเกินออกก่อนกางบนราว 4 เรื่องนี้ทำได้ทันทีวันนี้โดยไม่ต้องซื้ออะไรเพิ่ม — ย้ายราวไปจุดที่อากาศไหล แขวนให้ห่าง ตั้งพัดลมให้ถูกทิศ และปรับรอบเครื่องซักผ้าเล็กน้อย แค่นี้ผ้าแห้งเร็วขึ้นและไม่มีกลิ่นติดค้างแน่นอน ถ้าบ้านไหนกำลังเจอปัญหาเดียวกัน แชร์ให้คนในบ้านอ่านด้วยกันได้เลย รูปภาพทั้งหมดโดย A.I. แท็ก: #ตากผ้าในบ้าน #ผ้าไม่แห้งช่วงฝน #กลิ่นอับผ้า #วิธีตากผ้าไม่ให้เหม็น #ไลฟ์แฮ็ก #ช่วงฝน #คอนโด เปิดประสบการณ์ความบันเทิงที่หลากหลายสุดปัง บน App TrueID โหลดเลย ฟรี !