วิกฤตน้ำแข็งขั้วโลกละลาย 12 ล้านล้านตัน ดันน้ำทะเลพุ่ง

วันที่ 16 กันยายนที่ผ่านมา คณะนักวิทยาศาสตร์จำนวน 58 คนจากสถาบันวิจัยชั้นนำทั่วโลก ร่วมกันเปิดเผยรายงานวิจัยครั้งสำคัญในวารสาร Scientific Data โดยประมวลข้อมูลจากการสำรวจแผ่นน้ำแข็ง 42 ครั้ง ผ่านภารกิจดาวเทียมรวม 27 ภารกิจ ตลอดช่วงเวลาเกือบ 5 ทศวรรษ
ผลการสังเกตการณ์พบว่าแผ่นน้ำแข็งขนาดใหญ่ที่สุดสองแห่งของโลก ได้แก่ กรีนแลนด์และแอนตาร์กติกา ได้สูญเสียมวลน้ำแข็งรวมกันไปแล้วมากกว่า 12 ล้านล้านตันสหรัฐฯ นับตั้งแต่เริ่มมีบันทึกข้อมูลดาวเทียมบริเวณกรีนแลนด์ในปี 1972 และแอนตาร์กติกาในปี 1979
โดยการสูญเสียมวลน้ำแข็งมหาศาลดังกล่าว ส่งผลโดยตรงให้ระดับน้ำทะเลเฉลี่ยทั่วโลกปรับตัวสูงขึ้นประมาณ 31.4 มิลลิเมตร ตั้งแต่ปี 1979 เป็นต้นมา ซึ่งนับเป็นบันทึกข้อมูลระยะยาวที่มีความน่าเชื่อถือสูงที่สุดเท่าที่เคยมีมา โดยมุ่งเน้นประเมินเฉพาะการเปลี่ยนแปลงมวลน้ำแข็งที่ส่งผลต่อระดับน้ำทะเลโดยตรง
⬛️ มหาสมุทธอุ่นขึ้น ตัวการหลักเร่งธารน้ำแข็งไหลลงทะเล
โครงสร้างการละลายของน้ำแข็งแสดงให้เห็นว่า ปัจจัยหลักถึง 84% เกิดจากความไม่สมดุลทางพลวัตของธารน้ำแข็ง โดยเฉพาะบริเวณจุดบรรจบระหว่างธารน้ำแข็งกับมหาสมุทร อินเนส โอโตซากะ นักธารน้ำแข็งวิทยาจากมหาวิทยาลัยนอร์ธัมเบรีย ในสหราชอาณาจักร ซึ่งเป็นผู้นำทีมวิจัย ระบุว่า "มวลน้ำแข็งกว่า 4 ใน 5 ส่วนไม่ได้ละลายหายไปบนผิวน้ำ แต่ถูกปลดปล่อยลงสู่มหาสมุทรจากการเคลื่อนตัวที่เร็วขึ้นของธารน้ำแข็ง สภาวะดังกล่าวกำลังชี้ว่าแผ่นน้ำแข็งกำลังตอบสนองต่ออุณหภูมิของมหาสมุทรที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง"
ในขณะที่การสูญเสียน้ำแข็งอีก 16% ที่เหลือ มีสาเหตุมาจากปัจจัยทางบรรยากาศ เช่น ปรากฏการณ์น้ำแข็งละลายบริเวณผิวน้ำและการลดลงของปริมาณหิมะตก
⬛️ กลไกความร้อนใต้ปฐพีและการรุกคืบของกระแสน้ำอุ่น
สาเหตุเบื้องหลังของวิกฤตครั้งนี้ เชื่อมโยงโดยตรงกับการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล ซึ่งส่งผลให้มหาสมุทรต้องดูดซับพลังงานความร้อนส่วนใหญ่ในระบบนิเวศเอาไว้ เมื่อพลังงานความร้อนสะสมมากขึ้น น้ำในมหาสมุทรจึงอุ่นขึ้นและเกิดกระแสน้ำปั่นป่วน
สำหรับกรีนแลนด์ ซึ่งเป็นแผ่นน้ำแข็งขนาดใหญ่อันดับสองของโลก ปรากฏการณ์นี้ได้ผลักดันให้น้ำอุ่นจากมหาสมุทรแอตแลนติกรุกคืบไปทางเหนือมากกว่าในอดีต ในขณะเดียวกัน บริเวณแอนตาร์กติกาซึ่งเป็นแผ่นน้ำแข็งขนาดใหญ่ที่สุดในโลก
กระแสน้ำรอบขั้วโลกได้ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น จากอิทธิพลของลมที่กำลังแรงและน้ำทะเลที่อุ่นขึ้น ส่งผลให้กระแสน้ำอุ่นพัดเข้าสัมผัสแผ่นน้ำแข็งทั้งสองขั้วโลก และแทรกซึมเข้าไปกัดเซาะใต้ธารน้ำแข็งจากมุมใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง
⬛️ แนวโน้มเร่งตัวขึ้น และความสำคัญของความร่วมมือระดับโลก
ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ระบุชัดเจนว่า อัตราการสูญเสียน้ำแข็งได้เร่งตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็วนับตั้งแต่ทศวรรษ 1990 เป็นต้นมา แม้ว่าในช่วงปี 2020 ถึง 2023 คาบสมุทรแอนตาร์กติกาจะดูเหมือนอยู่ในสภาวะคงที่ชั่วคราว ซึ่งเป็นผลมาจากปริมาณหิมะที่ตกหนักเป็นประวัติการณ์ทางแอนตาร์กติกาตะวันออก
อินเนส โอโตซากะ (Innes Otosaka) นักวิจัยด้านธารน้ำแข็งจากมหาวิทยาลัยนอร์ธัมเบรีย (Northumbria University) สหราชอาณาจักร ชี้ว่า "ข้อมูลการวัดผลล่าสุดตั้งแต่ปี 2023 เป็นต้นมา ยืนยันว่าแนวโน้มการละลายที่เร่งตัวได้กลับมาเกิดขึ้นอีกครั้ง"
นอกจากนี้ ดิเอโก เฟอร์นันเดซ (Diego Fernández) จากองค์การอวกาศยุโรป ให้ความเห็นว่า "ผลงานวิจัยนี้เน้นย้ำถึงความสำคัญของความร่วมมือทางวิทยาศาสตร์ระหว่างประเทศ ในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อมครั้งใหญ่ ซึ่งชุดข้อมูลนี้จะช่วยให้นักวิทยาศาสตร์สามารถพยากรณ์การเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลในอนาคตได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้น พร้อมทั้งกระตุ้นให้เกิดการตัดสินใจรับมือเพื่ออนาคตของโลกอย่างเร่งด่วน"
งานวิจัยนี้ชื่อ Mass balance of the Greenland and Antarctic ice sheets from 1972 to 2024 ตีพิมพ์ในวารสาร Scientific Data ของ Nature Portfolio ในเดือนกันยายนปี 2026 โดยทีมวิจัยนานาชาติในโครงการ Ice Sheet Mass Balance Inter-comparison Exercise (IMBIE) นำโดย อินเนส โอโตซากะ (Inès Otosaka) นักวิจัยด้านธารน้ำแข็งจากมหาวิทยาลัยนอร์ธัมเบรีย (Northumbria University) สหราชอาณาจักร ร่วมกับนักวิทยาศาสตร์จากหลายสถาบัน รวมถึงองค์การอวกาศยุโรป (ESA) และหน่วยงานด้านการสำรวจโลกด้วยดาวเทียม โดยใช้วิธีรวบรวมและเปรียบเทียบข้อมูลดาวเทียมหลายภารกิจเพื่อสร้างชุดข้อมูลระยะยาวของการเปลี่ยนแปลงมวลแผ่นน้ำแข็งกรีนแลนด์และแอนตาร์กติกา
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
