เปิดมาตรการปราบ "ทุจริตสอบราชการ" ยกระดับโทษไล่ออก-ขึ้น Blacklist กลาง

โกงข้อสอบราชการ ปิดช่องโหว่คนทุจริตเข้าสู่ระบบรัฐ
การสอบเข้ารับราชการถือเป็นหนึ่งในกระบวนการสำคัญในการคัดเลือกบุคลากรเข้าสู่ภาครัฐ ซึ่งต้องยึดหลักความรู้ ความสามารถ ความโปร่งใส และความเป็นธรรมกับผู้สมัครทุกคน แต่ปัญหาการทุจริตในการสอบยังคงเป็นเรื่องที่หน่วยงานรัฐต้องเร่งแก้ไขอย่างจริงจัง โดยเฉพาะกรณีการสวมตัวเข้าสอบ การใช้วิธีการทุจริตเพื่อให้ได้มาซึ่งผลสอบ และช่องโหว่ที่ทำให้ผู้เคยกระทำผิดสามารถไปสมัครสอบในหน่วยงานอื่นได้
ล่าสุดรัฐบาลเตรียมยกระดับมาตรการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในการสอบเข้ารับราชการให้มีความเข้มข้น และกำหนดมาตรฐานให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันทั้งระบบ สะท้อนว่าปัญหาการโกงข้อสอบไม่ได้ถูกมองเป็นเพียงความผิดเฉพาะราย แต่เป็นประเด็นที่ต้องจัดการตั้งแต่กระบวนการออกข้อสอบ การเก็บรักษาข้อสอบ การจัดสนามสอบ ไปจนถึงการตรวจสอบและประกาศผล
วางมาตรการสกัดทุจริตสอบราชการ
นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเตรียมยกระดับมาตรการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในการสอบเข้ารับราชการให้เข้มข้นและเป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งระบบ หลังสำนักงาน ก.พ. ตรวจพบการทุจริตในการสอบภาค ก. ย้อนหลังตั้งแต่ปี 2559 จนถึงปัจจุบัน รวม 114 กรณี โดยเฉพาะการสวมตัวสอบ ซึ่งบางกรณีมีผู้เข้าสอบแทนบุคคลอื่นหลายราย และพบว่าช่องว่างของระบบเดิมยังเปิดโอกาสให้ผู้ที่เคยทุจริตในหน่วยงานหนึ่งสามารถเวียนไปสมัครสอบในหน่วยงานอื่นได้
คณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) จึงเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณามาตรการสำคัญ ทั้งการกำหนดมาตรฐานทางวินัย การจัดทำฐานข้อมูลกลางผู้เคยทุจริตในการสอบเข้ารับราชการ หรือ Blacklist รวมถึงแผนป้องกันและปราบปรามการทุจริตในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว เพื่ออุดช่องโหว่ของระบบเดิมและป้องกันไม่ให้ผู้ทุจริตสามารถเข้าสู่ระบบราชการได้อีก
กำหนดโทษไล่ออกจากราชการสถานเดียว
นางสาวลลิดา กล่าวว่า มาตรการสำคัญคือการกำหนดให้ข้าราชการที่ทุจริตในการสอบเข้ารับราชการภายหลังได้รับการบรรจุแล้ว ถือเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง ฐานประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง และกำหนดโทษไล่ออกจากราชการสถานเดียว เพื่อให้ทุกหน่วยงานใช้มาตรฐานเดียวกัน ขณะที่หากตรวจพบว่าการทุจริตเกิดขึ้นก่อนการบรรจุ ให้ผู้มีอำนาจสั่งบรรจุดำเนินการให้ออกจากราชการโดยพลัน
พร้อมกันนี้ จะให้องค์กรกลางบริหารงานบุคคลของแต่ละประเภทจัดทำบัญชีผู้เคยทุจริตในการสอบเข้ารับราชการตามกฎหมายของตน และส่งรายชื่อให้สำนักงาน ก.พ. รวบรวมเป็นฐานข้อมูลกลาง เพื่อให้ทุกหน่วยงานของรัฐสามารถตรวจสอบลักษณะต้องห้ามก่อนรับบุคคลเข้ารับราชการ ปิดช่องโหว่ที่ผู้เคยทุจริตจากหน่วยงานหนึ่งสามารถย้ายไปสมัครสอบในอีกหน่วยงานหนึ่งได้
สำนักงาน ก.พ. ยังได้กำหนดให้ผู้ที่ทุจริตในการสอบภาค ก. เป็นผู้มีลักษณะต้องห้ามในการเข้ารับราชการ และมีอำนาจดำเนินการเพิกถอนหนังสือรับรองผลการสอบผ่านภาค ก. โดยปัจจุบันได้มีการกำหนดผู้ทุจริตในการสอบภาค ก. เป็นผู้มีลักษณะต้องห้ามแล้ว 24 ราย ณ วันที่ 22 กรกฎาคม 2569
แผนปรับระบบสอบใน 3 ระยะ
นางสาวลลิดา กล่าวว่า นอกจากมาตรการทางวินัยและฐานข้อมูลกลางแล้ว ยังมีแผนปรับระบบสอบใน 3 ระยะ ได้แก่
ระยะสั้น ภายใน 1 ปี จัดทำหลักเกณฑ์และมาตรฐานทางวินัยให้ชัดเจน
ระยะกลาง ภายใน 3 ปี เตรียมปรับการสอบภาค ก. จากระบบ Paper & Pencil ควบคู่กับ e-Exam ไปสู่การสอบแบบ e-Exam เพียงรูปแบบเดียว เพื่อเพิ่มมาตรการป้องกันการทุจริตและยกระดับการตรวจสอบ และระยะยาว ภายใน 5 ปี เตรียมผลักดันกฎหมายเฉพาะเกี่ยวกับการทุจริตในการสอบเข้ารับราชการ โดยกำหนดโทษทางอาญาที่เข้มงวดและครอบคลุมผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งขบวนการ
ระยะยาว ยังมีแนวทางแก้ไขกฎหมายเพื่อให้สามารถเรียกคืนเงินเดือนและผลประโยชน์อื่นจากผู้ที่ทุจริตในการสอบแล้วได้รับการบรรจุเข้ารับราชการได้เต็มจำนวน ซึ่งเดิมกฎหมายกำหนดเพียงให้ออกจากราชการโดยพลัน โดยไม่กระทบต่อเงินเดือนหรือผลประโยชน์ที่ได้รับไปก่อนมีคำสั่งให้ออกจากราชการ
“รัฐบาลต้องการปิดช่องว่างตั้งแต่ต้นทาง ไม่ให้คนที่โกงสอบสามารถเข้ามาอยู่ในระบบราชการ และหากตรวจพบภายหลัง ก็ต้องมีมาตรฐานลงโทษที่ชัดเจนและจริงจัง รวมถึงต้องมีฐานข้อมูลกลางที่ทุกหน่วยงานตรวจสอบร่วมกันได้ เพื่อไม่ให้ผู้ที่เคยทุจริตสามารถเวียนไปสมัครสอบในหน่วยงานอื่นอีก” นางสาวลลิดา กล่าว
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า ที่ผ่านมา สำนักงาน ก.พ. ได้ปรับปรุงกระบวนการสอบภาค ก. โดยเพิ่มการตรวจสอบรูปถ่ายของผู้สมัคร และพิมพ์รูปผู้สมัครสอบลงบนกระดาษคำตอบ เพื่อป้องกันการสวมตัวสอบ พร้อมแจ้งความดำเนินคดีทางอาญากับผู้ที่ตรวจพบการทุจริต และรวบรวมหลักฐานเพื่อดำเนินการทางปกครองและทางวินัยต่อไป
มาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อสร้างมาตรฐานเดียวกันในการลงโทษผู้ทุจริต ป้องกันการหมุนเวียนผู้กระทำผิดเข้าสู่หน่วยงานรัฐอื่น และยกระดับความน่าเชื่อถือของระบบสอบเข้ารับราชการให้โปร่งใส เป็นธรรม และตรวจสอบได้มากขึ้น
“ข้อสอบราชการ” ต้องแข่งขันด้วยความสามารถ ไม่ใช่ช่องโหว่
หัวใจสำคัญของการสอบแข่งขัน คือการสร้างสนามที่ผู้สมัครทุกคนได้รับโอกาสอย่างเท่าเทียม หากผู้เข้าสอบบางรายสามารถเข้าถึงข้อสอบหรือคำตอบล่วงหน้า ย่อมทำให้ผู้ที่เตรียมตัวสอบอย่างสุจริตเสียเปรียบ และทำลายหลักความเสมอภาคของการสอบแข่งขัน
ยิ่งไปกว่านั้น หากผู้ที่ได้คะแนนจากการทุจริตสามารถผ่านการคัดเลือกและเข้าสู่ระบบราชการได้ ก็อาจเกิดคำถามต่อเนื่องถึงคุณภาพของบุคลากรภาครัฐ เพราะตำแหน่งราชการจำนวนมากเกี่ยวข้องโดยตรงกับการให้บริการประชาชน การใช้งบประมาณ และการบังคับใช้กฎหมาย
ดังนั้น การป้องกันการโกงข้อสอบจึงไม่ใช่เพียงการรักษาความถูกต้องของผลสอบ แต่เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างระบบราชการที่มีคุณภาพและยึดหลักธรรมาภิบาล
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
