รีเซต

จับตา COP31 ประเทศยากจนตั้งคำถาม ใครต้องจ่ายค่าโลกร้อน?

จับตา COP31  ประเทศยากจนตั้งคำถาม ใครต้องจ่ายค่าโลกร้อน?
TNN ช่อง16
4 พฤศจิกายน 2569 ( 10:00 )

การประชุมโลกร้อน COP31 ที่กำลังจะเปิดฉากขึ้นในประเทศตุรกี วันที่ 9 พฤศจิกายนนี้ เผชิญความท้าทายครั้งใหญ่ หลังประเทศร่ำรวยเริ่มลดเงินสนับสนุนด้านสภาพภูมิอากาศ ขณะที่ประเทศกำลังพัฒนาต้องแบกรับผลกระทบจากภัยพิบัติรุนแรงมากขึ้น พร้อมตั้งคำถามถึงความเป็นธรรมว่า เหตุใดประเทศที่ได้รับผลกระทบหนักจากโลกร้อน จึงต้องจ่ายเงินมากกว่าเพื่อรับมือวิกฤตที่ตัวเองไม่ได้เป็นผู้ก่อขึ้นเป็นหลัก

 

มาเรีย เฟอร์นันดา ซูซา (María Fernanda Souza) ผู้อำนวยการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของอุรุกวัย และประธานสำรองของกลุ่ม G77 และจีน ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาขนาดใหญ่ที่สุดในสหประชาชาติ เปิดเผยถึงความกังวลก่อนการประชุม COP31 ที่เมืองอันตัลยา ประเทศตุรกี ระหว่างที่หลายประเทศกำลังเผชิญข้อจำกัดด้านเงินทุนและความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์


เธอระบุว่า ประเทศพัฒนาแล้วหลายแห่งกำลังลดการสนับสนุนเงินทุนด้านสภาพภูมิอากาศ โดยเฉพาะสหราชอาณาจักรที่ปรับลดเงินสมทบกองทุนภูมิอากาศสีเขียว หรือ Green Climate Fund ลงถึง 50% ขณะที่สงครามและวิกฤตพลังงานทำให้รัฐบาลหลายประเทศหันไปให้ความสำคัญกับความมั่นคงภายในประเทศมากขึ้น


ปัญหาสำคัญไม่ได้มีเพียงจำนวนเงินที่ลดลง แต่ยังรวมถึงความยากลำบากในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน โดยประมาณ 70% ของโครงการตามนโยบายด้านสภาพภูมิอากาศของอุรุกวัยต้องพึ่งพาเงินทุนเงื่อนไขผ่อนปรนจากกองทุนภูมิอากาศสีเขียว แต่บางโครงการต้องรอการอนุมัตินานถึง 6–7 ปี

 

ซูซาชี้ให้เห็นถึงความไม่เป็นธรรมของระบบการเงินโลก เนื่องจากประเทศพัฒนาแล้วสามารถกู้เงินด้วยอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่า ขณะที่ประเทศกำลังพัฒนาซึ่งได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศสุดขั้วรุนแรงกว่า กลับต้องเผชิญต้นทุนการกู้ยืมที่สูงกว่าเพื่อฟื้นฟูความเสียหายและปรับตัวรับมือภัยพิบัติ


สำหรับอุรุกวัย การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศถือเป็นวาระสำคัญ เนื่องจากประเทศพึ่งพาการเกษตรและการท่องเที่ยว อีกทั้งยังเผชิญความเสี่ยงจากปรากฏการณ์เอลนีโญ โดยเฉพาะชุมชนชายฝั่ง หากเงินทุนสนับสนุนไม่เพียงพอ รัฐบาลจำเป็นต้องโยกงบประมาณจากด้านอื่นมาใช้ ขณะที่หน่วยงานท้องถิ่นต้องแบกรับภาระการอพยพและช่วยเหลือประชาชนเมื่อเกิดภัยพิบัติ

 

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญของ COP31 คือการเปลี่ยนผ่านพลังงานอย่างเป็นธรรม โดยอุรุกวัยถือเป็นตัวอย่างประเทศที่ประสบความสำเร็จด้านพลังงานสะอาด ปัจจุบันผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนได้ประมาณ 98% แต่การเปลี่ยนผ่านในระยะต่อไปยังต้องใช้เงินลงทุนและเทคโนโลยีจำนวนมาก ทั้งการพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้า การปรับเปลี่ยนอุตสาหกรรม และการผลิตเชื้อเพลิงสีเขียว


ขณะเดียวกัน ที่ประชุม COP31 เตรียมผลักดันเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนการใช้ไฟฟ้าในระบบพลังงานโลกเป็น 35% ภายในปี 2578 พร้อมให้ความสำคัญกับการลดก๊าซมีเทนและการพัฒนาระบบเตือนภัยล่วงหน้า


อย่างไรก็ตาม ซูซาเตือนว่า การเร่งเปลี่ยนผ่านพลังงานต้องไม่สร้างความเหลื่อมล้ำรูปแบบใหม่ โดยเฉพาะการพึ่งพาแร่ธาตุสำคัญจากประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งอาจทำให้ประเทศเหล่านี้ยังคงเป็นเพียงแหล่งทรัพยากรสำหรับเศรษฐกิจของประเทศร่ำรวย

 

การประชุม COP31 จึงไม่ใช่เพียงเวทีเจรจาลดก๊าซเรือนกระจก แต่ยังเป็นบททดสอบความเป็นธรรมด้านสภาพภูมิอากาศของโลก ท่ามกลางคำถามสำคัญว่า ประเทศร่ำรวยจะยังคงทำตามคำมั่นสัญญาด้านเงินทุนหรือไม่ เพราะสำหรับประเทศกำลังพัฒนา การรับมือโลกร้อนไม่ใช่เพียงเรื่องสิ่งแวดล้อม แต่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจ คุณภาพชีวิต และความอยู่รอดของประชาชน ซูซาย้ำว่า ประเทศกำลังพัฒนาต้องเผชิญผลกระทบจากโลกร้อนมากกว่า แต่กลับต้องจ่ายแพงกว่าเพื่อรับมือกับปัญหา นี่คือความเหลื่อมล้ำที่ประชาคมโลกจำเป็นต้องแก้ไขอย่างจริงจัง

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง