นายกฯ เรียกประชุมผู้ว่าฯ พื้นที่สีแดงเข้ม จ่อถกศบค.ยกระดับคุมโควิด 13 จังหวัด

นายกฯ เรียกประชุมผู้ว่าฯ พื้นที่สีแดงเข้ม จ่อถกศบค.ยกระดับคุมโควิด 13 จังหวัด
TNN ช่อง16
28 กรกฎาคม 2564 ( 15:23 )
105
นายกฯ เรียกประชุมผู้ว่าฯ พื้นที่สีแดงเข้ม จ่อถกศบค.ยกระดับคุมโควิด 13 จังหวัด

วันนี้ (28 ก.ค.64) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม  เรียกประชุม ผู้ว่าราชการจังหวัดสีแดงเข้มและควบคุมสูงสุด 12 จังหวัด ได้แก่ จ.ปทุมธานี ชลบุรี นนทบุรี นครปฐม สมุทรสาคร พระนครศรีอยุธยา ฉะเชิงเทรา สมุทรปราการ ปัตตานี นราธิวาส ยะลา และสงขลา โดยผู้ว่าฯกทม. ไม่ได้เข้ารวม ผ่านระบบแอปพลิเคชั่น ZOOM จากบ้านพัก ภายในกรมทราบราบ มหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ หรือ (ร.1 ทม.รอ.) เพื่อหารือถึงแนวทางการรับมือกับการแพร่ระบาดโควิด-19 รวมทั้งการให้ความช่วยเหลือผู้ป่วย การตั้งโรงพยาบาลสนามต่างๆ รวมทั้งการสื่อสารทำความเข้าใจกับประชาชน โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายฉัตรชัย พรมเลิศ ปลัดกระทรวงมหาดไทย และนพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค ร่วมประชุมในครั้งนี้ 

ในที่ประชุม นายกรัฐมนตรีขอย้ำให้จังหวัดนำเสนอปัญหา ข้อติดขัดหรืออุปสรรค เพื่อจะได้แก้ไขปัญหาได้ทันที รวมถึงให้แต่ละจังหวัด เฝ้าระวังการระบาดข้ามจังหวัด โดยจะต้องมีระบบ bubble and seal โรงงานและที่พักแรงงาน เช่น จ.ฉะเชิงเทรา ซึ่งพบกลุ่มผู้ติดเชื้อรายใหม่ หรือ คลัสเตอร์โรงงานเป็นแหล่งระบาดหนัก ส่วนที่มีคนงานเดินทางข้ามจังหวัดมา เช่น จ.สมุทรปราการ ให้ใช้มาตรการฉีดวัคซีน จัดหาที่พัก รวมถึงมีมาตรการจนไปถึงระดับสูงสุดคือปิด 14 วัน เพื่อควบคุมการแพร่ระบาด  และให้แต่ละจังหวัดเพิ่มเตียงให้เพียงพอ และมีส่วนภาคต่างๆ เข้าร่วมสนับสนุน   โดยการเพิ่มเตียงผู้ป่วยสีแดง

และได้ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รวบรวมข้อเสนอ และเสนอไปยังกระทรวงสาธารณสุข ทั้งนี้ให้มีการตรวจเชื้อเชิงรุก ด้วยอุปกรณ์การตรวจเชื้อโควิด-19 หรือ ATK หรือชุดตรวจไว เพื่อความรวดเร็ว หากพบผลบวก ก็เข้าสู่การรักษา เพื่อนำไปสู่การตรวจเชื้อแบบ RT-PCR อีกรอบ โดยนายกฯ กังวลสถานที่ตรวจของเอกชน ตรวจแล้วไม่สามารถส่งผู้ป่วยต่อได้ โดยให้ไปแก้ปัญหาดังกล่าวมา พร้อมสร้างความเข้าใจกับประชาชนในการใช้ชุดตรวจไวด้วย ขณะเดียวให้มีการประเมินสถานการณ์แต่ละสัปดาห์ รวมถึงรายงานคนที่หายป่วย สำรวจจะเหลือเตียงเท่าไร ที่สำคัญให้ไปดูแลผู้ที่อาศัยในบ้านจัดสรร สำรวจ เพื่อให้มีการติดเชื้อ พร้อมกันนี้กำชับให้แต่ละจังกวัดแลกเปลี่ยนประสบการณ์แก้ปัญหา เพื่อจะได้นำสิ่งที่แก้ไขได้ไปใช้ในจังหวัดตนเอง

นายกฯ ยังชื่นชมที่ขณะนี้ไม่มีข้อขัดแย้งระหว่างศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด 19 กับสาธารณสุขจังหวัด เชื่อว่าการทำงานร่วมกันได้ดีเป็นอย่างราบรื่น ซึ่งขั้นตอนการทำงานคือ แต่ละภารกิจมีคณะกรรมการรับผิดชอบ นำเสนอมายัง ศบค.และ ตนเองในฐานะผู้อำนวยการ ศบค.ก็จะตัดสินใจ เหล่านี้คือขั้นตอนของการทำงาน ซึ่งหวังว่าจากหลักฐานทางการแพทย์ สถานการณ์จะดีขึ้นใน 4-6 สัปดาห์ ทั้งนี้ แม้สถานการณ์อาจจะยังไม่ดีขึ้นในเร็ววัน แต่จะพยายามควบคุมให้ดีที่สุด โดยให้ดูสถานการณ์โลกด้วยแล้วทุกคนจะเข้าใจมากยิ่งขึ้น

ในที่ประชุม นายกฯยังห่วงเรื่องการปิดตลาด ซึ่งกระทบประชาชนที่ทำมาหากิน ดังนั้นต้องมีมาตรการในการรองรับเพื่อควบคุมโรค พร้อมย้ำว่า หากจังหวัดใดมีข้อเสนอเข้ามาทางรัฐบาลจะจัดสรรงบประมาณลงไป เช่น เพิ่มเตียง อุปกรณ์การแพทย์ พร้อมกันนี้ ให้จัดทำผังให้ประชาชนเข้าใจว่าสามารถจะติดต่อ Call center ศูนย์พักคอย ชุดตรวจหาผู้ป่วยในพื้นที่ โรงพยาบาลสนาม ศูนย์กักตัวรูปแบบชุมชน หรือที่บ้าน เป็นต้น พร้อมย้ำว่า มีการวัคซีนจะกระจายไปยังแต่ละจังหวัด ให้สาธารณสุขไปจัดสรรดำเนินการต่อเช่นเดียวกับจังหวัดจัดสรร ยาฟาวิพิราเวียร์ก็จะจัดสรรไปทุกจังหวัดไม่ขาด 

ขณะเดียวกันผู้ว่าราชการทั้ง 12 จังหวัดได้รายงานสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 โดยส่วนใหญ่แนวโน้มผู้ป่วยระดับสีเหลือง ไปสู่ระดับสีแดงเพิ่มสูงขึ้น 

ด้าน นายอนุทิน ยืนยันว่าจัดหาวัคซีนได้เฉลี่ย 10 ล้านเข็มต่อเดือน โดยตั้งแต่เดือนสิงหาคมเป็นต้นไปจะเฉลี่ยฉีดวันละ 1 ล้านเข็ม  

มีรายงานว่า ในวันที่ 30 ก.ค.นี้นายกฯ เตรียมเรียกประชุม ศบค.ชุดใหญ่ เพื่อประเมินสถานการณ์โควิด-19 หลังประกาศยกระดับมาตรการคุมเข้มในพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด 13 จังหวัดว่าจะต้องยกระดับเพิ่มเติมอย่างไร เนื่องจากตัวเลขผู้ติดเชื้อยังเพิ่มสูงต่อเนื่อง ซึ่งไม่เป็นไปตามที่ได้ประเมินไว้ว่า 2 สัปดาห์ตัวเลขผู้ติดเชื้อโควิด-19 จะลดลง

ข่าวที่เกี่ยวข้อง