รีเซต

กลัวความใกล้ชิดทางใจ ทำไมยิ่งสนิท ยิ่งอยากถอยห่าง? รู้จัก Fear of Intimacy

กลัวความใกล้ชิดทางใจ ทำไมยิ่งสนิท ยิ่งอยากถอยห่าง? รู้จัก Fear of Intimacy
TNN ช่อง16
16 ตุลาคม 2569 ( 16:51 )
8

เคยไหม ตอนที่ใครสักคนยังอยู่ห่าง ๆ กลับรู้สึกอยากทำความรู้จัก แต่พอเขาเริ่มเข้ามาใกล้ แสดงความห่วงใย อยากรู้จักตัวตนของเรามากขึ้น กลับรู้สึกอึดอัด อยากเว้นระยะ หรือแม้แต่เริ่มมองหาข้อเสียของอีกฝ่าย ทั้งที่ก่อนหน้านี้ก็รู้สึกดีด้วยแท้ ๆ

บางคนไม่กล้าพูดถึงความรู้สึกที่แท้จริง ไม่ชอบให้ใครเห็นด้านอ่อนแอของตัวเอง ขณะที่บางคนเลือกหายไปจากความสัมพันธ์เมื่อทุกอย่างเริ่มจริงจังขึ้น ทั้งที่ลึก ๆ ก็ต้องการความรักและอยากมีใครสักคนอยู่ข้าง ๆ

พฤติกรรมเหล่านี้อาจเกี่ยวข้องกับสิ่งที่เรียกว่า Fear of Intimacy หรือความกลัวความใกล้ชิดทางใจ ซึ่งไม่ได้หมายถึงความกลัวการสัมผัสทางร่างกาย แต่เป็นความยากลำบากในการเปิดใจ เปิดเผยตัวตน และยอมให้อีกคนเข้ามามีความหมายต่อความรู้สึกของเรา

เพราะสำหรับบางคน ความใกล้ชิดไม่ได้มีแค่ความอบอุ่น แต่ยังมาพร้อมความเสี่ยงที่จะถูกปฏิเสธ ถูกทำร้ายความรู้สึก หรือสูญเสียการควบคุมชีวิตของตัวเองด้วย

ทำไมความใกล้ชิดถึงกลายเป็นเรื่องน่ากลัว?

ความสัมพันธ์ที่ดีควรทำให้รู้สึกปลอดภัย แต่สำหรับบางคน การปล่อยให้ใครสักคนเข้ามาใกล้หัวใจกลับเป็นเรื่องที่ต้องใช้ความกล้าอย่างมาก เพราะยิ่งอีกฝ่ายรู้จักเรามากเท่าไร ก็ยิ่งมีโอกาสที่เขาจะมองเห็นข้อบกพร่อง ความเปราะบาง หรือด้านที่เราไม่อยากให้ใครเห็นมากขึ้นเท่านั้น

สาเหตุของ Fear of Intimacy อาจแตกต่างกันไปในแต่ละคน โดยมีปัจจัยทางประสบการณ์และรูปแบบความสัมพันธ์ในอดีตเข้ามาเกี่ยวข้องได้หลายประการ

1. เคยถูกทำร้ายความรู้สึกจนไม่อยากเสี่ยงอีก

คนที่เคยผ่านความสัมพันธ์ที่เจ็บปวด เช่น ถูกนอกใจ ถูกทอดทิ้ง ถูกปฏิเสธ หรือถูกคนที่ไว้ใจทำร้ายความรู้สึก อาจเรียนรู้โดยไม่รู้ตัวว่า การรักใครมากเกินไปทำให้ตัวเองตกอยู่ในสถานการณ์ที่เจ็บปวดได้

เมื่อมีคนใหม่เข้ามา แม้จะรู้สึกดีด้วย แต่สมองอาจเริ่มประเมินความเสี่ยงล่วงหน้า เช่น ถ้าเปิดใจแล้วเขาเปลี่ยนไปจะทำอย่างไร ถ้าสุดท้ายต้องเสียใจอีกครั้งจะรับมือไหวไหม

การรักษาระยะห่างจึงกลายเป็นวิธีป้องกันตัวเองจากความเจ็บปวดที่อาจเกิดขึ้น แม้ว่าคนตรงหน้าจะไม่ได้มีพฤติกรรมที่เป็นอันตรายก็ตาม

2. เติบโตมากับความสัมพันธ์ที่ไม่มั่นคง

ประสบการณ์ในวัยเด็กอาจมีส่วนหล่อหลอมวิธีที่เราเรียนรู้จะไว้วางใจผู้อื่น เช่น การเติบโตมาในครอบครัวที่ไม่ค่อยแสดงความรัก ความรู้สึกไม่ได้รับการรับฟัง หรือผู้ดูแลมีพฤติกรรมที่คาดเดาไม่ได้

บางคนจึงเรียนรู้ว่าการแสดงความต้องการทางอารมณ์ไม่ได้ทำให้ได้รับการตอบสนองเสมอไป หรือการพึ่งพาคนอื่นอาจนำมาซึ่งความผิดหวัง

เมื่อโตขึ้น พวกเขาอาจให้ความสำคัญกับการพึ่งพาตัวเองอย่างมาก ไม่ชอบขอความช่วยเหลือ ไม่ถนัดพูดถึงความรู้สึก และรู้สึกไม่คุ้นเคยเมื่อมีใครสักคนเข้ามาดูแลอย่างจริงจัง

แนวคิดนี้เชื่อมโยงกับ Attachment Theory หรือทฤษฎีความผูกพัน ซึ่งอธิบายว่าประสบการณ์ความสัมพันธ์ในช่วงแรกของชีวิตอาจส่งผลต่อรูปแบบการสร้างความสัมพันธ์ในวัยผู้ใหญ่ได้ อย่างไรก็ตาม ประสบการณ์วัยเด็กไม่ได้เป็นตัวกำหนดความสัมพันธ์ในอนาคตทั้งหมด เพราะประสบการณ์ใหม่ ๆ ก็สามารถเปลี่ยนแปลงรูปแบบความผูกพันได้เช่นกัน 

3. กลัวการสูญเสียอิสระและการควบคุมชีวิตตัวเอง

บางคนไม่ได้กลัวการถูกทิ้ง แต่กลัวการต้องพึ่งพาใครมากเกินไป

พวกเขาอาจเคยชินกับการจัดการทุกอย่างด้วยตัวเอง ตัดสินใจเอง และไม่ต้องอธิบายความรู้สึกให้ใครฟัง เมื่อความสัมพันธ์เริ่มจริงจังขึ้น การต้องแบ่งเวลา เปิดเผยชีวิตส่วนตัว หรือคำนึงถึงความรู้สึกของอีกฝ่ายจึงกลายเป็นสิ่งที่ทำให้อึดอัด

ในบางครั้ง แม้อีกฝ่ายเพียงแสดงความห่วงใยหรืออยากใช้เวลาร่วมกันมากขึ้น ก็อาจทำให้รู้สึกเหมือนกำลังสูญเสียพื้นที่ส่วนตัว

ทั้งที่ความเป็นจริงแล้ว ความใกล้ชิดกับการสูญเสียอิสรภาพไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งเดียวกัน แต่คนที่กลัวความใกล้ชิดอาจยังไม่มั่นใจว่าจะรักษาสมดุลระหว่างความสัมพันธ์กับความเป็นตัวเองได้อย่างไร

4. กลัวว่าถ้าอีกฝ่ายเห็นตัวตนที่แท้จริงแล้วจะไม่รัก

คนที่ดูมั่นใจ พึ่งพาตัวเองได้ หรือประสบความสำเร็จในชีวิต อาจมีความกังวลลึก ๆ ว่าหากใครได้เห็นด้านที่ไม่สมบูรณ์แบบของตัวเองแล้ว ความสัมพันธ์จะเปลี่ยนไป

พวกเขาอาจกล้าแสดงด้านที่เข้มแข็ง แต่ไม่กล้าบอกว่ากำลังเหนื่อย ไม่กล้าร้องไห้ต่อหน้าใคร หรือไม่กล้ายอมรับว่าตัวเองต้องการความรักและการดูแล

การเปิดเผยความรู้สึกจึงไม่ใช่เพียงการเล่าเรื่องส่วนตัว แต่หมายถึงการยอมให้อีกคนเห็นด้านที่อาจถูกปฏิเสธได้ด้วย

ยิ่งอีกฝ่ายมีความสำคัญมากเท่าไร ความเสี่ยงทางความรู้สึกก็อาจยิ่งดูน่ากลัวมากขึ้นเท่านั้น

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง