9 เรื่องน่ารู้ความสัมพันธ์ระหว่างคนกับธรรมชาติ & คุณภาพชีวิต เขียนโดย ภัคฒ์ชาลิสา จำปามูล ในชีวิตประจำวันที่เร่งรีบของคนส่วนใหญ่ หลายคนอาจไม่ทันได้สังเกตว่าธรรมชาติมีบทบาทกับชีวิตของเรามากเพียงใด ตั้งแต่อากาศที่หายใจ น้ำที่ใช้ดื่มใช้กิน อาหารบนโต๊ะ ไปจนถึงสภาพแวดล้อมที่ส่งผลต่อสุขภาพกายและสุขภาพใจ ซึ่งทุกอย่างล้วนมีธรรมชาติเป็นพื้นฐานรองรับอยู่เบื้องหลังค่ะ เมื่อธรรมชาติยังสมดุล ชีวิตก็เดินหน้าไปได้อย่างราบรื่น แต่เมื่อธรรมชาติถูกใช้เกินขอบเขตหรือเสื่อมโทรม ความไม่สบายกาย ไม่สบายใจ และความไม่มั่นคงในชีวิตก็เริ่มปรากฏให้เห็นอย่างค่อยเป็นค่อยไปนะคะ ซึ่งในบทความนี้ผู้เขียนจะมาส่งต่อข้อมูล เพื่อชวนให้คุณผู้อ่านกลับมามองเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างคนกับธรรมชาติในมุมที่ใกล้ตัวมากขึ้น เพื่อให้เห็นว่าคุณภาพชีวิตที่ดีของเราไม่ได้วัดจากความสะดวกสบายเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่รวมถึงสุขภาพ ความมั่นคงทางอาหาร ความสมดุลของชีวิต และความยั่งยืนในระยะยาวด้วย โดยเมื่อเราเข้าใจว่าธรรมชาติคือระบบพยุงชีวิต ไม่ใช่แค่ทรัพยากรที่ใช้แล้วหมดไป การดูแลธรรมชาติและการปรับวิถีชีวิตให้สอดคล้องกับสิ่งแวดล้อมก็จะกลายเป็นเรื่องจำเป็นที่เราสามารถร่วมมือกันได้นะคะ และต่อไปนี้คือสิ่งที่ควรรู้ค่ะ 1. ธรรมชาติกับสุขภาพกายเชื่อมกันโดยตรง หลายคนยังมองไม่ออกว่า สุขภาพกายของคนเราจริงๆ แล้วไม่ได้เกิดจากการดูแลร่างกายเพียงอย่างเดียว แต่เชื่อมโยงกับสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติอย่างใกล้ชิด เพราะอากาศที่หายใจเข้าไป น้ำที่ใช้ดื่มใช้กิน และอาหารที่บริโภคทุกวัน ล้วนผ่านกระบวนการจากธรรมชาติทั้งสิ้น เมื่อธรรมชาติถูกทำลายหรือปนเปื้อน ร่างกายก็รับผลกระทบโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นอาการเจ็บป่วยสะสม ภูมิแพ้ โรคระบบทางเดินหายใจ หรือปัญหาสุขภาพที่ค่อยๆ เกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัวนะคะ ซึ่งสิ่งที่เราควรทำคือควรหันกลับมาใส่ใจต้นทางของสุขภาพมากขึ้น โดยให้เริ่มจากการเลือกใช้น้ำและอาหารที่ปลอดภัย ลดการสัมผัสมลพิษเท่าที่ทำได้ และเพิ่มการเชื่อมต่อกับธรรมชาติในชีวิตประจำวัน เช่น ใช้เวลาอยู่ในพื้นที่สีเขียว ออกกำลังกายกลางแจ้ง หรือดูแลสภาพแวดล้อมรอบบ้านให้สะอาดและสมดุล ซึ่งการดูแลธรรมชาติไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่คือการดูแลสุขภาพกายของตัวเองในระยะยาวค่ะ 2. ธรรมชาติมีผลต่อสุขภาพใจมากกว่าที่รู้สึก ถึงแม้หลายคนจะไม่ทันสังเกตก็ตามนะคะ แต่ธรรมชาติมีอิทธิพลต่อสุขภาพใจของเราอย่างลึกซึ้งมากค่ะ ซึ่งการใช้ชีวิตในสภาพแวดล้อมที่ขาดพื้นที่สีเขียว เสียงธรรมชาติ หรือแสงธรรมชาติ ทำให้สมองต้องอยู่กับความตึงเครียดและมีสิ่งกระตุ้นตลอดเวลา จนเกิดความเหนื่อยล้าทางใจโดยที่หลายก็ไม่รู้ตัว ในขณะที่การได้อยู่ใกล้ต้นไม้ ท้องฟ้า น้ำ หรือพื้นที่เปิดโล่ง มีส่วนช่วยให้จิตใจผ่อนคลาย ความคิดช้าลง และอารมณ์สมดุลขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ ถึงแม้เพียงช่วงเวลาสั้นๆ ก็ส่งผลได้มากกว่าที่คิดค่ะ ดังนั้นสิ่งที่เราควรทำคือเปิดโอกาสให้ตัวเองได้เชื่อมต่อกับธรรมชาติในชีวิตประจำวันมากขึ้นบ้าง ก็ไม่จำเป็นต้องเดินป่าหรือออกไปไกลก็ได้ค่ะ แต่อาจเริ่มจากการพักสายตากับต้นไม้ใกล้บ้าน เปิดหน้าต่างรับแสงธรรมชาติ ใช้เวลาเดินเล่นในสวน หรือจัดมุมเล็กๆ ที่มีต้นไม้และแสงธรรมชาติในบ้าน เพราะจริงๆ การดูแลสุขภาพใจไม่จำเป็นต้องซับซ้อน แค่คืนพื้นที่ให้ธรรมชาติได้เข้ามาในชีวิตบ้าง จิตใจก็จะค่อยๆ ฟื้นตัวและแข็งแรงขึ้นอย่างเงียบๆ แล้วค่ะ 3. คนเมืองยิ่งห่างธรรมชาติ คุณภาพชีวิตยิ่งเปราะบาง เมื่อคนจำนวนมากใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางตึก ถนน และหน้าจอ ความห่างจากธรรมชาติก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่รู้ตัว ถึงแม้ว่าเมืองอาจให้ความสะดวกสบาย แต่กลับลดโอกาสให้ร่างกายและจิตใจได้พักอย่างแท้จริงค่ะ เพราะการขาดพื้นที่สีเขียว แสงธรรมชาติ และอากาศที่ถ่ายเท ทำให้ความเครียดสะสมง่าย ร่างกายฟื้นตัวช้าลง และภูมิคุ้มกันอ่อนแอโดยไม่รู้ตัว คุณภาพชีวิตของคนเมืองจึงเปราะบางต่อทั้งปัญหาสุขภาพ ความเครียด และการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อมรอบตัวนะคะ โดยสิ่งที่ควรทำคือพยายามลดช่องว่างระหว่างชีวิตเมืองกับธรรมชาติให้แคบลง แม้จะไม่สามารถเปลี่ยนสภาพแวดล้อมทั้งหมดได้ แต่สามารถเริ่มจากสิ่งเล็กๆ เช่น ใช้เวลาในสวนสาธารณะมากขึ้น เปิดรับแสงธรรมชาติในบ้าน จัดพื้นที่สีเขียวเล็กๆ ใกล้ตัว หรือเลือกกิจกรรมที่ได้สัมผัสธรรมชาติเป็นประจำ เพราะการเชื่อมต่อกับธรรมชาติอย่างสม่ำเสมอจะช่วยเสริมความแข็งแรงให้ทั้งกายและใจ ทำให้การใช้ชีวิตในเมืองไม่เปราะบางเกินไป และมีคุณภาพชีวิตที่สมดุลขึ้นในระยะยาวได้ค่ะ 4. ธรรมชาติช่วยกำหนดวิถีชีวิตประจำวัน คุณผู้อ่านรู้ไหมคะว่า ธรรมชาติเป็นปัจจัยที่กำหนดวิถีชีวิตของมนุษย์มากกว่าที่เราคิดค่ะ เพราะตั้งแต่เรื่องพื้นฐานอย่างการกิน การอยู่ การเดินทาง ไปจนถึงการทำงานและการพักผ่อน อากาศร้อน ฝนตก แสงแดด หรือฤดูกาล ล้วนมีผลต่อการใช้ชีวิตในแต่ละวันของเรา เมื่อธรรมชาติเปลี่ยนไป เช่น อากาศแปรปรวนหรือฤดูไม่ชัดเจน วิถีชีวิตที่เคยคุ้นก็เริ่มสะดุด เกิดความไม่สะดวก ความเครียด และปัญหาสุขภาพตามมาโดยไม่รู้ตัวได้นะคะ ซึ่งสิ่งที่เราควรทำคือปรับวิถีชีวิตให้สอดคล้องกับธรรมชาติ แทนการฝืนหรือมองข้ามสัญญาณรอบตัว เช่น ปรับเวลาทำกิจกรรมตามสภาพอากาศ เลือกอาหารตามฤดูกาล และจัดชีวิตประจำวันให้มีจังหวะพักผ่อนที่เหมาะสม ซึ่งการเข้าใจว่าธรรมชาติเป็นตัวกำหนดจังหวะชีวิต จะช่วยให้เราใช้ชีวิตได้อย่างยืดหยุ่น ลดความตึงเครียด และมีคุณภาพชีวิตที่สมดุลมากขึ้นในระยะยาวได้ค่ะ 5. ความมั่นคงทางอาหารเริ่มจากความสัมพันธ์กับธรรมชาติ น้อยคนมองออกว่าความมั่นคงทางอาหารไม่ได้หมายถึงการมีอาหารเพียงพอในวันนี้เท่านั้น แต่ยังรวมถึงความสามารถในการมีอาหารที่ปลอดภัยและต่อเนื่องในระยะยาว ซึ่งทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับธรรมชาติเป็นหลักค่ะ เพราะดินที่ดี น้ำที่สะอาด อากาศที่เหมาะสม และระบบนิเวศที่สมดุล ล้วนเป็นพื้นฐานของการผลิตอาหารของคนเรา แต่เมื่อธรรมชาติเสื่อมโทรม หรือสภาพอากาศแปรปรวนมากขึ้น การผลิตอาหารก็ได้รับผลกระทบทันที ทั้งปริมาณที่ลดลง คุณภาพที่แปรปรวน และต้นทุนที่สูงขึ้น ซึ่งสุดท้ายแล้วผู้บริโภคต้องรับผลเหล่านี้โดยตรงค่ะ และสิ่งที่คุณผู้อ่านควรทำเลยคือให้เริ่มฟื้นฟูความสัมพันธ์กับธรรมชาติในระบบอาหาร ตั้งแต่การเลือกกินอาหารตามฤดูกาล สนับสนุนเกษตรกรและวัตถุดิบใกล้บ้าน ลดการสูญเสียอาหารในครัวเรือน และใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่า เพราะการดูแลธรรมชาติไม่ใช่เรื่องไกลตัวหรือเฉพาะภาคเกษตรเท่านั้น แต่เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความมั่นคงทางอาหารในชีวิตประจำวัน เพราะเมื่อธรรมชาติยังคงทำงานได้ดี อาหารที่เราพึ่งพาก็จะมีความมั่นคงและยั่งยืนมากขึ้นค่ะทุกคน 6. การใช้ทรัพยากรเกินตัว กระทบต่อคุณภาพชีวิตระยะยาว การใช้ทรัพยากรเกินความจำเป็นอาจให้ความสะดวกสบายในระยะสั้นค่ะ แต่กำลังสร้างภาระในระยะยาวโดยไม่รู้ตัวนะคะ ไม่ว่าจะเป็นการใช้น้ำ พลังงาน อาหาร หรือทรัพยากรธรรมชาติอื่นๆ เพราะเมื่อใช้มากเกินกว่าที่ธรรมชาติจะฟื้นตัวได้ ระบบสิ่งแวดล้อมก็จะเริ่มเสื่อมถอย ส่งผลต่อคุณภาพอากาศ น้ำ และทรัพยากรพื้นฐานที่เราพึ่งพาอยู่ทุกวัน ซึ่งผลกระทบเหล่านี้จะค่อยๆ สะสมจนกลายเป็นปัญหาสุขภาพ ค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น และความไม่มั่นคงในการใช้ชีวิตนะคะ ดังนั้นสิ่งที่ควรทำคือควรหันมาใช้ทรัพยากรอย่างพอดีและมีสติ เริ่มจากการลดการใช้เกินจำเป็น เลือกใช้สิ่งที่คุ้มค่าและยั่งยืน วางแผนการกิน การใช้ และการใช้พลังงานให้เหมาะสมกับชีวิตประจำวัน ซึ่งการใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่าไม่ใช่การลดคุณภาพชีวิตค่ะ แต่คือการรักษาคุณภาพชีวิตให้ยืนยาวและมั่นคงขึ้น เพราะเมื่อธรรมชาติยังมีเวลาและโอกาสฟื้นตัว ชีวิตของเราก็จะได้รับประโยชน์กลับมาอย่างต่อเนื่องในระยะยาวนะคะ 7. ธรรมชาติคือระบบพยุงชีวิต ไม่ใช่แค่ทรัพยากร รู้ไหมคะว่าในความเป็นจริงนั้น ธรรมชาติไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงแหล่งวัตถุดิบที่เรานำมาใช้แล้วหมดไปเท่านั้น แต่ยังเป็นระบบที่คอยประคองชีวิตมนุษย์ในทุกวัน ตั้งแต่การหมุนเวียนของอากาศ น้ำ ดิน ไปจนถึงการควบคุมอุณหภูมิและสมดุลของโลก โดยระบบเหล่านี้ทำงานร่วมกันอย่างต่อเนื่องค่ะ ถึงแม้ว่าเราจะไม่เห็นหรือไม่รู้สึกโดยตรงก็ตาม โดยเมื่อระบบธรรมชาติยังสมบูรณ์ ชีวิตของเราก็มั่นคง แต่เมื่อระบบใดระบบหนึ่งถูกรบกวน ผลกระทบจะค่อยๆ แสดงออกผ่านปัญหาสุขภาพ สิ่งแวดล้อม และความไม่แน่นอนในการดำรงชีวิตค่ะ ดังนั้นสิ่งที่ควรทำเลยคือให้เริ่มมองธรรมชาติในฐานะ “ระบบที่ต้องดูแล” ไม่ใช่สิ่งที่ใช้แล้วจบ ซึ่งการใช้ทรัพยากรอย่างพอดี ลดการสร้างผลกระทบได้ และช่วยรักษาสมดุลรอบตัวได้ด้วย ที่เป็นการดูแลระบบพยุงชีวิตของเราเองในระยะยาว ซึ่งการเปลี่ยนมุมมองนี้จะทำให้การใช้ชีวิตมีความรับผิดชอบมากขึ้น และช่วยให้ทั้งธรรมชาติและคุณภาพชีวิตของมนุษย์สามารถดำรงอยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืนค่ะ 8. คุณภาพชีวิตที่ดี ไม่ได้วัดแค่ความสะดวก ในยุคที่ทุกอย่างรวดเร็วและเข้าถึงง่าย ความสะดวกสบายมักถูกใช้เป็นตัวชี้วัดคุณภาพชีวิต แต่ความจริงแล้วความสะดวกไม่ได้หมายความว่าชีวิตจะดีหรือสมดุลเสมอไปค่ะ เพราะเมืองที่เดินทางง่าย บ้านที่ใช้พลังงานสูง หรืออาหารที่หาซื้อได้ตลอดเวลา อาจแลกมาด้วยความเครียด สุขภาพที่ถดถอย และสิ่งแวดล้อมที่เสื่อมโทรม ที่ในบางครั้งอาจพูดได้ว่าคุณภาพชีวิตที่ดูดีในระยะสั้น อาจกลายเป็นภาระในระยะยาว หากไม่ได้คำนึงถึงผลกระทบที่ตามมาค่ะ โดยสิ่งที่เราควรทำคือให้หันมามองคุณภาพชีวิตในมุมที่กว้างมากขึ้น ทีไม่ใช่แค่ความสะดวก แต่ต้องรวมถึงสุขภาพกาย ใจ สิ่งแวดล้อม และความยั่งยืนของชีวิตในอนาคตด้วย เพราะการเลือกใช้ชีวิตที่อาจไม่สะดวกที่สุด แต่สมดุลและเหมาะสมกว่า เช่น ใช้ทรัพยากรอย่างพอดี เลือกสิ่งที่ดีต่อสุขภาพและธรรมชาติ จะช่วยสร้างคุณภาพชีวิตที่มั่นคงและยืนยาวกว่าได้ เพราะชีวิตที่ดีจริง ไม่ใช่ชีวิตที่ง่ายที่สุด แต่คือชีวิตที่อยู่ได้อย่างไม่เบียดเบียนตัวเองและโลกในระยะยาวค่ะทุกคน 9. ดูแลธรรมชาติ=ดูแลชีวิตของเราเอง หลายคนอาจมองว่าการดูแลธรรมชาติเป็นเรื่องไกลตัว หรือเป็นหน้าที่ของหน่วยงานและคนบางกลุ่ม แต่ในความจริง ธรรมชาติเกี่ยวข้องกับชีวิตของเราทุกวันอย่างแยกไม่ออก อากาศที่หายใจ น้ำที่ใช้ อาหารที่กิน และสภาพแวดล้อมที่เราอาศัย ล้วนพึ่งพาธรรมชาติทั้งสิ้น เมื่อธรรมชาติถูกทำลายหรือเสื่อมโทรม ผลกระทบไม่ได้หยุดอยู่แค่สิ่งแวดล้อม แต่สะท้อนกลับมาที่สุขภาพ ความเป็นอยู่ และคุณภาพชีวิตของมนุษย์โดยตรง สิ่งที่ควรทำคือเริ่มมองการดูแลธรรมชาติเป็นการดูแลชีวิตของตัวเอง ตั้งแต่การใช้ทรัพยากรอย่างพอดี ลดการสร้างของเสีย ใส่ใจสิ่งแวดล้อมรอบตัว และเลือกวิถีชีวิตที่ไม่เบียดเบียนธรรมชาติเกินจำเป็น การเปลี่ยนแปลงเล็กๆ ในชีวิตประจำวันอาจดูไม่มาก แต่เมื่อทำอย่างต่อเนื่อง จะช่วยให้ธรรมชาติยังทำหน้าที่พยุงชีวิตเราได้ต่อไป เพราะเมื่อธรรมชาติแข็งแรง ชีวิตของเราก็จะมั่นคง ปลอดภัย และมีคุณภาพมากขึ้นในระยะยาว ที่โดยสรุปแล้วจากทุกประเด็นที่ผู้เขียนได้นำเสนอมานั้น จะเห็นได้ชัดว่า ธรรมชาติไม่ใช่เรื่องไกลตัวหรือเป็นเพียงฉากหลังของชีวิตค่ะ แต่เป็นปัจจัยพื้นฐานที่กำหนดคุณภาพชีวิตของมนุษย์ทั้งกาย ใจ และความเป็นอยู่ของเรา ตั้งแต่สุขภาพกาย สุขภาพใจ ความมั่นคงทางอาหาร ไปจนถึงวิถีชีวิตประจำวัน เมื่อความสัมพันธ์ระหว่างคนกับธรรมชาติอ่อนแอลง คุณภาพชีวิตก็เปราะบางตามไปด้วย ไม่ว่าจะอยู่ในเมืองหรือชนบท ผลกระทบเหล่านี้เกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่ส่งผลระยะยาวอย่างชัดเจนนะคะ ดังนั้นการดูแลธรรมชาติจึงไม่ใช่เรื่องของอุดมคติหรือหน้าที่ของใครบางคน ไม่ใช่แค่รัฐหรือหน่วยงานค่ะ แต่คือเราทุกคนต้องร่วมมือกัน เพราะถือเป็นการดูแลชีวิตของเราเองในภาพรวม ซึ่งการใช้ทรัพยากรอย่างพอดี เชื่อมต่อกับธรรมชาติในชีวิตประจำวัน และปรับวิถีชีวิตให้สอดคล้องกับสิ่งแวดล้อม คือกุญแจสำคัญของคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างแท้จริง เมื่อเราให้พื้นที่กับธรรมชาติได้ทำหน้าที่ของตัวเอง ธรรมชาติก็จะช่วยพยุงชีวิตเราให้มั่นคง สมดุล และยั่งยืนไปพร้อมกันค่ะ จริงๆ ในประเด็นนี้อยากจะขอพูดถึงคำพูดที่อาจารย์ที่ปรึกษาของผู้เขียนได้พูดเอาไว้นานมาแล้วค่ะว่า สมัยก่อนเราไม่ได้ซื้อน้ำดื่ม แต่ปัจจุบันกลายเป็นเรื่องปกติ และสิ่งที่ผู้เขียนได้สังเกตเห็นอีกก็คือแต่ก่อนไม่มีการซื้อดินปลูกพืชนะคะ แต่ตอนนี้เราซื้อดินกันเป็นเรื่องปกติ คืออยากปลูกพืชต้องซื้อดินเลย เพราะดินรอบตัวเราเสื่อมโทรมแล้วการไปปรับปรุงไม่ง่ายค่ะ ในอนาคตอาจารย์ที่ปรึกษาของผู้เขียนพูดเล่นๆ ว่าเราอาจได้มีการซื้ออากาศบริสุทธิ์มาสูดดมเป็นครั้งคราว เพราะคุณภาพสิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรม หากเรายังมองแค่ว่าทรัพยากรในสิ่งแวดล้อมเป็นเพียงสิ่งที่เราเกิดมาแล้วก็พากันใช้เพียงอย่างเดียว โดยไม่ได้ใช้เวลาในชีวิตส่วนหนึ่งมาช่วยกันลดมลพิษ ช่วยกันปรับปรุง เพิ่มพื้นที่สีเขียวและอื่นๆ อีกที่จะคงอยู่ซึ่งสิ่งแวดล้อมที่ดีค่ะ สำหรับผู้เขียนในตอนนี้ได้หันมาสนใจเรื่องการจัดการสิ่งที่สามารถย่อยสลายได้ทั้งหมดมากขึ้น ด้วยการเปลี่ยนรูปผ่านกระบวนการการย่อยสลายทั้งในน้ำและในดิน เพื่อจัดการสิ่งแวดล้อมรอบตัวให้ดีขึ้น แต่ยังได้ประโยชน์แบบพึ่งพาอาศัยกันได้ เช่น ตอนนี้ผู้เขียนไม่ได้ทิ้งเศษอาหารบ้านเป็นขยะให้ทางเทศบาลเป็นภาระเลยค่ะ เพราะได้นำมาหมักทำปุ๋ยใต้ดินสำหรับแปลงผัก เทหมักทำปุ๋ยแบบไม่กลับกองที่สวนยางพารา นำเศษผักสดพวกกะหล่ำ ผักบุ้ง และผักกาดขาว แบบนี้ปลานิลในบ่อของพ่อกินได้ ก็จะรวบรวมไปให้ปลาค่ะ นอกจากนี้ยังได้จัดการเรื่องน้ำเสียและสิ่งปฏิกูลให้เป็นภาระในสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด ไปซุปเปอร์มาร์เก็ตรับถุงแค่ที่ต้องรับ ร่วมกับถือกระเป๋าผ้าไปซื้อของ อนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำ ปลูกผักปลอดสารพิษไว้กินเอง ดูแลขยะทำให้หน้าบ้านน่ามองและอื่นๆ อีกหลายอย่างมากค่ะ จะว่าเป็นคนที่ไม่ยอมอยู่จุดเดิมแบบรกๆ อะไรที่ไม่เป็นระเบียบเรียบร้อย ไม่สวยไม่งาม หรือมีปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมก็ได้ เห็นอะไรต้องปรับต้องแก้ต้องลงมือทำค่ะ เพราะบางอย่างผู้เขียนสามารถออกแบบและเขียนแบบเพื่อจัดการด้านสิ่งแวดล้อมได้ค่ะ เขียนเสร็จก็จ้างให้พ่อทำหรือจ้างให้คนอื่นมาทำตามแบบได้เลยค่ะ เลยดูเหมือนว่าสิ่งแวดล้อมรอบตัวดูเข้าที่เข้าทางไปหมดเลยตอนนี้ เห็นขยะ มีน้ำเสียกระจาย มีกลิ่นเหม็นรบกวน สิ่งเหล่านี้ผู้เขียนจัดการได้หมดค่ะ แต่ไม่ได้หมายความว่าหลังจากนั้นจะไม่มีปัญหาอะไรเลยนะคะ คือทุกวันผู้เขียนจะคอยสังเกตตรวจสอบสภาพแวดล้อมรอบตัวตลอดเวลา เพื่อประเมินว่าต้องปรับปรุงตรงไหนค่ะ สำหรับการกินอยู่ก็กินตามที่ร่างกายต้องการจริงๆ ไม่ได้กินตามอารมณ์หรือทรงผม ชอบเลือกซื้ออาหารในท้องถิ่นมากกว่า ที่ชาวบ้านนำมาขาย ตามฤดูกาล แบบที่เก็บได้ตามธรรมชาติก็ซื้อค่ะ ผักหรูหราหมาเห่าก็มีบ้างแทรกเข้ามาตามโอกาส ชอบจัดเก็บอาหารให้เหมาะสม เตรียมล้างอาหารให้สะอาด คือชอบทำอะไรที่ทำให้อาหารปลอดภัยขึ้นค่ะ และอื่นๆ อีกค่ะ ทำตลอดและไม่มีวันหยุดเลยนะคะ จึงอยากเชิญชวนคนไทยทุกคนหันมาใส่ใจด้านสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ลดขยะ ลดมลพิษ ใช้น้ำสะอาดอย่างประหยัด ลดการเกิดน้ำเสียในครัวเรือนให้มากที่สุด หันมาคัดแยกขยะให้ถูกต้องเพื่อลดขยะที่ต้องนำจัดการในหลุมฝังกลบขยะ เพราะจะทำให้พื้นที่กำจัดเต็มเร็ว ที่พอขยะเยอะงบประมาณก็ต้องใช้จ่ายมากขึ้น ที่ดินก็แพงและไม่ใช่ตะทำได้ง่ายๆ นะคะ เพราะต้องประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและอื่นๆ อีกหลายอย่าง ใกล้แหล่งต้นน้ำก็ยาก พื้นใกล้ชุมชนก็ต้องเลี่ยง ให้ช่วยกันลดการใช้พลาสติกครั้งเดียวค่ะ เพิ่มที่สีเขียวภายในบ้าน ปลูกผักสวนครัวง่ายๆ ไว้กินเอง เพื่อให้บ้านของเราเข้าถึงแหล่งอาหารสดใหม่และปลอดสารพิษ นำขยะเปียกมาเปลี่ยนรูปเพื่อประโยชน์ในการบำรุงดิน นำเศษวัสดุเหลือจากการเกษตรหมุนเวียนใช้ให้คุ้มค่า ฯลฯ #อนามัยสิ่งแวดล้อม #การส่งเสริมสุขภาพ #สุขาภิบาลสิ่งแวดล้อม #สิ่งแวดล้อมน่ารู้ #สิ่งแวดล้อมส่งผลต่อสุขภาพ เครดิตรูปภาพประกอบบทความ รูปภาพทำหน้าปกและออกแบบหน้าปกโดยผู้เขียน ใน Canva รูปภาพประกอบเนื้อหา ถ่ายภาพโดยผู้เขียน เกี่ยวกับผู้เขียน ภัคฒ์ชาลิสา จำปามูล จบการศึกษา: พยาบาลศาสตรบัณฑิต จากวิทยาลัยพยาบาลศรีมหาสารคาม กระทรวงสาธารณสุข และสาธารณสุขศาสตรมหาบัณฑิต (อนามัยสิ่งแวดล้อม) จากมหาวิทยาลัยขอนแก่น มีความสนใจและประสบการณ์เกี่ยวกับ: สุขภาพ จิตวิทยาเชิงบวก การบำบัดน้ำเสียและกำจัดสิ่งปฏิกูล 10 วิธีเพิ่มพื้นที่สีเขียวภายในบ้าน ลดมลพิษ มีสิ่งแวดล้อมดี 10 สิ่งน่ารู้ปลุกผักปลอดสารพิษ ไว้กินเองในบ้าน ทำยังไงได้ผล 7 ตัวอย่างใบไม้ที่สามารถห่ออาหารได้ ย่อยสลายง่าย ลดการเกิดขยะ