รีเซต

เปิดมุมมอง 3 โบรกฯ ส่องกลยุทธ์ลงทุน พร้อมเสิร์ฟหุ้นเด่นวันนี้

เปิดมุมมอง 3 โบรกฯ ส่องกลยุทธ์ลงทุน พร้อมเสิร์ฟหุ้นเด่นวันนี้
ทันหุ้น
23 มิถุนายน 2569 ( 09:36 )
4

#ทันหุ้น – บล.ฟินันเซีย ไซรัส คาดแนวโน้มตลาดวันนี้ SET Index จะยังคงแกว่ง Sideways ในกรอบ 1,565-1,585 จุด โดยบรรยากาศการลงทุนโดยรวมผ่อนคลายขึ้นบ้างหลังการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่านในวันที่ 2 มีความคืบหน้า โดยสหรัฐฯเปิดทางให้อิหร่านกลับมาขายน้ำมันชั่วคราว 60 วัน ขณะที่ช่องแคบฮอร์มุซเริ่ทยอยมกลับมาเปิดใช้งาน ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบ Brent ชะลอตัวลงสู่ระดับ US$78 ต่อบาร์เรล

อย่างไรก็ตามในด้าน Bond Yield ของสหรัฐฯยังคงทยอยไต่ระดับขึ้นและยืนในระดับสูง โดยตลาดยังประเมินโอกาสที่ Fed จะปรับขึ้นดอกเบี้ยภายในสิ้นปีนี้อย่างน้อย 1 ครั้งเพื่อคุมเงินเฟ้อให้ลงสู่กรอบเป้าหมาย 2% ในระยะยาว โดยจะมีการรายงานตัวเลขเงินเฟ้อ PCE เดือน พ.ค. ในช่วงปลายสัปดาห์

ส่วนปัจจัยในประเทศไฮไลท์หลักอยู่ที่การประชุมกนง.ในพรุ่งนี้ ซึ่งคาดว่ายังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1% แต่สิ่งที่ต้องจับตาคือแนวโน้มเศรษฐกิจไทยว่าจะมีสัญญาณดีขึ้นหรือไม่หลังจากสถานการณ์สงครามผ่อนคลาย ทั้งแนวโน้มเงินเฟ้อที่อาจต่ำกว่าคาด รวมถึง GDP ที่อาจดีกว่าคาด ด้านภาพรวมดัชนี SET Index แม้ Upside จะจำกัดเมื่อเทียบกับดัชนีเป้าหมายเราในปัจจุบัน แต่เรามองว่ายังมี Sector ที่น่าสนใจและยัง Laggard ที่มีโอกาสเห็นเม็ดเงินหมุนเข้าหา โดยเฉพาะกลุ่ม Domestic/Consumption และ Yield Sensitive เช่ิน ค้าปลีก ท่องเที่ยว ขนส่ง โรงไฟฟ้า ไฟแนนซ์ อาหาร เป็นต้น โดยคาดว่ากระแสเงินทุนต่างชาติมีแนวโน้มทยอยกลับมาไหลเข้าใน 2H26

กลยุทธ์ : เลือกหุ้นที่โมเมนตัมกำไร 2Q26-2H26 แข็งแกร่ง กระทบจำกัดหรือได้อานิสงส์บวกหากสงครามผ่อนคลาย
หุ้นเด่นเดือน มิ.ย : BGRIM, CPALL, CRC, ERW, STA
FSSIA Portfolio : BA, BBL, BDMS, CPALL, CPF, CPN, ERW, GULF, TIDLOR, WHAUP

หุ้นเด่นวันนี้ : OSP
• แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 19 บาท
• เราเริ่มเห็น upside ต่อกำไรใน 2H26 จากผลบวกของไทยช่วยไทยพลัส และปัญหาพม่าเริ่มคลี่คลาย แนวโน้มกำไร 2Q26 อาจดีกว่าที่เคยคาดเล็กน้อย อาจแตะระดับ 1.03 พันลบ. -11% q-q,+2% y-y
• เราคาด OSP เป็นหนึ่งในหุ้นที่ได้ประโยชน์จากสงครามที่คลี่คลาย เป็นบวกต่อต้นทุนเริ่มทรงตัวและอาจปรับลงในระยะถัดไป ขณะที่อีกจุดเด่นคือ dividend yield ราว 6-7% ต่อปี
• แนวรับ 16-15.80 บาท แนวต้าน 16.70-17 บาท

ด้าน บล.ดาโอ คาดดัชนีฯ ยังคงแกว่งในกรอบแคบๆ ตลาดขาดปัจจัยชี้นำ และกำลังรอผลการเจรจา หรือข่าวในทางบวกเกี่ยวกับการเจรจาหยุดยิงสหรัฐฯ-อิหร่าน ซึ่งมีความคืบหน้าไปมาก นอกจากนี้ ในวันพรุ่งนี้ จะทีเรื่องที่มีผลจากตลาดเอเซีย คือ MSCI จะมีการประกาศเพื่อปรับชั้นตลาดหุ้นเกาหลีใต้และอินโดนีเซีย

ปัจจัยในประเทศ

  • การเมือง/นโยบายภาครัฐ: นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คมนาคม เปิดเผยถึงทิศทางการบริหารจัดการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) หลังนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เข้ามากำกับดูแลว่า การที่นายกรัฐมนตรีลงมาดูแล EEC ด้วยตนเอง
  • นายพรชัย ฐีระเวช อธิบดีกรมสรรพสามิต กล่าวว่า กรมสรรพสามิต อยู่ระหว่างการหารือเพื่อสรุปรายละเอียดเกี่ยวกับโครงการเพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านการใช้รถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) กับกระทรวงการคลัง ซึ่งเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของ พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน
  • ไทยตั้งเป้าดันการเติบโตทางเศรษฐกิจที่มีศักยภาพ (Potential Growth) ทะลุ 3% ควบคู่กับการผลักดันอันดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (IMD) สู่ 20 อันดับแรกของโลกภายในปี 2030 จากปัจจัยหนุนของการลงทุนที่สูงขึ้น นโยบายเร่งการลงทุนระยะยาวนี้ส่งผลดีโดยตรง ต่อกลุ่มนิคมอุตสาหกรรมและกลุ่มรับเหมา-วัสดุก่อสร้าง
  • สมาคมฯ เผย ไทยเริ่มกลับมานำเข้าปุ๋ยจากตะวันออกกลางแล้ว ทำให้ปัญหาการขาดแคลนอุปทานปุ๋ยทั่วโลกเริ่มคลี่คลายลง โดยราคาปุ๋ยเคมีนำเข้ามีแนวโน้มเริ่มปรับตัวลดลงตามต้นทุนวัตถุดิบ ส่งผลบวกต่อกลุ่มเกษตรและอาหารแปรรูป
  • MSCI Review: การทบทวนการจัดระดับตลาดประจำปีของ MSCI ในวันอังคารที่ 23 มิ.ย. โดยต้องจับตาว่าเกาหลีใต้จะถูกนำเข้าสู่บัญชีเฝ้าระวังเพื่อปรับเป็นตลาดพัฒนาแล้ว (Developed Market) หรือไม่ รวมถึงความเสี่ยงที่อินโดนีเซียอาจถูกลดระดับ จากตลาด EM เป็น Frontier ซึ่งถ้าถูกลดเกรด มีการประเมินว่า เงินอาจไหลออกถึง $1.3 หมื่นล้านเหรียญ จากตลาดหุ้นอินโดนีเซีย ….. ตลาดไทย น่าจะได้อานิสงค์จากเงินที่ออกจากอินโดนีเซีย แต่อาจมีผลกระทบต่อราคาหุ้นไทย ตัวที่มีการลงทุนทางตรงในอินโดนีเซีย
  • GULF : Singtel เตรียมขายหุ้น GULF ผ่าน Block Trade มูลค่าสูงสุด 2.49 หมื่นล้านบาท
  • ผู้ประกอบการเดินเรือไทย พรีเชียส ชิปปิ้ง (PSL) ยังคงระมัดระวังเส้นทางช่องแคบฮอร์มุซ แม้จะมีการประกาศหยุดยิง โดยประเมินแนวโน้มอัตราค่าระวางเรือ ในช่วง 3-5 ปีข้างหน้าว่าจะยังคงแข็งแกร่งมาก จากปัจจัยอุปทานเรือที่ตึงตัวและปัญหาเรือขนส่งที่เริ่มมีอายุมาก ส่งผลให้กำไรกลุ่มบริษัทเดินเรือสูงขึ้น และส่งผลเชิงลบต่อกลุ่มผู้นำเข้าสินค้าและวัตถุดิบ จากเวลาเดินทางที่นานขึ้น และต้นทุนค่าระวางเรือที่สูงขึ้น

Fund Flow และตลาดการเงิน

  • ตลาดหุ้น (SET+MAI): ต่างชาติซื้อสุทธิ 2,576 ล้านบาท ในขณะที่สถาบันในประเทศและบริษัทหลักทรัพย์มีสถานะขายสุทธิ
  • ตลาดตราสารหนี้: มูลค่าการซื้อขายรวม 77,517 ล้านบาท และ ต่างชาติขายสุทธิ 2,741 ล้านบาท
  • ค่าเงินบาท: ปิด 32.94 บาท/ดอลลาร์ ทรงตัวจากช่วงเช้า โดยตลาดยังคงจับตาความไม่แน่นอนของผลเจรจาสันติภาพ

ปัจจัยต่างประเทศ

  • การเจรจาสหรัฐฯ-อิหร่าน : รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ เจ.ดี. แวนซ์ กล่าวว่า การเจรจากับอิหร่านในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา “เป็นไปด้วยดีมาก ๆ” ขณะที่ทั้งสองฝ่ายพยายามบรรลุข้อตกลงสันติภาพภายในสองเดือนและยุติสงครามอย่างเป็นทางการ…..แวนซ์ปฏิเสธคำวิจารณ์เกี่ยวกับข้อตกลงชั่วคราวระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว และกล่าวว่าข้อตกลงดังกล่าวจะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของชาวอเมริกันในรูปแบบของราคาน้ำมันที่ลดลง

Technical : BCH, KAMART

ขณะที่ บล.คิงส์ฟอร์ด ประเมินแนวรับดัชนี SET ที่ 1,560 – 1,570 แนวต้าน 1,590 – 1,600 คาดดัชนีได้ปัจจัยหนุนจากต้นทุนพลังงานปรับลดลง หลังสหรัฐ – อิหร่านบรรลุข้อตกลงหยุดยิง 60 วัน แนะนำทยอยซื้อกลุ่มที่ประโยชน์จากธีม De-esclation เช่น AOT,BA,MINT,ERW,BH,BDMS / กลุ่มลงทุน AMATA,WHA,CK,STECON,GPSC, BGRIM คาดจะได้ประโยชน์งบส่งเสริมการลงทุนในกรอบงบประมาณรายจ่ายปี 70 ที่เตรียมนำเข้า ครม. / SCC,SCGP,TOA ได้ประโยชน์จากต้นทุนการผลิตปรับลดลงตามต้นทุนน้ำมัน

MTC* (ซื้อเก็งกำไร / ราคาเป้าหมาย IAA Consensus 41.50 บาท) ในปี 69 บริษัทตั้งเป้าหมายพอร์ตสินเชื่อเติบโต 10% เน้นสินเชื่อที่มีหลักประกันและวงเงินไม่สูงเพื่อลดความเสี่ยง แนวโน้ม 2Q69 มีโอกาสเติบโต QoQ, YoY หนุนจากการขยายตัวของสินเชื่อและได้ประโยชน์จากการกระตุ้นเศรษฐกิจจากทางภาครัฐ ขณะที่ค่าใช้จ่ายสำรองและต้นทุนการเงินลดลง ทั้งนี้อิงจาก consensus ตลาดคาดการณ์กำไรสุทธิปี 69-70 ที่ 7.44 พันล้านบาท +11%YoY และ 8.33 พันล้านบาท +12%YoY

PYLON* (ซื้อ / ราคาเป้าหมาย IAA Consensus 4.21 บาท) กำไรสุทธิ1Q69 อยู่ที่ 77 ลบ.+324%YoY +8%QoQ กำไรทำจุดสูงสุดในรอบ 24 ไตรมาสหนุนด้วยรายได้ที่โตจากการแข่งขันที่ลดลง และรายได้จากงานกำแพงกันดิน Diaphragm Wall ที่มี Margin สูง ส่วนการดำเนินงานในช่วงถัดไป ยังมีโอกาสอยู่ในเกณฑ์ดีได้ต่อเนื่อง โดย Backlog ณ สิ้น 1Q69 แข็งแกร่งที่ 1,700 ลบ. สูงกว่า Pre-Covid 19 และ สูงกว่ารายได้ทั้งปี68 ปัจจุบัน ตลาดคาดกำไรปี69 และ 70 ของ PYLON* ที่ 277ลบ.+31%YoY และ 282ลบ.+2%YoY ตามลำดับ ในเชิง Valuation ยังน่าสนใจจาก Forward 69F PE ที่ 9x, และ Dividend Yield ที่ 8%

ข่าวที่เกี่ยวข้อง