“ทรัมป์” รับ “พลังจักรวาล” ได้อะไรกลับไปอีก? หลังคุย “สีจิ้นผิง”

ทรัมป์ได้อะไรกลับบ้านบ้าง?
1. ได้รับพลังจักรวาล
“ทรัมป์” ได้รับพลังแห่งจักรวาล ในระหว่างการเยือนที่หอสักการะฟ้า “เทียนถาน” ซึ่งสร้างขึ้นในยุคค.ศ.1420 สมัยจักรพรรดิหย่งเล่อ แห่งราชวงศ์หมิง โดยมีฮวงจุ้ยสำคัญ ที่เป็นการเชื่อมต่อระหว่าง “ฟ้า” และ “ดิน” ซึ่งการที่ทรัมป์ไปยื่นที่จุดศูนย์กลาง ก็อาจสื่อถึงการได้รับ “พลังแห่งจักรวาล” ตามความเชื่อจีนที่ว่า จักรพรรดิเป็นเสมือนโอรสของสวรรค์
ทรัมป์ ไม่ใช่ผู้นำต่างชาติคนแรกที่ได้เยือนหอสักการะฟ้า “เทียนถาน” แต่เป็นผู้นำต่างชาติคนแรกที่ “สีจิ้นผิง” พาเดินทัวร์ด้วยตัวเอง
ภาพที่ปรากฎออกมาว่า สี พาทรัมป์ ไปยังเทียนถาน อาจถูกตีความว่า จีนกำลังสอนทรัมป์ ว่านี่คือจุดที่จักรพรรดิจีนในอดีตใช้ประกอบพิธีบวงสรวงสวรรค์ แต่ในขณะเดียวกัน ก็อาจเป็นฝ่ายสหรัฐฯ ที่รีเควสต์ขอมาที่นี่เอง..เพราะทรัมป์ก็อาจเป็นสายมูมากกว่าที่ใครคิด
2. ได้รับออร์เดอร์สินค้า
- จีนได้สั่งซื้อเครื่องบินโบอิง 200 ลำ (น้อยกว่าที่คาดไว้ ว่าอาจมีคำสั่งซื้อ 500 ลำ) ทำหุ้นโบอิงตกทันทีเกือบ 4%
- จีนจะซื้อน้ำมันจากสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น
- 10 บริษัทจีน ได้รับการปลดล็อกซื้อชิป AI H200 ของบริษัท Nvidia
- มีแนวโน้มที่จะจีนจะซื้อสินค้าเกษตรจากสหรัฐฯเพิ่มด้วย
ซื้อคำสั่งซื้อเหล่านี้ นับเป็น “ฐานเสียง” ที่สำคัญยิ่ง กอร์ปกับ “พลังจากสวรรค์” ที่อาจช่วยสานต่อความมั่นคงทางการเมืองของทรัมป์ ก่อนที่จะถึงการเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพฤศจิกายนนี้ ที่ทรัมป์จำเป็นต้องรักษาฐานเสียงรีพับลิกันให้ได้มากที่สุด เพื่อไม่ให้กลายเป็น “เป็ดง่อย” ท่ามกลางคะแนนนิยมที่ลดฮวบฮาบ
แล้วจีนได้อะไรบ้าง?
แม้ฝั่งสหรัฐฯ จะได้รับออร์เดอร์ล้น ๆ กลับบ้านไป แต่หากมองในเชิงสัญลักษณ์ จีนอาจได้อะไรมากกว่า เพราะการที่ทรัมป์เดินทางเยือนจีน ก่อนที่สีจะเดินทางเยือนสหรัฐฯ ท่ามกลางบรรยากาศที่อบอุ่น ก็เป็นเสมือนการยอมรับโดยพฤตินัยว่า
“จีนคือมหาอำนาจระดับเดียวกับสหรัฐฯ ที่อเมริกาต้องเจรจาด้วย”
ดังนั้น การที่ทรัมป์ถึงกับเรียกขานความสัมพันธ์ว่าเป็น G2 จึงมีนัยที่ยิ่งใหญ่พอสมควร เพราะคือการยอมรับว่า โลกกำลังถูกกำหนดโดยสหรัฐฯ และจีนร่วมกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่จีนพยายามผลักดันมาตลอดว่า โลกไม่ควรจะเป็นขั้วเดียวอีกต่อไป
ภาพของกองทหารเกียรติยศที่ยิ่งใหญ่, เปิดหอสักการะฟ้าเทียนถาน ตลอดจนการพาชม “จงหนานไห่” ศูนย์บัญชาการของพรรคคอมมิวนิสต์จีน ล้วนถูกนำเสนอออกมาในภาพของการต้อนรับระดับสูง ที่เป็นการสร้างภาพจำจากจีนว่า “จีนคือมหาอำนาจที่มั่นคง สงบ และมีอารยธรรม”
ช่องแคบฮอร์มุซ - ช่องแคบไต้หวัน
“ต้องระมัดระวังเรื่องไต้หวัน เพราะการก้าวอะไรผิดพลาด อาจเป็นอันตรายต่อความสัมพันธ์ของพวกเรา” ประธานาธิบดีสีจิ้นผิง กล่วตั้งแต่แรกเริ่มของการหารือร่วมกับผู้นำสหรัฐฯ.. เป็นการปรามที่ทำให้ทรัมป์ ไม่ตอบคำถามสื่อในประเด็นนี้อีกเลยตลอดทริป
แต่นโยบาย “ความคุมเครือทางยุทธศาสตร์” ของสหรัฐฯ ที่มีต่อไต้หวัน ก็เชื่อว่าจะยังคงดำเนินต่อไป ที่หมายถึงการที่สหรัฐฯ ไม่สนับสนุนไต้หวันโดยตรง แต่ก็ไม่ทิ้งไต้หวันด้วยเช่นกัน
ขณะที่เรื่องช่องแคบฮอร์มุซ สีและทรัมป์ มีเป้าหมายตรงกันคือ “ไม่ต้องการให้อิหร่านครอบครองอาวุธนิวเคลียร์” และให้ความสำคัญกับการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ เพื่อการเดินเรือแบบเสรีและปลอดภัย เพื่อสนับสนุนการส่งพลังงานไปทั่วโลก
และทรัมป์ยังเผยว่า ได้รับการยืนยันจากผู้นำจีนว่า จีนจะไม่ส่งมอบยุทโธปกรณ์ทางทหารให้กับอิหร่าน
ที่น่าสนใจคือ จีนค่อนข้างระมัดระวังเรื่องการส่งสัญญาณ เพราะแน่นอนว่าจีนไม่ได้สนับสนุนสงครามสหรัฐฯ ที่ถึงกับกระทรวงต่างประเทศจีนออกแถลงการณ์หลังจบประชุมด้วยว่า “สงครามนี้่มันไม่ควรเริ่มมาตั้งแต่แรก และไม่มีเหตุผลอะไรที่จะเดินหน้าต่อ และขอให้มีการบรรลุข้อตกลงแบบสมบูรณ์เสียที” แต่ขณะเดียวกันจีนก็ไม่ได้ออกมาปกป้องอิหร่านแบบแข็งกร้าวเช่นกัน
แต่ถามว่าสงครามอิหร่านจะจบได้เลยหรือไม่? ก็ยังคงไร้สัญญาณ
การเยือนจีนของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และการหารือร่วมกับประธานาธิบดีสีจิ้นผิง ในกรุงปักกิ่งครั้งนี้ หากมองในเชิงภาพรวมทางยุทธศาสตร์นั้น ถือว่า ประสบความสำเร็จสำหรับทั้ง 2 ฝ่าย แต่หากถามว่า จะถึงขั้นทำให้ความสัมพันธ์กลับมาสู่ระดับปกติได้หรือไม่ อาจยังไม่ถึงขั้นนั้น แต่จะเป็น “ความสำเร็จแบบประคองเสถียรภาพ” มากกว่าที่จะเป็นการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างระหว่างจีนและสหรัฐฯ อย่างแท้จริง
บรรยากาศของการพบกันครั้งนี้ ทรัมป์ในฐานะ “ผู้มาเยือน” แสดงความเคารพต่อ “เจ้าบ้าน” อย่างมาก และเจ้าบ้านเองก็ต้อนรับทรัมป์อย่างสมเกียรติ ซึ่งเป็นสิ่งที่ทรัมป์ชื่นชอบมากอยู่แล้ว .. ดูแล้วหวานชื่น แตกต่างจากสถานการณ์ตึงเครียดในช่วงหลายปีที่ผ่านมามาก
“การประชุมกันครั้งนี้ มันประสบความสำเร็จมาก ๆ และโลกจะไม่ลืมมัน” ทรัมป์กล่าวก่อนขึ้น Air Force 1 กลับสหรัฐฯ
“นี่คือการเยือนครั้งประวัติศาสตร์ และเป็นหมุดหมายสำคัญ” สี กล่าวปิดท้าย
ทรัมป์ถึงขั้นเรียกความสัมพันธ์นี้ว่า G2 หรือ 2 มหาอำนาจหลักของโลก ขณะที่จีนใช้คำว่า เสถียรภาพเชิงยุทธศาสตร์แบบสร้างสรรค์ (Constructive Strategic Stability) ซึ่งสะท้อนว่า สองฝ่ายกำลังพยายามจะหยุดการเผชิญหน้าไม่ให้ลุกลาม มากกว่าที่จะเดินหน้าชน
เมื่อสองพี่ใหญ่โลกเจอกันด้วยบรรยากาศที่เป็นไปด้วยดี ทรัมป์ได้รับพลังโลกกลับไป ทั่วโลกต่างตั้งความหวังว่า ความชื่นมื่นหนนี้จะกินเวลาไปอีกนาน
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
