ใครๆก็รู้ว่าคณะแพทยศาสตร์ สอบเข้าว่ายากแล้ว จบออกมายากยิ่งกว่า แต่ยากเนี่ย มันยากอย่างไร ? คนทั่วไปคงไม่เข้าใจแน่ เพราะการเรียนการสอนแต่ละครั้งมักไม่เป็นที่เปิดเผย ภาษาในวงการแพทย์ก็เป็นศัพท์ที่ยาก ไม่คุ้นเคยของคนทั่วไป เห็นได้ชัดว่าละครที่เกี่ยวกับการเรียนหมอส่วนใหญ่ถ่ายทอดออกมาราวกับว่าเรียนชั้นประถมเลย เรียนหมอหนักมากเลยจะมาถ่ายทอดชีวิตการเรียนหมอของอดีตนักศึกษาแพทย์ที่ปัจจุบันได้เป็นแพทย์แล้ว โดยสะท้อนความรู้สึกเป็นหลักว่าที่ผ่านมานั้นรู้สึกอย่างไรระหว่างที่กำลังเรียนอยู่ หนังสือเล่มนี้เขียนโดย พี่เพลีย (วิภาส สุภัครพงษ์กุล) โดยสำนักพิมพ์ SALMON แนวคิดที่ครีเอเตอร์ประทับใจได้เรียนรู้ว่าแท้จริงแล้วผู้เขียน (พี่เพลีย) ก็ไม่ได้อยากเป็นหมอ ถ้าเป็นไปได้ก็อยากจะมีรายได้เข้ามาต่อเนื่องโดยทำงานให้น้อยที่สุด แต่เมื่อถึงคราวต้องเลือกอาชีพ เป็นธรรมดาที่จะเลือกคณะแพทยศาสตร์ เหตุผลคือผู้เขียนเรียนสายวิทย์โดยประเมินจากความสามารถของตนเองแล้วว่าเรียนไหว อีกทั้งแพทย์เป็นอาชีพรายได้ดี มั่นคง ฐานะทางสังคมดี ซึ่งมันไม่ใช่แค่ค่านิยม แต่มันเป็นอย่างนั้นจริงๆมาโดยตลอด อีกทั้งยังได้ช่วยเหลือคนไข้ให้หายจากโรคด้วย ได้เรียนรู้ว่าเรียนแพทย์ปี 1 ยังต้องเจอรายวิชาเหมือนสมัยเรียน ม.ปลาย อีกครั้ง ทั้งฟิสิกส์ เคมี ชีวะ คณิต (แคลคูลัส) อังกฤษ ซึ่งต่างจาก ม.ปลายตรงที่เรียนแบบ ม.4- ม.6 อัดรวดเดียวในเทอมเดียว ซึ่งถือว่าหนักแต่ก็ผ่านมาได้ ได้เรียนรู้ว่าปี 2 ของการเรียน ได้เจอวิชากายวิภาคศาสตร์ (Anatomy) ที่ต้องจดจำชื่อมัดกล้ามเนื้อ กระดูก ลำดับเส้นเลือด และอวัยวะภายในได้ครบทุกส่วน วิชาสรีรวิทยา (Physiology) ว่าด้วยเรื่องของกลไกการทำงานของอวัยวะที่ประสานกันอย่างเป็นระบบ วิชาเภสัชวิทยา (Pharmacology) ศาสตร์ที่ว่าด้วยการกลไกทำงานของยาแต่ละตัวระดับโมเลกุล ซึ่งต้องใช้การจำมาก เปรียบเทียบให้เห็นภาพก็คงเหมือนการจำชื่อคนเป็นร้อย และรู้ว่าเขาคนนั้นทำงานอะไร บ้านอยู่ไหน มีกิ๊กหรือไม่ ฯลฯ ได้เรียนรู้ว่าการเรียนกับอาจารย์ใหญ่ในปี 2 ไม่น่ากลัวเลย ข้อสอบน่ากลัวกว่า ถ้าเรียนเลคเชอร์แล้วเผลอหลับ เวลาผ่าอาจารย์ใหญ่จริงจะมีปัญหา หากทำเส้นเลือดขาดโดยไม่ได้ตั้งใจจะไล่หาต้นสายปลายเหตุไม่เจอเลย โต๊ะอาจารย์ใหญ่ 1 ร่างจะมีนักศึกษา 6 คน เวลาตอบจะต้องตอบอย่างละเอียด เวลาสอบในแล็ปกริ๊งใช้เวลา 1 ข้อต่อ 1 นาที ความท้าทายทั้งหมดทำให้หลังสอบอยากเอาเวลาไปนอนสถานเดียว ได้เรียนรู้ว่าปี 4 ของการเรียนจะได้เจอ Round Ward เป็นการดูแลคนไข้ภายในวอร์ด ควบคู่ไปกับการเรียน แม้ปี 1-3 จะอัดแน่นไปด้วยทฤษฎีที่ต้องจำ ต้องทำความเข้าใจเยอะมาก แต่ปี 4 ท้าทายกว่าตรงที่เรื่องของการเรียน การสอบ และการขึ้นวอร์ดในคราวเดียวกัน ได้เรียนรู้ว่าเสียง Crepitation เป็นเสียงของเหลวในปอดเข้าไปอยู่ในถุงลมเล็กๆ ซึ่งฟังยากมาก แทบจะไม่ได้ยินอะไรเลย สามารถลองหาฟังได้ใน Youtube ทั้งนี้ประสบการณ์ทำงานเป็นปีๆจะช่วยให้ฟังออกได้เอง ได้เรียนรู้ว่าการสอบปฏิบัติของนักศึกษาแพทย์มีหลากหลายแบบ เช่น สอบฝึกเย็บแผลกับหนังหมู สอบตรวจร่างกายกับคนไข้หุ่นจำลอง สอบปั๊มหัวใจกับหุ่นจำลอง หากกดหน้าอกไม่ได้จังหวะ ออกแรงกดน้อยไปหรือมากไปจะมีเสียงเตือนว่าไม่ผ่าน ได้เรียนรู้ว่าการสอบ Long Case Examination คือการสอบปฏิบัติกับคนไข้จริง ตั้งแต่แนะนำตัว ซักประวัติ ตรวจร่างกาย ประเมินคนไข้ ให้การรักษา โดยเน้นความสำคัญที่ความสามารถในการเข้าหาและพูดคุยกับคนไข้ ได้เรียนรู้ว่า OSCE (Objective Structed Clinical Examination) หรือสอบออสกี้ คือการสอบที่วัดว่าจะได้เป็นแพทย์หรือไม่ เป็นข้อสอบสุ่มว่าจะเป็นการแสดงทักษะการตรวจคนไข้ การทำหัตถการ (ฉีดยา เจาะเลือด ผ่าตัด ฯลฯ) รวมถึงแนะนำคนไข้และอ่านผลแล็บ (อ่านฟิล์มเอ็กซเรย์ อ่านกราฟคลื่นหัวใจ ฯลฯ) โดยทำทุกขั้นตอนให้เหมือนสถานการณ์จริงที่สุด ได้เรียนรู้ว่า ปี 6 ทั้งปีต้องไปฝึกงานต่างจังหวัดด้วย เพราะว่าเวลาไปใช้ทุนหลังเรียนจบนาน 3ปี จะมีบางช่วงที่ต้องออกไปประจำอยู่ในโรงพยาบาลชุมชนเหล่านี้ มหาวิทยาลัยจึงส่งมาดูงานในช่วงปี 6 ก่อน เพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์ในวิชาที่ชื่อว่า "เวชศาสตร์ชุมชน" ทั้งหมดนี้ถือเป็นการกลั่นกรองประสบการณ์เรียนหมอที่โหด มัน ฮา แม้ว่าครีเอเตอร์คิดว่าเรียนมากเรียนหนักแล้ว ก็ยังนับว่าห่างชั้นจากคณะแพทย์ฯมาก สิ่งที่หนังสือเล่มนี้ให้มากนอกเหนือจากประสบการณ์ส่วนตัว (เจือปนด้วยเรื่องแต่ง) ของผู้เขียนแล้ว ยังทำให้เราตระหนักว่าคนเรียนหมอมันท้อได้ง่ายๆเหมือนกัน จนรู้สึกว่าคิดผิดหรือเปล่าที่เรียนหมอ ถ้าไปทำอาชีพอื่นจะไปได้ดีกว่านี้มั้ย ? แต่ในโลกของการทำงานก็ประจักษ์ให้เห็นว่าหากทำงานนี้ออกมาได้ดี รักษาคนไข้ด้วยความถูกต้องไม่ประมาท มันก็เป็นอาชีพที่ให้ความอิ่มใจเป็นที่สุด และนี่ก็คือ Perspective หรือมุมมองชีวิตของอาชีพแพทย์ที่เราไม่เคยได้สัมผัสก็ทำให้เราได้ตระหนักว่ามันต้องเจอกับอะไรบ้าง แม้จะท้อจนอยากเลิกเรียนลาออกไปคณะอื่น แต่ปลายทางที่ไปถึง หากทำสำเร็จ มันก็ถือเป็นการขัดเกลาตัวตนเป็นคนใหม่ที่มีความอดทนและปัญญาที่มากขึ้นในการรักษาผู้คน แม้ในโลกทางการแพทย์ยังเรื่องที่ต้องเรียนรู้และอัปเดตไม่รู้จบก็ตาม แต่สิ่งที่ได้จากการเรียนแพทย์ก็หล่อหลอมให้ประสบความสำเร็จมากขึ้น เครดิตภาพภาพปก โดย rawpixel.com จาก freepik.comภาพที่ 1 และ 2 โดยผู้เขียนภาพที่ 3 โดย snowing จาก freepik.comภาพที่ 4 โดย freepik จาก freepik.com บทความอื่นๆที่น่าสนใจรีวิวหนังสือ THE MAGIC OF THINKING BIG คิดใหญ่ ไม่คิดเล็กรีวิวหนังสือ เลี้ยงลูกยังไงให้ได้ EFรีวิวหนังสือ การเจอเรื่องแย่ๆไม่ได้แปลว่าชีวิตจะไม่มีความสุขรีวิวหนังสือ ความสำเร็จของผู้ชาย บอกได้ตอนอายุ 20s …อยากชีวิตดีก่อน 20 ต้องอ่านรีวิวหนังสือ เรื่องแบบนี้ คนเก่งๆเขารับมือกันแบบไหน เปิดประสบการณ์ความบันเทิงที่หลากหลายสุดปัง บน App TrueID โหลดเลย ฟรี !