เมื่อความใส่ใจลดลง....เราจะจัดการกับความโดดเดี่ยวยังไงดี สวัสดีค่ะทุกคน วันนี้เราอยากจะมาเปิดใจเล่าประสบการณ์ส่วนตัวที่เกิดขึ้นในชีวิตคู่ของเราเอง เรากับแฟนคบกันมานานประมาณ 10 ปีแล้วค่ะ ตัวเลข 10 ปี สำหรับหลายคนอาจจะดูเป็นระยะเวลาที่ยาวนาน มั่นคง และน่าอิจฉา แต่ในความเป็นจริงแล้ว ภายใต้ระยะเวลาที่ยาวนานนั้น มันมีความเปลี่ยนแปลงหลายอย่างที่ค่อยๆ คืบคลานเข้ามา โดยที่เราไม่ทันได้ตั้งตัว หนึ่งในนั้นคือเรื่องของ "ความใส่ใจที่ลดน้อยลง" และ "ความโดดเดี่ยว" ที่เราต้องเผชิญเพียงลำพัง วันนี้เราเลยอยากมาแชร์เรื่องราว เผื่อว่าใครที่กำลังตกอยู่ในสถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออกแบบนี้ จะได้มีแนวทางในการจัดการกับความรู้สึกของตัวเองค่ะ จุดเริ่มต้นของรอยร้าว: เมื่อความเจ็บป่วยต้องเผชิญเพียงลำพัง ในอดีต ความรักของเราอาจจะเคยหวานชื่นและเต็มไปด้วยความดูแลเอาใจใส่ แต่เมื่อเวลาผ่านไป หน้าที่การงาน ภาระรับผิดชอบ และความคุ้นชิน ก็เริ่มเข้ามาแทนที่ จนบางครั้งเรากลับรู้สึกว่า "การมีอยู่" ของอีกคน เริ่มห่างเหินออกไปทุกที ความรู้สึกนี้มันไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆ ค่ะ แต่มันเด่นชัดขึ้นมาจากเหตุการณ์จริงที่ทำร้ายจิตใจเราอย่างรุนแรง เหตุการณ์ที่ 1: วันที่พิษบาดแผล...แพ้ความห่างเหิน วันนั้นเป็นวันธรรมดาวันหนึ่ง เรากำลังยุ่งอยู่กับการตัดแต่งกิ่งไม้เล็กๆ น้อยๆ อยู่แถวบริเวณหน้าบ้านเพื่อความร่มรื่น แต่แล้วเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นเมื่อเราโดนผึ้งต่อยเข้าที่มืออย่างจัง วินาทีนั้นความปวดแล่นริ้วขึ้นมาทันที สิ่งแรกที่ผุดขึ้นมาในหัวด้วยความตื่นตระหนกคือ เราเป็นคนที่มีอาการแพ้แมลงอย่างรุนแรง หากปล่อยไว้อาจจะเกิดอาการช็อกหรือหายใจไม่ออกได้ ด้วยความกลัวและสัญชาตญาณของการมีคู่ชีวิต เราจึงรีบต่อสายโทรศัพท์หาแฟนเป็นคนแรก หวังว่าเขาจะเป็นที่พึ่งและพาเราไปส่งโรงพยาบาลให้เร็วที่สุด แต่คำตอบที่ได้กลับมาคือวันนั้นเขาต้องเดินทางไปทำงานที่ต่างจังหวัด... วินาทีนั้นหัวใจเราหล่นวูบ ความเจ็บที่มือยังไม่เท่าความรู้สึกโหวงในใจ เราลืมไปเสียสนิทว่าช่วงนี้เขาต้องเดินทางบ่อย แต่ในเมื่อสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวาน เราไม่มีเวลามานั่งร้องไห้ "ไม่เป็นไร..." เราบอกตัวเองในใจ พยายามข่มความเจ็บปวดและอาการหน้ามืด แล้วตัดสินใจสตาร์ทรถมอเตอร์ไซค์ ขับแข็งใจไปโรงพยาบาลด้วยตัวเอง เมื่อไปถึงห้องฉุกเฉิน คุณหมอตรวจดูอาการและรีบฉีดยาแก้แพ้ให้ทันที พร้อมทั้งสั่งให้นอนพักที่เตียงเพื่อดูอาการอย่างใกล้ชิดเป็นเวลา 30 นาที ยาแก้แพ้ฤทธิ์ค่อนข้างแรง มันทำให้เราเริ่มง่วงซึมและเปลือกตาหนักอึ้ง ในระหว่างนั้น พยาบาลเดินเข้ามาถามด้วยความห่วงใยตามหน้าที่ว่า "คุณไข้มีญาติมาด้วยไหมคะ? ยาตัวนี้ฉีดแล้วจะง่วงมากนะคะ กลับยังไงเอ่ย?" เราได้แต่ส่งยิ้มบางๆ ที่แฝงไปด้วยความรู้สึกขื่นขมให้พยาบาล แล้วตอบกลับไปว่า "อ๋อ...ขับมอเตอร์ไซค์มาเองค่ะ ไม่มีญาติมาด้วย" พยาบาลทำหน้าตกใจเล็กน้อยและเตือนให้เราพักผ่อนให้เต็มที่ก่อนค่อยขับกลับ ความรู้สึกตอนที่นอนมองเพดานโรงพยาบาลสีขาวโพลนท่ามกลางเสียงเครื่องมือแพทย์และผู้คนพลุกพล่าน แต่มันกลับเงียบสงัดและโดดเดี่ยวที่สุดในชีวิต คำถามมากมายพรั่งพรูเข้ามาในหัว... ทำไมในเวลาที่เราต้องการใครสักคนมากที่สุด เราถึงต้องมานั่งอยู่ตรงนี้คนเดียว? เหตุการณ์ที่ 2: โรคกระเพาะอักเสบ กับความว่างที่ไม่เคยมีอยู่จริง หลังจากเหตุการณ์ผึ้งต่อยผ่านไป ไม่นานนักเราก็ต้องเผชิญกับบททดสอบความสตรองอีกครั้ง วันนั้นเราเกิดอาการปวดท้องอย่างรุนแรง มันเป็นความปวดแสบปวดร้อนที่ทรมานจนแทบจะบิดกายพับอยู่กับเตียง แน่นอนว่าเราลองเอ่ยปากบอกแฟนอีกครั้ง แต่คำตอบที่ได้รับกลับมาก็ยังคงเป็นแพทเทิร์นเดิมๆ คือ "เขาไม่ว่าง" เขามีงานด่วน มีธุระที่ต้องทำ สุดท้ายแล้ว ประวัติศาสตร์ก็ซ้ำรอย เราต้องพาร่างกายอันอ่อนแอและระบมขับรถมาโรงพยาบาลเองอีกครั้ง ผลสรุปจากคุณหมอคือเราเป็น โรคกระเพาะอาหารอักเสบเฉียบพลัน คุณหมอสั่งฉีดยาบรรเทาอาการเพื่อให้อาการเกร็งของท้องลดลง หลังจากฉีดยาเสร็จ พยาบาลคนเดิม (หรืออาจจะคนละคน แต่คำถามเดิม) ก็เอ่ยปากถามหาญาติอีกครั้ง และคำตอบของเราก็ยังคงเสถียรเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลงคือ "ไม่มีค่ะ มาเองค่ะ" การต้องตอบคำถามนี้ซ้ำๆ มันเหมือนเป็นการตอกย้ำแผลใจว่า ในทางนิตินัยหรือทางสถานะเราอาจจะมีแฟน แต่ในทางปฏิบัติและในยามวิกาลหรือยามเจ็บไข้ได้ป่วย... เรามีแค่ตัวเราเอง เมื่อตัวเลือกของเรา...กลายเป็น "ของตาย" ที่ถูกละเลย สิ่งที่ทำให้เรารู้สึกเจ็บปวดและน้อยใจมากที่สุด ไม่ใช่แค่เรื่องที่เขาไม่ว่างในวันที่เราป่วย แต่เป็น "การจัดลำดับความสำคัญ" (Priority) ของเขาต่างหาก มีหลายครั้งที่ความบังเอิญใจร้ายเกิดขึ้น เมื่อคนในครอบครัวของเขาเกิดเจ็บป่วยหรือมีปัญหาพร้อมๆ กับเรา สิ่งที่เราสังเกตเห็นและสัมผัสได้มาโดยตลอดคือ เราจะกลายเป็นคนที่ถูก "ละเลย" หรือถูกมองข้ามเป็นคนแรกเสมอ ความน้อยใจมันสะสมขึนเรื่อยๆ จนบางครั้งกลายเป็นความโมโหและตั้งคำถามในใจว่า "ทำไมล่ะ? ทำไมถึงเจียดเวลามาดูเราก่อนไม่ได้เลยเหรอ? เราก็เจ็บปวดและเป็นมนุษย์คนหนึ่งที่มีความรู้สึกเหมือนกันนะ" แต่เมื่อถามไป สิ่งที่ได้กลับมามักจะเป็นข้ออ้าง เหตุผลทางความจำเป็น หรืออาการหงุดหงิดใส่กัน หลังๆ มานี้เราเลยเลือกที่จะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตัวเอง ถ้าเราไม่สบาย เราจะไม่บอกเขาอีกเลย เพราะเรารู้ดีว่าบอกไปเขาก็ไม่สามารถมาดูแลเราได้ทันทีอยู่ดี การบอกไปแล้วคาดหวังว่าจะได้ความใส่ใจ แต่กลับได้ความว่างเปล่าตอบกลับมา มันเจ็บปวดกว่าการเลือกที่จะเงียบตั้งแต่แรกเสียอีก เงินซื้อความสะดวกได้...แต่ซื้อ "ความใส่ใจ" ไม่ได้ ถามว่าแฟนเราเขาใจร้ายใจดำขนาดนั้นเลยไหม? ถ้ามองในมุมของความรับผิดชอบในรูปแบบอื่น เขาก็ไม่ได้ทอดทิ้งเราไปซะทีเดียว ทุกครั้งที่เขาไม่ได้มาหา หรือรู้ว่าเราเผชิญปัญหา (หลังจากที่เหตุการณ์ผ่านไปแล้ว) เขาก็จะใช้วิธีโอนเงินมาให้เราใช้ บอกให้เราเอาเงินนี้ไปซื้อของที่อยากได้ ไปหาซื้อของกินอร่อยๆ กินนะ ใช่ค่ะ... เงินจำนวนนั้นมันสามารถซื้อความสะดวกสบาย ซื้ออาหารดีๆ หรือเยียวยาความต้องการทางวัตถุได้ แต่มันไม่สามารถซื้อ "ความรู้สึกปลอดภัย" และ "ความอบอุ่น" ในใจได้เลย การที่เขามาปรากฏตัวอยู่ตรงหน้า คอยกุมมือเราไว้ในวันที่เรากลัว พาเราเดินไปส่งหน้าห้องตรวจ หรือคอยหยิบน้ำหยิบยารสขมๆ ให้เรากิน สิ่งเหล่านี้ต่างหากคือคุณค่าของคำว่า "คนรัก" มันดีกว่าการปล่อยให้เราอยู่คนเดียวแล้วส่งตัวเลขในบัญชีมาให้มากมายหลายเท่า เพราะในความสัมพันธ์ของมนุษย์ สิ่งที่มีค่าที่สุดไม่ใช่เงินทอง แต่คือ "เวลาและความใส่ใจ" ที่มีให้กันต่างหา ศิลปะแห่งการเยียวยา: วิธีจัดการกับ "ความโดดเดี่ยว" ฉบับผู้หญิงสตรอง เมื่อเราตระหนักได้แล้วว่าเราไม่สามารถไปเปลี่ยนพฤติกรรมหรือจัดระเบียบความคิดของคนอื่นได้ สิ่งเดียวที่เราทำได้คือ "การกลับมารักษาและจัดการกับใจของตัวเอง" ต่อไปนี้คือวิธีที่เราใช้ในการพาตัวเองก้าวข้ามผ่านช่วงเวลาที่โดดเดี่ยวและน้อยใจในความสัมพันธ์ค่ะ 1. ยอมรับความจริงและลดความคาดหวัง ความเจ็บปวดส่วนใหญ่เกิดจาก "ช่องว่างระหว่างความคาดหวังกับความจริง" เมื่อก่อนเราคาดหวังว่าคบกันมา 10 ปี เขาต้องรู้ใจและมาหาเราเป็นคนแรก แต่เมื่อความจริงไม่ได้เป็นแบบนั้น การปรับลดความคาดหวังลงมาให้เหลือศูนย์ในเรื่องการพึ่งพาอาศัย ยอมรับว่าทุกคนมีเงื่อนไขชีวิตของตัวเอง จะช่วยให้เราไม่รู้สึกผิดหวังซ้ำซาก 2. บำบัดจิตใจด้วย "ของอร่อย" (Food Therapy) สำหรับเราแล้ว วิธีการคลายเครียดที่ง่ายและเห็นผลเร็วที่สุดคือ "การได้กินของอร่อยๆ" ค่ะ วันไหนที่รู้สึกเหนื่อยล้าจากงาน รู้สึกดิ่งจากความสัมพันธ์ หรือเพิ่งกลับมาจากโรงพยาบาลคนเดียว เราจะให้รางวัลตัวเองด้วยอาหารจานโปรด ไม่ว่าจะเป็นชาเขียวมัทฉะเข้มข้นรสชาติกลมกล่อมสักแก้ว หรืออาหารฝีมือตัวเองจานพิเศษ การได้ลิ้มรสของอร่อยมันช่วยกระตุ้นฮอร์โมนแห่งความสุข (Endorphin) ให้หลั่งออกมา ทำให้เราหลุดออกจากความเศร้าได้ชั่วขณะและมีแรงสู้ต่อ 3. ปลดปล่อยความรู้สึกผ่านรอยน้ำตา ผู้หญิงหลายคนชอบสะสมความทุกข์ไว้เพราะไม่อยากดูอ่อนแอ แต่เราอยากบอกว่า ถ้าวันไหนอยากร้องไห้ ให้ร้องออกมาเลยค่ะ ไม่ต้องกักเก็บมันไว้ การร้องไห้ไม่ใช่เรื่องน่าอาย และไม่ได้แปลว่าเราแพ้ แต่มันคือกลไกธรรมชาติของร่างกายในการระบายความอัดอั้นตันใจ ออกมาเป็นสายน้ำตา เมื่อได้ร้องจนพอใจแล้ว เราจะรู้สึกว่าหัวใจมันโล่งขึ้น เบาลง และพร้อมที่จะปาดน้ำตาแล้วเดินหน้าต่อ 4. ฝึกฝนทักษะการ "อยู่คนเดียวให้เป็น" ความสุขของเราต้องขึ้นอยู่กับตัวเราเอง ไม่ใช่ไปผูกไว้ที่ขาของคนอื่น เราต้องฝึกที่จะไปกินข้าวคนเดียว ไปดูหนังคนเดียว เดินช้อปปิ้งคนเดียว หรือแม้กระทั่งไปโรงพยาบาลคนเดียวให้ชิน เมื่อเราทำสิ่งเหล่านี้ได้ด้วยตัวเอง ความกลัวต่อ "ความโดดเดี่ยว" จะค่อยๆ หายไป และกลายเป็นความรู้สึก "ภูมิใจในความสตรอง" ของตัวเองเข้ามาแทนที่ บทสรุปส่งท้าย: รักใครก็ไม่เท่า...เลือกที่จะ "รักตัวเอง" สุดท้ายนี้ เราอยากจะส่งต่อข้อคิดและกำลังใจอันยิ่งใหญ่ให้กับผู้หญิงทุกคนที่อาจจะกำลังเผชิญหน้ากับความสัมพันธ์ที่เย็นชา หรือความใส่ใจที่ลดน้อยถอยลงไม่ต่างจากเรา "จงรักตัวเองให้มากๆ และถ้าเกิดอะไรขึ้นในชีวิต ให้เลือกตัวเองก่อนเสมอ" คำว่าเลือกตัวเองในที่นี้ ไม่ได้หมายถึงความเห็นแก่ตัวนะคะ แต่หมายถึงการหันกลับมาดูแลรักษาสุขภาพกายและสุขภาพจิตใจของตัวเราเองเป็นอันดับหนึ่ง อย่าเอาชีวิตและความสุขทั้งหมดของเราไปฝากไว้กับคำว่า "คนอื่น" แม้ว่าคนๆ นั้นจะได้ชื่อว่าเป็นแฟนที่คบกันมาเป็นสิบปีก็ตาม เพราะในท้ายที่สุดแล้ว วันที่ฟ้ามืดมิดที่สุด คนที่จะอยู่เคียงข้างเรา คอยโอบกอดเรา และพาเราผ่านพ้นวิกฤตไปได้ ก็คือ "ตัวเราเอง" ค่ะ เราต้องอยู่ด้วยตัวเองให้ได้ ต้องพึ่งพาตัวเองให้เป็น วันไหนที่เขายื่นมือมาดูแล...เราขอบคุณ วันไหนที่เขาไม่ว่าง...เราก็ยังยิ้มได้และเดินหน้าต่อด้วยขาของตัวเอง สู้ๆ นะคะทุกคน เราจะผ่านความโดดเดี่ยวนี้ไปด้วยกัน และกลายเป็นเวอร์ชันที่ดีที่สุดและแข็งแกร่งที่สุดเพื่อตัวเราเองค่ะ! รูปภาพทั้งหมดโดย A.I. เปิดประสบการณ์ความบันเทิงที่หลากหลายสุดปัง บน App TrueID โหลดเลย ฟรี !